“เบียร์-ปิยะเลิศ ใบหยก” ปรากฏบนหน้าสื่อครั้งแรกในฐานะทายาทเจ้าของตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย ระหว่างนั่งแท่นบริหารเครือธุรกิจโรงแรมของครอบครัว “เบียร์” สนใจธุรกิจร้านอาหาร นำเข้าแฟรนไชส์ชื่อดังจากต่างประเทศมาปักหมุดในไทยจนสร้างปรากฏการณ์ห้างแตกสองระลอก
ตั้งแต่ “Pablo Cheesetart” ไปจนถึง “Gram Pancake” หลังจากนั้นก็ยังคลุกคลีในแวดวงร้านอาหารต่อเนื่อง พร้อมไปกับการทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดย “เบียร์” บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงการทำ “CEO Branding” อะไรทั้งนั้น คิดเพียงอยากโปรโมตบุฟเฟ่ต์โรงแรมใบหยก ขายเสร็จแล้ว จบโควิด-19 แล้วก็คงกลับมาทำงานเหมือนเดิม
แต่วงการอินฟลูเอนเซอร์ไม่ปล่อย “เบียร์ ใบหยก” ไปง่ายๆ ทั้งเฟซบุ๊กและช่องยูทูบของเขาได้รับความนิยม มีผู้ติดตามแบบพุ่งทะยาน ขณะเดียวกันแม้จะขายทอดกิจการแฟรนไชส์ขนมหวานที่มาแรงมากๆ ในช่วงเวลานั้นไปแล้ว แต่ “เบียร์” ยังมีแพชชันแรงกล้า ปัจจุบันจึงทำบริษัทโฮลดิ้งรวมแบรนด์ร้านอาหารในพอร์ตไว้ อาทิ ซานตาเฟ่ สเต๊ก (Santa Fé Steak) ยามะจัง เจ๊แดงสามย่าน
ธุรกิจร้านอาหารเป็นฝันสูงสุดแล้วหรือไม่ ? คำตอบไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะ “เบียร์” บอกว่า เขายังมีความฝันอยากทำโรงเรียนอนุบาลนอกขนบ ไม่เน้นสอนวิชาการ หรือให้การบ้านเยอะๆ แต่อยากเป็นโรงเรียนทางเลือก สร้างเสริมพัฒนาการที่ปราศจากความเครียด
ทำร้านอาหารสนุกแค่ตอนชิมกับวันที่ขายดี “Pablo” สอนให้รู้ว่า อยู่ยาวดีกว่าดังวูบวาบ
ปัจจุบัน “เบียร์” ทำธุรกิจอยู่หลักๆ 3-4 ส่วน อย่างแรกคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีโรงแรมที่ดูแลอยู่ 10 กว่าแห่ง มีโปรเจกต์ที่กำลังสร้างบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มาด้วยคอนเซปต์กึ่งรีเทล เน้นการดูแลสุขภาพ ออกแนว “Health Center” เบียร์บอกว่า เริ่มเห็นสัญญาณความนิยมตั้งแต่หลังโควิด-19 เป็นต้นมา อาหารสุขภาพขายดีขึ้น คนหันมารักตัวเองมากขึ้น ซึ่งโรงแรมนี้ คาดว่า จะแล้วเสร็จไม่เกินปี 2571
ต่อมา คือธุรกิจร้านอาหารที่ตอนนี้อยู่ใต้ร่ม “FAB” กำลังอยู่ในช่วงปรับจูนระบบหลังบ้าน วางตัวตนเป็นพรีเมียมแมสที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ แบรนด์ที่โดดเด่นในพอร์ต ได้แก่ ซานตาเฟ่ สเต๊ก มีอยู่ 120 สาขา เจ๊แดงสามย่าน 53 สาขา และยามะจัง 12 สาขา สำหรับซานตาเฟ่ สเต๊ก เข้าดูแลได้ประมาณ 6-7 เดือน “เบียร์” มองว่า ศักยภาพที่โดดเด่นที่สุดของแบรนด์คือจำนวนสาขา ตลาดสเต๊กแข่งเดือดแต่ก็แข่งกันผ่านจุดแข็งที่แตกต่างกัน
บางแบรนด์แข่งผ่านราคา แข่งเรื่องโลเคชัน แข่งเรื่องขนาดพื้นที่ร้าน ฯลฯ ซานตาเฟ่ สเต๊ก แชปเตอร์ใหม่กำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้ไปตามฟีดแบ็กลูกค้า ปรับเมนูออกแล้วลูกค้าเก่าเรียกร้องก็นำกลับมาได้
“เบียร์” บอกว่า ทำธุรกิจยุคนี้ต้องตรงไปตรงมา อันไหนตัดสินใจไม่ดีก็ต้องปรับ ตอนนี้ทุกเจ้าเจอเรื่องเศรษฐกิจไม่ดีเหมือนกันหมด อาจจะมีโปรโมชันออกมาจูงใจลูกค้า แต่สำคัญที่สุดคือการรักษาแฟนพันธุ์แท้ และหาลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาเติมให้ได้ โดยเฉพาะกลุ่ม “Gen Z” ที่เบียร์วางเป็นเป้าใหญ่ของซานตาเฟ่ สเต๊ก
เมื่อถามว่า ความสนุกของร้านอาหารคืออะไร เบียร์ตอบแบบทีเล่นทีจริงว่า สนุกแค่ตอนกินตอนเทสต์เท่านั้น หลักๆ ยังชอบทำเพราะเป็นแพชชัน แต่ยอมรับว่าธุรกิจนี้ไม่ง่าย ทุกคนพูดว่า เป็นสงคราม เหมือนสมรภูมิรบ คิดอยากทำธุรกิจแรกในชีวิตใครๆ ก็นึกถึงร้านอาหาร ฉะนั้น คู่แข่งของ “FAB” จึงไม่ได้มีแค่ร้านเชน แต่เป็น SMEs ที่มี 1-2 สาขา เจ้าของดูแลทั่วถึง ตื่นเช้ามาทำทุกอย่างในร้านเองด้วย เทียบกับอสังหาฯ แล้ว ร้านอาหารยากกว่าแน่นอน
ที่ผ่านมา “เบียร์” ปั้นพอร์ตร้านอาหารทั้งจากแบรนด์ที่ปลุกปั้นขึ้นมาเองผสมกับร้านแฟรนไชส์จากต่างประเทศ เขาบอกว่า ความยากของร้านแฟรนไชส์คือต้นทุนที่สูงมาก เรียกมาเท่าไหร่ก็ต้องจ่ายเท่านั้น แต่การทำแฟรนไชส์ก็มีข้อดีที่ได้เรียนรู้ระบบมาด้วย ย้อนกลับไปตอนทำ “Pablo Cheesetart” เบียร์บอกว่า ความพีคของยอดขายและปรากฏการณ์ตอนนั้นเกินความคาดหมายไปมาก เป็นเพียงร้านคีออสเล็กๆ แต่กวาดยอดขายได้วันละ 1 ล้านบาท
เฉลี่ยแล้ว 1 เดือน “Pablo Cheesetart” มีรายได้ 30 ล้านบาท ยืนระยะความนิยมแบบนั้นไปอีก 3 เดือน ซึ่งหลังจากร้านชีสทาร์ต เบียร์ก็ตัดสินใจเปิด “Gram Pancake” ด้วยโลเคชันบริเวณเดียวกัน สูตรสำเร็จคล้ายกัน แต่ขนมเป็นหมวดหมู่ที่ฉาบฉวย มาพร้อมเทรนด์ที่ทำแล้วต้องใช้วิธี “ตีหัวเข้าบ้าน” เท่านั้น เบียร์บอกว่า เป็นความโชคดีที่ตอนนั้นถอนตัวจากกิจการทัน เพราะหลังนั้นไม่ถึง 5 เดือน โควิด-19 ก็เกิดพอดี
การทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเหมือนรถไฟเหาะติดๆ กันสองระลอก ให้บทเรียนกับเบียร์ว่า จะทำให้ร้านอาหารอยู่ยาว อยู่นาน เป็นเรื่องยาก กราฟขึ้นสุดลงสุดไม่เป็นผลดีในระยะยาว ค่อยเป็นค่อยไป ไม่วูบวาบ จะดีกับธุรกิจที่สุด
“Pablo Cheesetart ทำมา 3 ปี ส่วน Gram Pancake 1 ปี บทเรียนที่ได้จากการขึ้นสุดลงสุดของ คืออย่าไปคิดว่าธุรกิจร้านอาหารจะดีตลอด ทำให้ดีมันง่าย ทุกวันนี้เปิดแบรนด์ใหม่แล้วทำให้เป็นอย่างนั้นอีกผมก็ทำได้นะ แต่จะทำอย่างไรให้เป็นอย่างนั้นนานๆ กราฟที่ขึ้นแบบนั้นมันคือกระแส แล้วจะให้อยู่ยาวแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย พอขึ้นไปสูงต้นทุนก็สูงตาม ใช้คนเยอะขึ้น แล้ววันหนึ่งพอยอดตกเราลีนไม่ทัน แฟนจริงๆ ของแบรนด์ก็มี แต่คนมาเพื่อลองก็เยอะ มาลองแบรนด์เราเสร็จอาทิตย์หน้าก็ไปลองแบรนด์อื่นแล้ว”
“รู้หมดแต่ไม่รู้จะทำวิธีไหน” ความยากของการทำธุรกิจยุคนี้
คร่ำหวอดในวงการมาหลายสิบปี แต่ “เบียร์” ยังมองว่า การทำธุรกิจมีความยากเสมอ ในอดีตยากเพราะเราไม่รู้ ไม่เคยทำ ตอนนี้รู้หมดทุกอย่างแต่ไม่รู้จะทำวิธีไหน เช่น รู้ว่าโลเคชันแบบนี้ต้องเปิดร้านลักษณะนี้ แต่ไม่รู้ว่าเปิดไปแล้วจะดีรึเปล่า จะออกมาหน้าตาแบบไหน ผลตอบรับเป็นอย่างไร วางไว้ 10 สาขา อาจจะได้เปิดจริงๆ เพียง 3-4 สาขาก็เป็นไปได้ วางมัดจำแล้วต้องทิ้งก็เคยเกิดขึ้นเพราะความเสี่ยงสูงมาก
ความเสี่ยงที่ว่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่หลังโควิด-19 เป็นต้นมา ก่อนเหตุการณ์โรคระบาด “เบียร์” มองว่า ยังไม่แย่เท่านี้ แต่ปัจจุบันคนใช้ตังค์น้อยลง แม้ผู้ประกอบการหลายคนจะออกไปทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพราะมองว่า ตลาดไทยไปต่อไม่ไหว
แต่ “เบียร์” มองต่างออกไป ระบุว่า เพื่อนชาวญี่ปุ่นก็เข้ามาทำตลาดในไทยด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะมองว่า ตอนนี้ญี่ปุ่นไม่ไหวแล้ว ทุกๆ ที่กลายเป็นคนในอยากออก คนนอกอยากเข้า ต่างประเทศดีตรงที่กำลังซื้อสูงกว่าบ้านเรา แต่ไม่ใช่ใครไปแล้วจะได้ผลลัพธ์ดีทุกคน ความเสี่ยงสูง
“เบียร์” บอกว่า ตนเองก็สนใจเหมือนกัน แต่คิดว่าอยากให้เป็นในรูปแบบที่มีคนซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดมากกว่า ซึ่งตอนนี้แบรนด์ในพอร์ตยังไม่มีแบรนด์ไหนทำโมเดลแฟรนไชส์ อย่าง “เจ๊แดงสามย่าน” ที่มี 53 สาขาก็ไม่ใช่แฟรนไชส์ เปิดเองทั้งหมด จริงๆ มีคนติดต่อเข้ามาขอซื้อเยอะมาก เหตุผลที่ยังไม่ทำเพราะกลัวคนซื้อไปทำแล้วผลตอบรับไม่ดี ถ้าวันหนึ่งพร้อม วางระบบดีแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ ถ้าขายไปแแล้วแบรนด์ไม่ดีจริงภาพลักษณ์ก็เสีย คนที่ซื้อไปก็เจ็บตัว
อยากทำศูนย์บริการรถที่น่ารัก แก่ตัวไปอยากทำโรงเรียนอนุบาลกับภรรยา
แม้ธุรกิจร้านอาหารจะเป็นแพชชัน แต่ “เบียร์” ยังมีอีกหมวดหมู่ที่เป็นแพชชันไม่น้อยไปกว่ากัน เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้จะเปิดธุรกิจคอมมูนิตี้รถยนต์ อยากทำแบรนด์ที่เชื่อมต่อรถยนต์และแฟชั่นเข้าด้วยกัน มองว่า แฟชั่นไม่จำเป็นต้องหมายถึงเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว ภาพศูนย์บริการรถทุกวันนี้อาจจะดูดิบๆ หน่อย เบียร์อยากทำให้เป็นศูนย์บริการรถที่น่ารัก มีของกินอร่อยๆ ให้นั่งทานระหว่างรอ คนเข้ามาถ่ายแบบได้ จัดอีเวนต์ได้ จะมีส่วนที่เป็นคาเฟ่ด้วย
ธุรกิจศูนย์บริการรถปักหมุดโลเคชันย่านเหม่งจ๋าย ด้วยพื้นที่ 100 ตารางเมตร บนเนื้อที่ขนาด 3 ไร่ สเตปถัดไปจะรวมแบรนด์อื่นๆ มาลงคล้ายกับแฟลกชิปสโตร์ที่มีทุกแบรนด์ในเครือ FAB ซึ่งในอนาคตอาจเปิดพื้นที่ให้ร้านอื่นเข้ามาเช่าได้เช่นกัน จะมานั่งทำงานกินกาแฟชิลๆ เปิดท้ายขายของ หรือเป็นลานเบียร์ก็ได้ คิดว่า คนเมืองกำลังมองหาพื้นที่แบบนี้อยู่
ถัดจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ “เบียร์” บอกว่า จริงๆ ตัวเองยังมีความฝันอยากทำโรงเรียนอนุบาล เป็นสิ่งที่ทดไว้ในใจมาตลอด เริ่มจากพื้นฐานเป็นคนรักเด็ก และมองว่า เด็กยุคนี้มีความยากในการใช้ชีวิตหลายอย่าง จึงคิดอยากทำธุรกิจที่เข้ามาตอบโจทย์ Pain Point เหล่านี้ ด้วยการเปิดโรงเรียนอนุบาลที่เน้นพัฒนาการเด็ก ยอมรับว่า ตัวเองเป็นคนไม่ชอบวิชาการ ทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กไม่เครียด เพราะความเครียดเป็นบ่อเกิดของทุกสิ่ง
ในอนาคตถ้าจะทำจริงๆ คงเป็นธุรกิจที่ไม่ได้หวังทำเงิน หรือต้องปั้นจนร่ำรวยแบบตีหัวแตก อาจจะเป็นช่วงที่ธุรกิจทุกอย่างในมือลงตัวแล้ว เบียร์บอกว่า ตนเองกับภรรยาเป็นคนรักเด็กเหมือนกัน ประกอบกับเบียร์เรียนจบคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นครูฝึกสอนอยู่ช่วงหนึ่ง จึงมีความชอบในการสอนและอยู่กับเด็กๆ
ปีนี้โตได้ก็เก่งแล้ว ยึดคำพ่อสอน “ทำธุรกิจ อย่าใช้เงินเยอะ”
ภาพรวมธุรกิจทั้งเครือในปีนี้ “เบียร์” พูดสั้นๆ ว่า “โตได้ก็เก่งมากแล้ว” แต่คิดว่า อย่างไรก็น่าจะโตขึ้นสัก 10% เนื่องจากปีที่ผ่านมาเป็นปีที่แย่สุดๆ เป็น New Low ของหลายๆ อย่าง ไม่คิดว่า จะมีปีไหนแย่กว่าปีที่ผ่านมาอีกแล้ว ถ้าปีที่ผ่านมายอดตกลง ปีนี้ก็น่าจะโตได้ตามที่ควรจะเป็น เริ่มลีนหลายๆ ส่วน ลดต้นทุนส่วนที่ทำได้ คนลาออกก็ไม่รับเพิ่ม ขอให้เป็นปีที่ไม่กดดันตัวเองมากเท่าไหร่ ไม่ได้คิดเป็นกราฟแบบไต่ระดับ แต่อย่างไรต้องดีขึ้น
“เบียร์” บอกว่า ในองค์กรตอนนี้มีคนรุ่นใหม่ค่อนข้างเยอะ เป็น “Gen Z” ราวๆ 20% ในมุมมองของเบียร์ คิดว่า เด็กรุ่นนี้ค่อนข้างใจร้อน อยากสำเร็จแต่ไม่อยากเหนื่อย ด้วยยุคสมัยทำให้หลายๆ อย่างต้นทุนลดลง ทำได้เร็ว ทางลัดเยอะ แต่อีกมุมหนึ่งก็พบว่า “Gen Z” เป็นคนเก่ง เก่งกว่าตอนเจเนอเรชันก่อนๆ เป็นเด็กด้วยซ้ำไป เพราะได้เห็นหลายๆ อย่าง มีโซเชียลมีเดียที่เอื้อให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย
แต่อีกนัยหนึ่งก็อันตรายไม่น้อย บางคนเห็นการทำธุรกิจเป็นเรื่องโรแมนติก ตนเองมีเตือนน้องๆ ไปบ้าง ทุกวันนี้ในทีมก็เป็นการสาดไอเดียใส่กัน ต่อสู้ผ่านความคิดกันทุกวัน ยอมรับว่า มีหลายมุมของเด็กรุ่นใหม่ที่บางครั้งผู้ใหญ่อาจจะมองข้ามไป ต้องระวังไม่วางตัวเองผู้รู้มากกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นคนรุ่นเราก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อีกเลย
เมื่อถามว่า ในมุมคนรุ่นก่อน อย่าง “คุณพ่อ” (พันธ์เลิศ ใบหยก) ได้สอนหรือให้คำแนะนำอะไรบ้าง “เบียร์” บอกว่า พ่อเน้นย้ำและสอนเรื่องเดียว คือการลงทุน การใช้เงิน เรื่องอื่นไม่ได้สอนเพราะมองว่า แต่ละยุคไม่เหมือนกัน คำสอนที่จำขึ้นใจ คือการทำธุรกิจอย่าใช้เงินเยอะ ทุกวันนี้พ่อยังซื้อของเก่งกว่า ต่อรองเก่งกว่า รอจังหวะได้ ใจเย็นเป็น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ “เบียร์” เก็บมาสอนลูกน้องจนถึงวันนี้
“พ่อสอนอย่างเดียว คือเรื่องลงทุน ใช้เงิน ไม่ได้สอนอย่างอื่น เพราะคงรู้ว่า แต่ละยุคไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายเขารู้ว่า ยุคไหนก็เป็นเรื่องการใช้เงิน การทำธุรกิจอย่าไปใช้เงินเยอะ ทุกวันนี้ผมก็ใช้เยอะ ใช้ง่ายกว่าพ่อ พ่อซื้อของเก่งกว่าผมเยอะมาก ผมซื้อ 10 บาท เขาซื้อ 8 บาท เขาไปหาวิธีมาจนได้ เขาใจเย็น รอจังหวะ เช่น มีคนบอกจะเอาอันนี้มาขาย เราก็คิดว่า ต้องเอา แต่พ่อจะถามว่า ทำไมไม่ดูอย่างอื่นด้วย เขาตัดใจได้ ถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้ เขาถือว่า มีเงินสดอยู่ จะซื้อกับใครก็ได้ ผมก็เอามาสอนลูกน้องต่อเหมือนกัน ถือเงินอยู่ เลือกให้ดีที่สุด อย่าใช้อารมณ์”





