ผ่านโยบายท่องเที่ยวพรรคการเมืองใหญ่ “เพื่อไทย” ชี้สร้างมูลค่าเพิ่ม ชูอีเวนต์โลกปักหมุดไทย หนุนเที่ยวเมืองรอง “ประชาชน” ตี 5 โจทย์ท้าทาย รายได้กระจุกตัว ไทยไร้แหล่งท่องเที่ยวใหม่ดึงนักท่องเที่ยวเที่ยวซ้ำ กระทบขีดแข่งขัน “ทุนเทา-นอมินี” แย่งเม็ดเงิน 20-30% “ประชาธิปัตย์” ย้ำรัฐต้องทำหน้าที่ผลักดัน “ชี้ทาง เปิดทาง ไม่ขัดขวาง” เอกชน ระยะสั้นเร่งสางปัญหาความปลอดภัยให้ภาคท่องเที่ยว
“พรรคประชาชน-ประชาธิปัตย์” ประสานเสียงไม่เอา “กาสิโน-กัญชาเสรี” ขณะ “เพื่อไทย” แบ่งรับแบ่งสู้ ชี้โปรเจกต์ “เอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์” จิ๊กซอว์ดึงดูด “เวิลด์คลาส แอทแทรคชัน” มาไทย “แอตต้า” ชงวาระแห่งชาติ “รัฐบาลใหม่” บังคับใช้กฎหมายกำราบทุนเทา นอมินี สมาคมโรงแรมไทย วอนรัฐเปิดทาง “เอกชน” มีส่วนร่วมเคลื่อนนโยบาย
“อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย(จีดีพี) โดยมีสัดส่วนสูงถึง 12% ย้อนไปก่อนโควิด-19 ระบาด สร้างความมั่งคั่งทางจีดีพี 15-20%
ทว่า ในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569 หลายพรรคการเมือง “ไร้นโยบายท่องเที่ยว” แต่สมาคมโรงแรมไทย (THA) และ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ขอจัดเวทีให้ “พรรคการเมือง” ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ มาประชันนโยบายผ่านหัวข้อ “ท่องเที่ยวไทย เอายังไงดี”
“เพื่อไทย” สานต่อนโยบาย ไทย “ฮับ” อีเวนต์ระดับโลก
สุรเกียรติ เทียนทอง ตัวแทนพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคมีนโยบายพัฒนา ส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเพื่อสร้างมูลค่าที่สูงขึ้น ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มทักษะของคนทำงานในภาคบริการ “เรียนได้งบ จบได้งาน” ระหว่างทำงานหากไปอัปสกิลหรือรีสกิล จะได้รับเงินชดเชย 1 หมื่นบาท/เดือน
นอกจากนี้ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของอีเวนต์ระดับโลก ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยที่มีนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” ทำเรื่องนี้มาโดยตลอด
การมุ่งสู่ “เมดิคัล ฮับ” รวมถึงสุขภาพและความงาม ซึ่งไทยมีจุดแข็งเป็นแต้มต่อ ทั้งนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการเหล่านี้ จะพำนักยาว 7-10 วัน พาครอบครัวมาด้วย มีการใช้จ่ายสูง เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้ไทยเป็น “ฮับของการจัดงานแต่งงาน” จับกลุ่มเป้าหมายความหลากหลายทางเพศ(LGBTQ+) ที่มีกำลังซื้อสูง เป็นต้น
พรรคเพื่อไทยยังวางยุทธศาสตร์การพัฒนา “เมืองรอง” รวมถึงลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นรูปธรรมเชื่อมต่อการเดินทางเมืองหลัก เพื่อยกระดับเมืองรองที่มีศักยภาพก้าวเป็น “เมืองหลัก” ใน 10 ปี และจะสร้างสมดุลการค้า โดยเฉพาะการจองโรงแรม ที่พักต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์ (OTA) ข้ามชาติ ซึ่งโกยค่าธรรมเนียม “กำไร”(GP)สูง ที่สำคัญต้อง “สร้างความเชื่อมั่น” ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะสั้นและยาวเมื่อมาเที่ยวไทย
“แพลตฟอร์มออนไลน์ รัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนหรือ Affiliate เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ให้ตลาดเกิดความสมดุล”
“ประชาธิปัตย์” เล็งสางกฎหมายที่ซับซ้อน “ลดต้นทุน” ธุรกิจเอกชน
วีระพงศ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ) มอง 4 เทรนด์มีอิทธิพลต่อท่องเที่ยวไทย ได้แก่ 1.การเที่ยวอย่างยั่งยืน 2.ดิจิทัล เทคโนโลยี ทรงพลังสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจ 3.ลักษณะประชากรศาสตร์ และ 4.บริบทโลกแบ่งขั้ว (Decupling)
“4 เทรนด์มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ การกำหนดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวของไทย”
ทั้งนี้ นโยบายท่องเที่ยวของพรรคประชาธิปัตย์ เน้นบทบาทของภาครัฐจะต้อง “ชี้ทาง เปิดทาง ไม่ขัดขวาง” ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหายใหม่ ๆ เล็งการ “สะสางกฎหมายใหม่” โดยเฉพาะที่มีความซับซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุนของภาคธุรกิจ
“ประเทศไทยมีกฎหมายค่อนข้างมาก การบังคับใช้กฎหมายบางประการเป็นภาระต้นทุนธุรกิจภาคเอกชน จึงมีแนวทางการปฏิรูประบบราชการผ่านกฎหมายหรือ Super Act ที่มีความล้าสมัย ไม่ได้บังคับใช้ ไม่มีประโยชน์ เพื่อเอื้อให้ธุรกิจมีความคล่องตัว สะดวก ลดภาระการทำงานกับภาครัฐ”
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายแก้ปัญหาท่องเที่ยว ระยะสั้น เรื่องเร่งด่วน คือแก้ปัญหา ยกระดับความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวเมื่อมาเยี่ยมเยือนไทยทั้งปมสแกมเมอร์ ภัยพิบัติต่าง ๆ กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซัน ทั้งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หนุนนักท่องเที่ยว LGBTQ+ การผลักดันระบบ Open Data เพื่อรู้ข้อมูลเชิงลึกของนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้เจาะ หรือมีโอกาสใหม่ ๆ ระยะกลาง สร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ จับนักท่องเที่ยวฮาลาล ที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมเที่ยวเมืองรอง สร้างแหล่งท่องเที่ยว Man Made ดึงนักเดินทาง ฯ
ระยะยาว มอบสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพื่อสร้างแรงกระตุ้นลงทุน ใช้วัสดุในประเทศเพื่อก่อสร้าง ใช้กลไกการค้าเสรี (FTA) เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมบริการให้เป็นพันธมิตรเข้ามาลงทุนในไทย เป็นต้น
“ประชาชน” ลั่นขจัด “ทุนเทา-นอมินี” ตั้งแต่ต้นทาง
สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และทีมเศรษฐกิจจากพรรคประชาชน เดินหน้าย้ำ 5 โจทย์ใหญ่ที่ท่องเที่ยวเผชิญ ได้แก่ 1.ท่องเที่ยวกระจุกตัวสูง 5 เมืองหลัก ทำรายได้กว่า 70% 2.นักท่องเที่ยวไม่กลับมาเที่ยวไทยซ้ำ เพราะ 5-10 ปี จุดหมายปลายทาง แหล่งท่องเที่ยวเหมือนเดิม 3.นอมินี “ทุนเทา” ชิงเม็ดเงินจากอุตสาหกรรม 20-30% ทำรัฐ เอกชนเหนื่อย
“รัฐ เอกชนไทย เราไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ ทั้งที่ลงทุน ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เสียภาษีให้ประเทศ แทนที่จะแข่งขันได้ กลับเจอต้นทุนทางการเงินที่สกปรกมาฟอกเงิน สร้างโรงแรม แล้วยังมาตัดราคา”
อย่างไรก็ตาม หากพรรคประชาชนได้เป็น “รัฐบาลบริหารประเทศ” จะขจัดปัญหาต่างๆ เช่น ทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำภายใน 100 วัน จัดการ “ต้นทาง” คือตรวจสอบ “บริษัทบัญชี” และ “บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย”
“ผู้ประกอบการไทยเทา นักการเมืองไทยเทา ข้าราชการไทยเทา เราไม่เอา ไม่ปล่อยไว้”
4.การบริหารจัดการแพลตฟอร์ม OTA ซึ่งไม่เห็นด้วยที่ “รัฐจะทำเอง” เพราะส่วนใหญ่ “เจ๊ง” แต่มองการต่อยอด “TAGTHAi" (ทักทาย) แพลตฟอร์มท่องเที่ยวไทยครบวงจรที่ธนาคารกสิกรไทย (KBTG) ร่วมพัฒนา และมองการบังคับใช้กฎหมายหรือพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าเข้าไปจัดการ และ 5.การปฏิรูปงบประมาณ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มีงบประมาณ 7,000 ล้านบาท/ปี เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว รวมถึงการปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (บอร์ด) ต้องเปลี่ยนคนนั่งหัวโต๊ะหรือ “นายกรัฐมนตรี” เนื่องจากมีภารกิจมากเกินไป
“วาระเร่งด่วนที่สุด คือการจัดการทุนเทา นอมินีให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจัดการได้ในทางคดี 11 รายเท่านั้น น้อยมาก 2-3 ปีมานี้เคสนอมินีเพิ่มสูงขึ้น คอนโดมิเนียมปล่อยเช่าผิดกฎหมาย หากมี 1 หมื่นห้อง ปล่อยเช่าราคา 3,000 บาทต่อคืน ระยะเวลา 1 ปีเงินหายจากอุตสาหกรรมหมื่นล้านบาท”
“เพื่อไทย” แบ่งรับแบ่งสู้ “กาสิโน”
อย่างไรก็ตาม สมาชิกของ THA และแอตต้า ได้โยนคำถาม “คานิโน-กัญชาเสรี” คำตอบจาก พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์คือ “ไม่เอา” ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” เลือกให้เหตุผลของการริเริ่มโครงการเอนเทอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ หรือกาสิโน เพราะต้องการดึงแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกให้มาปักหมุดที่ไทย รวมถึงมีรายได้ จะนำไปอุดหนุนค่าตั๋ว โดยยกตัวอย่าง ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ สิงคโปร์ ราคาถูกสุดในโลก เพราะมีเงินจากกาสิโนไปอุดหนุน
เอกชน จี้รัฐบังคับใช้กฎหมาย ยก “ปราบทุนเทา” วาระแห่งชาติ
ธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว(แอตต้า) กล่าวว่า ปัญหาทุนเทา นอมินี ทัวร์ศูนย์เหรียญ สร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างมาก จึงต้องการให้รัฐบาลใหม่ หน่วยงานรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และควรเป็นวาระแห่งชาติ
“รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรง เข้มงวด ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ประกอบการที่ทำดีเหนื่อย และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะตามคู่แข่งไม่ทัน”
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า อยากให้ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของภาครัฐมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่มีตัวแทนของผู้ประกอบการอยู่ในบอร์ดเลย นอกจากนี้ ต้องการให้พัฒนาแพลตฟอร์ม OTA แห่งชาติ เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวไทยที่สร้างรายได้ในประเทศ 1.1 ล้านล้านบาท





