"กรุงเทพธุรกิจ" ประกาศผล กรุงเทพธุรกิจ CEO Awards 2025 ยกย่องผู้นำที่พาธุรกิจก้าวข้ามความท้าทายระดับโลก โดย "ศุภชัย เจียรวนนท์" คว้ารางวัล CEO of the Year 2025
วันที่ 15 มกราคม 2569 "กรุงเทพธุรกิจ" จัดงาน กรุงเทพธุรกิจ CEO DAY เพื่อมอบรางวัล กรุงเทพธุรกิจ CEO AWARDS 2025 แด่สุดยอดแห่งซีอีโอประจำปี 2025 ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยถือเป็นปีที่ 2 ของการจัดงานเพื่อตอกย้ำบทบาทของสื่อคุณภาพที่ยืนหยัดเคียงข้างสังคม และร่วมเป็นแรงสนับสนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวไปพร้อมกัน
ในงานมีไฮไลต์สำคัญ คือ Exclusive Talk หัวข้อ Economic Outlook 2026 : Fiscal and Financial Strategies for Economic Revival โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย วีระศักดิ์ พงศ์อักษร และ บากบั่น บุญเลิศ
พร้อมทั้งการประกาศผลรางวัล 5 สุดยอดผู้นำที่คว้ารางวัล กรุงเทพธุรกิจ CEO Awards 2025 ผู้เป็นต้นแบบวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก โดย "คุณศุภชัย เจียรวนนท์" ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) คว้ารางวัล CEO of the Year 2025 สะท้อนความมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล กล้าตัดสินใจท่ามกลางแรงกดดันในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
สำหรับรางวัล กรุงเทพธุรกิจ CEO Awards 2025 จัดขึ้นโดย “กรุงเทพธุรกิจ” สื่อในเครือเนชั่น กรุ๊ป ภายใต้ความร่วมมือกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องผู้นำที่ไม่เพียงแต่บริหารผลประกอบการให้เติบโต แต่ยังต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล กล้าตัดสินใจท่ามกลางแรงกดดัน และมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพาองค์กร และประเทศก้าวผ่านความท้าทายสู่อนาคตได้อย่างสง่างาม
รายชื่อผู้ได้รับรางวัล กรุงเทพธุรกิจ CEO Awards 2025 มีผู้นำที่ได้รับรางวัลใน 5 สาขาสำคัญ ดังนี้
1.CEO of the Year 2025 ได้แก่ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์
2.Sustainability CEO Award ได้แก่ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ
3.Innovative CEO Award ได้แก่ คุณผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย
4.Young CEO Award ได้แก่ คุณสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู
5.Influential Brand CEO Award ได้แก่ คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์
ผู้ได้รับรางวัลทั้งหมดนี้ ได้ผ่านเกณฑ์การตัดสินที่เข้มข้นโดยคณะกรรมการทั้งในส่วนกองบรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้พิจารณาคะแนนอย่างเป็นระบบ
คะแนนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
ส่วนที่ 1 : Common Criteria (50%) เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ซีอีโอทุกคนต้องมี ได้แก่ ภาวะผู้นำ (20%), การกำหนดกลยุทธ์ (15%) และการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติจริง (15%)
ส่วนที่ 2: Specific Criteria (50%) เป็นเกณฑ์เฉพาะตามประเภทรางวัล
‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ CEO of the Year 2025
สำหรับ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ผู้ได้รับรางวัล กรุงเทพธุรกิจ CEO of the Year 2025 เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจโทรคมนาคมของซีพีมาตั้งแต่ต้น ได้ขยับบทบาทครั้งสำคัญเมื่อปี 2562 หลังจาก “ธนินท์ เจียรวนนท์” ทายาทรุ่นที่ 2 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ลงจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทหลักในเครือซีพี เพื่อเป็นการปรับทัพเข้าสู่วาระครบ 100 ปี ในปี 2564
คุณศุภชัย ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมกับภารกิจการขับเคลื่อนองค์กรสู่ศตวรรษที่ 2 ที่มาพร้อมกับความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างฉับพลัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความท้าทายของการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อความยั่งยืน
ความท้าทายดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญที่ คุณศุภชัยต้องรับมือเพื่อขับเคลื่อน 8 สายธุรกิจของซีพี ที่ครอบคลุมโรงงานผลิต 298 แห่ง ใน 23 ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจทั่วโลก รวมจำนวนพนักงาน 456,252 คน โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นองค์กรที่ตอบโต้ในลักษณะ “เทค คอมพานี” ที่ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ หรือ ระดับภูมิภาค แต่คือ ระดับโลก
ด้วยมองว่า ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Innovationist เป็นยุคที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ เช่น Computing Technology AI Robotic ซึ่งองค์กรจะต้องไม่รอถูกบังคับให้เปลี่ยน แต่ต้องเป็นฝ่ายเปลี่ยนเองอย่างรวดเร็ว
รวมทั้ง โดยนำมาใช้ในกระบวนการทำงานของกลุ่มธุรกิจอยู่ตลอด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ความปลอดภัยทางอาหาร และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการภายในก็มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มสร้างประสิทธิภาพสูงสุด
เครือซีพีได้ร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างเครือข่ายองค์กรพันธมิตรในระบบนิเวศนวัตกรรม รวมทั้งตั้ง คณะกรรมการ Digital Transformation Committee ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง ขับเคลื่อนกลยุทธ์ และประสานความร่วมมือข้ามกลุ่มธุรกิจ
1.Giga Data Center 2.Virtual Bank 3.5G & Connectivity 4.Amaze Super App 5.Altervim & Clean Tech
สำหรับ Virtual Bank ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศรายชื่อผู้รับใบอนุญาต ซึ่งซีพีรวมกับพันธมิตรเป็น 1 ใน 3 ของผู้ได้รับใบอนุญาตในนามกลุ่ม ‘เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง’ ซึ่งเป็นบริษัท ในกลุ่ม แอสเซนด์ มันนี่ ผู้ให้บริการอีวอลเล็ต ภายใต้ชื่อ “ทรูมันนี่” เป็นกลุ่มบริษัทใน “เครือเจริญโภคภัณฑ์” (ซีพี)
“ศุภชัย” มองว่า Virtual Bank จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสทางการเงินได้อย่างเท่าเทียม รวมทั้งจะสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยครอบคลุมทั้งมิติการสร้างสรรค์นวัตกรรม การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
ส่วนในกลุ่มธุรกิจ “โทรคมนาคม” มีการควบรวมกิจการทรู และดีแทค มูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท เมื่อ 2 ปีก่อนคือ จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดมือถือไทย จาก 3 ราย เหลือ 2 ราย โดยมี “ศุภชัย” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ครั้งนี้ เพื่อผลักดันแนวคิด Equal Partnership ระหว่างซีพี และเทเลนอร์
การดำเนินการดังกล่าวเพื่อสร้างองค์กรใหม่ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการรวมโครงข่าย แต่ยกระดับทรู–ดีแทคสู่การเป็น บริษัทเทคโนโลยี รองรับการแข่งขันจากผู้เล่นดิจิทัลระดับโลก ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มองไกลกว่าธุรกิจโทรคมนาคม และใช้การควบรวมเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยสู่เวทีภูมิภาค
“การพัฒนาที่ยั่งยืน” เป็นอีกประเทศที่ “ศุภชัย” ให้ความสำคัญ ซึ่งเห็นว่าภาคเอกชนต้องเน้นการร่วมมือกันโดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กยิ่งต้องเชื่อมโยง การแข่งขันควรเปลี่ยนจากคู่ต่อสู้เป็นอาจารย์ที่สอนให้เห็นถึงแนวทางที่ดี
ซีพีได้เข้าร่วมโครงการ UN Global Compact: Forward Faster เพื่อเร่งผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน แห่งสหประชาชาติ (UN SDGs) ให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพระดับโลก โดยซีพีเดินหน้าลงทุนพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น รวมถึงการสร้างเครือข่ายซัพพลายเชน SME เพื่อความยั่งยืน
'ฐาปน สิริวัฒนภักดี' SUSTAINABILITY CEO AWARD
“กรุงเทพธุรกิจ” พิจารณารางวัล SUSTAINABILITY CEO 2025 โดย “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ผ่านด่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการ ที่เป็นคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
“ฐาปน” ถือเป็นแม่ทัพธุรกิจหรือซีอีโอ ผู้ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ความยั่งยืนอย่างโดดเด่นมาหลายปี
“ไทยเบฟ” อาณาจักรเครื่องดื่มชั้นนำของไทย และยิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาคเอเชีย โดยบริษัทก่อตั้งเมื่อปี 2546 ปัจจุบันมีฐานทัพอยู่ในประเทศไทย เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์
สำหรับฐานการผลิต 80 แห่ง เป็น โรงงานผลิตสุรา 29 แห่ง ในไทย 19 แห่ง และสกอตแลนด์ 6 แห่ง เมียนมา 2 แห่ง ฝรั่งเศส 1 แห่ง นิวซีแลนด์ 1 แห่ง โรงงานผลิตเบียร์ 20 แห่ง ในไทย 3 แห่ง เมียนมา 1 แห่ง และเวียดนาม 16 แห่ง ยังมีโรงงานของบริษัทร่วม 9 แห่งในเวียดนาม ส่วนอีก 30 แห่ง คือโรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ในไทย 17 แห่ง สิงคโปร์ 1 แห่ง และมาเลเซีย 12 แห่ง ยังมีโรงงานผลิตอาหาร 1 แห่ง ศูนย์กระจายสินค้า 14 แห่งในไทย และโรงพิมพ์ 2 แห่งในประเทศสิงคโปร์
ปี 2568 (ต.ค.2567-ก.ย.2568) ไทยเบฟ สร้างรายได้รวม 336,841 ล้านบาท เป็นรายได้ในประเทศไทย 65% ต่างประเทศ 35% “กำไรสุทธิ” 31,153 ล้านบาท
ด้านการขับเคลื่อนความยั่งยืน “ไทยเบฟ” ดำเนินโครงการมากว่า 10 ปีแล้ว จากความมุ่งมั่นทำให้ติดทำเนียบ “ความสำเร็จด้านความยั่งยืน” ของ DJSI หรือ Down Jones Sustainability Indices ของ S&P Global กับสมาชิกดัชนีกลุ่มตลาดเกิดใหม่ 10 ปี ติดต่อกัน และสมาชิกกลุ่มดัชนีโลก 9 ปีติดต่อกัน
ทั้งนี้ หลักการพัฒนาความยั่งยืนของ “ไทยเบฟ” ยึดหลัก 3 ประการ ได้แก่ ความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล(ESG) ภายใต้แนวคิด “สรรค์สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน” หรือ Enabling Sustainable Growth รวมถึงการให้ความสำคัญกับมิติด้านศิลปวัฒนธรรมตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ PASSION 2030
“ฐาปน” ยังตอกย้ำพันธกิจความยั่งยืนด้วยการจัดงาน “SUSTAINABILITY EXPO” หรือ "SX" มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งปี 2568 จัดขึ้นเป็นปีที่ 6 มีผู้เข้าร่วมงานล่าสุดกว่า 9.2 แสนราย
ตลอดระยะเวลาของการจัดกิจกรรม SUSTAINABILITY EXPO “ฐาปน” จะดูแลงานอย่างเข้มข้นตั้งแต่เปิดพิธีจนถึงพิธีปิด งานเริ่มตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ต้อนรับแขกเหรื่อด้วยตัวเอง เข้าร่วมทุกกิจกรรมอย่างใกล้ชิด สะท้อนการ “ทุ่มเท” แรงกายแรงใจเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
สำหรับพันธกิจความยั่งยืนด้านต่างที่ “ไทยเบฟ” ทำในปี 2568 เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม มีการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในองค์กร 36.73% การใช้น้ำต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ลดลง 17% เทียบฐานปี 2566 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 ลดลง 11% ยังมี 52.73% ของการสูญเสียอาหาร และขยะ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และ 103% ของบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วได้เก็บกลับมาใช้ซ้ำหรือใช้ใหม่ ด้านสังคม มีการฝึกอบรมพนักงาน 37.95 ชั่วโมงต่อคน พนักงานไทยเบฟ ร่วมงานด้านอาสาสมัคร 5,501 คน และ 91% ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศไทยได้รับรอง “ทางเลือกเพื่อสุขภาพ” (ไม่รวมผลิตภัณฑ์นม) เป็นต้น
เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ “ฐาปน” รับบทนำทัพสร้างความยั่งยืน และยังเป็นการน้อมนำพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงมีพระราชปณิธานที่จะ “สืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”
‘ผยง ศรีวณิช’ Innovative CEO Award
“กรุงเทพธุรกิจ” ได้พิจารณารางวัล Innovative CEO 2025 ให้กับ “ผยง ศรีวณิช” โดยเป็นการพิจารณา รางวัลร่วมกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย
สำหรับเกณฑ์การพิจารณานอกจาก เกณฑ์ Common Criteria ที่มีสัดส่วน คะแนน 50% แล้วยังมีเกณฑ์พิจารณา Innovative CEO อีก 50% แบ่งเป็นการพัฒนา และการใช้นวัตกรรม 25% และการเชื่อมโยง นวัตกรรมภายใน และภายนอกองค์กร 25%
“ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย สะท้อนบทบาทผู้นำองค์กรที่สามารถเปลี่ยน “นวัตกรรม และเทคโนโลยี” จากแนวคิดเชิงนโยบาย ให้กลายเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับระบบการเงินไทยอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมสมดุลและยั่งยืน
ภายใต้การนำของ “ผยง” ธนาคารกรุงไทยได้ปรับบทบาทจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการทางการเงินที่ทันสมัย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนไทย ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัย ควบคู่กับหลักการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง เพื่อไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
หนึ่งในความโดดเด่นด้านนวัตกรรมคือ การผลักดันแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับชาติ ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานการเงินของประเทศ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มเปิดอย่าง “เป๋าตัง” ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 40 ล้านราย และมีบทบาทสำคัญเชื่อมโยงรัฐกับประชาชนหลายโครงการสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ “เป๋าตัง” ทำหน้าที่ส่งมอบเงินช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์จากรัฐไปถึงมือประชาชนได้รวดเร็ว และทั่วถึง โครงการคนละครึ่งที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
ความสำเร็จของแพลตฟอร์มดังกล่าว ไม่เพียงสะท้อนขนาดของผู้ใช้งาน แต่ยังสะท้อนความสามารถของผู้นำองค์กรในการใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน เข้าด้วยกันในระบบนิเวศเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้จริง มีความโดดเด่นในการนำ AI และ Blockchain มาใช้ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรเป็นรูปธรรม ตัวอย่างสำคัญคือ ระบบคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) สำหรับนักท่องเที่ยวที่สามารถลดระยะเวลาดำเนินการเหลือเพียง1-3 วัน เทคโนโลยีจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือเสริมภาพลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง วัดผลได้ และตอบโจทย์ผู้ใช้งานโดยตรง
อีกมิติที่สะท้อนความเหมาะสมของรางวัล Innovative CEO คือ การผลักดัน นวัตกรรมเชิงสังคม และบริการสาธารณะ โดยผยงวางบทบาทธนาคารกรุงไทยให้เป็นมากกว่าผู้ให้บริการทางการเงิน แต่เป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐ และพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน เช่น Krungthai Campus App และแพลตฟอร์มสนับสนุน SMEในมิติต่างๆ
ในด้านการวางโครงสร้างพื้นฐาน และวัฒนธรรมนวัตกรรม “กรุงไทย” ยังจัดตั้ง Krungthai Innovation Lab เพื่อพัฒนาบริการในแนวคิด “Invisible Banking” ทำให้นวัตกรรมฝังอยู่ในกระบวนการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรอย่างยั่งยืน
ทั้งหมดนี้สะท้อนความเป็นผู้นำของ “ผยง” ที่สามารถผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และหลัก ESG เข้าด้วยกันชัดเจน ล้วนตอกย้ำความเหมาะสมการได้รับรางวัล Innovative CEO ในฐานะผู้นำที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงดิจิทัลของประเทศได้แท้จริง
‘สินนท์ ว่องกุศลกิจ’ Young CEO Award
“สินนท์ ว่องกุศลกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัล Young CEO Award 2025 ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาประกอบด้วย 2 ส่วน คือ Common Criteria สัดส่วนคะแนน 50% การทรานส์ฟอร์มธุรกิจ และการพัฒนายั่งยืน 25%
“สินนท์” ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจที่ให้ความสมดุล 3 ด้านสำคัญ คือ
1.การเปลี่ยนผ่านอย่างสมดุล (Greener & Smarter) การก้าวเข้ามาในช่วงที่บ้านปูในช่วงที่กำลังเร่งปรับพอร์ตโฟลิโอจากธุรกิจถ่านหินดั้งเดิม ไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น เขาไม่ใช้วิธีการหักดิบแต่ใช้แนวคิด “ความต่อเนื่อง และการต่อยอด”
2.สไตล์การบริหารแบบ Agile & Empathetic (คนรุ่นใหม่ในองค์กรดั้งเดิม) ในฐานะผู้บริหารหนุ่ม สิ่งที่เป็นความท้าทายที่สุดคือการบริหาร “คน” ที่มีความหลากหลายทางวัย
3.ก้าวข้ามอุปสรรคด้วย Digital Transformation การนำเทคโนโลยีมาเป็นหัวใจหลักในการแก้ปัญหา โดยการนำ Data Analytics มาใช้ในการคาดการณ์ราคา และบริหารความเสี่ยง ช่วยบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดคือ การควบรวม BANPU กับบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ไม่ใช่เพียงแค่การรวมงบการเงิน แต่คือ การปฏิรูปโครงสร้างเพื่อรับมือกับ Energy Transition อย่างเต็มตัว
ความกล้าที่จะเปลี่ยน การตัดสินใจควบรวม BPP เข้ากับ BANPU ในยุคของคุณสินนท์ สะท้อนถึงบุคลิกการเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีความเด็ดขาด และวิสัยทัศน์ที่มองไกล กล้าที่จะทลายกำแพงระหว่างบริษัทในเครือเพื่อให้เกิดความสามัคคีในเชิงกลยุทธ์ ความโปร่งใส และสื่อสารชัดเจน
“สินนท์” ให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับผู้ถือหุ้น และพนักงานถึง “เหตุผล” และ “ความจำเป็น” ของการควบรวม เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพความสำเร็จในอนาคตร่วมกันความยืดหยุ่นภายใต้อุปสรรค แม้สภาวะตลาดพลังงานจะมีความผันผวนสูง แต่การตัดสินใจปรับโครงสร้างครั้งนี้คือ การสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้บริษัทมีความพร้อมรับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกได้ดีขึ้นก้าวต่อไปที่น่าจับตา
หลังจากการควบรวมเสร็จสมบูรณ์ คุณสินนท์ จะต้องเผชิญกับบททดสอบในการสร้าง “Corporate Culture” ใหม่ที่หลอมรวมคนจากทั้ง 2 ฝั่งให้กลายเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ DNA ของ “Banpu Heart” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
ความสำเร็จของคุณสินนท์ไม่ได้มาจากนามสกุล “ว่องกุศลกิจ” เพียงอย่างเดียว แต่มาจากการผสมผสาน “ความเก๋าขององค์กร” เข้ากับ
“ความสดใหม่ของวิสัยทัศน์” เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าอายุน้อยไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นความได้เปรียบในเรื่องของพลัง (Energy) และความสามารถในการปรับตัวที่สูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้นำในยุคปัจจุบัน
‘ท๊อป จิรายุส’ Influential Brand CEO Award
“กรุงเทพธุรกิจ” พิจารณารางวัล Influential Brand CEO Award ให้กับ “ท๊อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ Bitkub
โดยเป็นการพิจารณารางวัลร่วมกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีเกณฑ์การพิจารณาประกอบด้วย Common Criteria สัดส่วนคะแนน 50% การได้รับการยอมรับจากสาธารณชน 25%
ความชัดเจน และความแข็งแกร่งของแบรนด์ 15% และความเป็นเลิศในการสื่อสาร 10%
“ท๊อป-จิรายุส ไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนความสำเร็จในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น แต่เขาคือ สัญลักษณ์ “ผู้นำรุ่นใหม่” ที่ผสมผสานวิสัยทัศน์ระดับสากลเข้ากับการสร้างแบรนด์อย่างมีกลยุทธ์
เส้นทางของ “ท๊อป จิรายุส” เริ่มจากมองเห็นโอกาสในเทคโนโลยี “บล็อกเชน” ตั้งแต่ยุคที่คนส่วนใหญ่ยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรือกระทั่งเป็น “แชร์ลูกโซ่” ความมุ่งมั่น และความพยายามที่จะสื่อสารนับพันเวทีคือ กุญแจสำคัญที่ทำให้ “บิทคับ” Bitkub กลายเป็นชื่อที่ทุกคนรู้จักในเวลาอันสั้น
ท๊อป เริ่มสนใจ “บิตคอยน์” ในปี 2556 หลังเห็นราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 1,000% เขาปั้นแบรนด์แรกคือ Coins.co.th ในปี 2557 ถือเป็นประสบการณ์สำคัญที่ทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุปสรรคด้านกฎระเบียบจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เคยมองว่าบิตคอยน์อาจเป็นแชร์ลูกโซ่
ความล้มเหลวในบริษัทแรก ทำให้เขาวางเป้าหมายใหม่ในการสร้าง Bitkub ให้เป็นองค์กรที่ “อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนแม้วันหนึ่งจะไม่มีเขาอยู่แล้ว”
ท๊อป ต้องปลุกปั้นบิทคับ ร่วมกับทุกคนในองค์กรหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ยุค Wartime หรือยุคสงครามที่เริ่มต้นในปี 2561 ในออฟฟิศเล็กๆ แม้จะระดมทุนได้ถึง 67 ล้านบาท แต่นักลงทุนประเมินมูลค่าบริษัทไว้สูงมาก ทำให้มีความกดดันมหาศาลที่ต้องเติบโตให้ทันมูลค่าในยุคนี้เขาต้องเป็น Wartime CEO ที่ทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด และเน้นการประหยัดต้นทุน
หลังจากนั้นบริษัทเข้าสู่ยุค Business Skilling ช่วงที่บริษัทเติบโตกว่า 1,000% ต่อปี มีรายได้ และกำไรมหาศาล แต่ต้องเผชิญบททดสอบเรื่องภาษี และการบริหารจัดการคนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้เป็นยุค Peak Time ยุคปัจจุบันที่ Bitkub สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในไทยได้เป็นอันดับที่ 1 ในฐานะศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
จากคนบอกเวลา เป็นคน ‘สร้างนาฬิกา’
หัวใจสำคัญในการปั้นแบรนด์ Bitkub คือ แนวคิด Organization Design ซึ่งท๊อปมองว่า “บริษัทคือ ผลิตภัณฑ์เดียวที่ผู้ก่อตั้งต้องออกแบบ” เขาเปลี่ยนบทบาทจากคน “บอกเวลา” ที่ต้องตัดสินใจทุกเรื่อง มาเป็นคน “สร้างนาฬิกา” ที่สร้างระบบให้บริษัทรันต่อได้เอง
จนปัจจุบันสามารถขยายอาณาจักรออกเป็น 8 บริษัทในเครือ ครอบคลุมทุกมิติของสินทรัพย์ดิจิทัล บล็อกเชน การศึกษา และสุขภาพ คือ สิ่งที่ทำให้ “ท๊อป” โดดเด่นในฐานะผู้นำรุ่นใหม่คือ การทำหน้าที่เป็นตัวแทนธุรกิจไทยบนเวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส พร้อมนำประสบการณ์จากเวทีนี้ทำให้เขานำเรื่องราวของ Web 3.0 และ Digitalization มาสื่อสารต่อสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ปรับมุมมองเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ถูกนำมาสื่อสารจนทั้งหมดนี้ กลายเป็น DNA ของ Bitkub ที่มุ่งหวังจะเป็น “สะพาน” เชื่อมโลกการเงินเก่า และใหม่เข้าด้วยกันอย่างสมดุล
ท๊อปนำบทเรียนระดับโลกมาตกผลึกเป็นปรัชญาการบริหารที่ว่า ผู้นำที่ดีต้อง “ตัดสินใจให้น้อยลงแต่มีคุณภาพมากขึ้น” และต้องพร้อมที่จะ “Unlearn” สิ่งเก่าเพื่อ กล้าที่จะทลายกำแพงความรู้เดิม และ“Relearn” เปิดรับสิ่งใหม่ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระดับทวีคูณ
เส้นทางการสร้างแบรนด์ของ ท๊อป จิรายุส ไม่ใช่ความสำเร็จชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากความอดทน และการใช้กลยุทธ์ที่ล้ำหน้า และความตั้งใจสูงสุดของเขาไม่ใช่แค่การทำกำไร แต่คือ การปั้น Bitkub ให้เป็น Great Company ที่เป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยบนเวทีโลก
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





