วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

จัดการ‘ขยะล้นเมือง’ด้วยกฎหมาย Circular Economy

จัดการ‘ขยะล้นเมือง’ด้วยกฎหมาย Circular Economy

74,000 ตันเป็นจำนวนขยะมูลฝอยต่อวันที่เกิดขึ้นในประเทศ หรือปีละกว่า 27.2 ล้านตัน ซึ่งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การจัดการขยะมูลฝอยของไทยยังคงผูกติดอยู่กับฐานคิดแบบเศรษฐกิจเส้นตรง (linear economy)

คือ “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” ที่เร่งนำของเสียออกจากระบบผ่านการฝังกลบและการเผา ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน นั่นคือ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” 

“เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular economy) จึงไม่ควรเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรูที่ปรากฏอยู่ในนโยบายของภาครัฐเท่านั้น แต่ควรเป็นกรอบแนวคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีที่สังคมเลือกจัดการกับทรัพยากรตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

สำรวจการจัดการขยะมูลฝอยของไทย

การจัดการขยะในประเทศไทยกว่าร้อยละ 74 อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขณะที่การคัดแยกเพื่อใช้ประโยชน์ต่อมีเพียงร้อยละ 16 เท่านั้น และเมื่อรวมการจัดการที่ต้นทางแล้วสามารถนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้ประมาณร้อยละ 34 ของปริมาณทั้งหมด

ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งถูกนำไปกำจัดเป็นหลัก ส่วนภาคการผลิตและการบริโภคแทบไม่ถูกเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบหลังการใช้งานของสินค้าและบรรจุภัณฑ์แต่อย่างใด

เหล่านี้มีสาเหตุมาจากการขาดความชัดเจนเชิงกฎหมายและขาดกลไกขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม แม้ว่าปัจจุบันจะมีแผนงานที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะของประเทศ 2565-2570 แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 2 2566-2570

และโครงการถังขยะเปียกเพื่อลดโลกร้อนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมุ่งลดขยะอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทางเพื่อลดภาระการขนและกำจัด แต่กระนั้นยังขาดกรอบกฎหมายที่ชัดเจนในการกำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของแต่ละภาคส่วนอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ แม้รัฐบาลนำโมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) มาเป็นกรอบพัฒนาเพื่อความยั่งยืนและผสานเข้ากับระบบเศรษฐกิจตั้งแต่การผลิต การบริโภค จนถึงการจัดการทรัพยากรหลังการใช้ โดยมองวัสดุใช้แล้วเป็นทรัพยากรที่ยังสร้างมูลค่าได้ผ่านการใช้ซ้ำ รีไซเคิล และการแปรรูปใหม่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย SDGs

แต่การขับเคลื่อนยังอยู่ในลักษณะนโยบายวงกว้าง อีกทั้งแม้หลายกระทรวงจะมีแผนงานการดำเนินการ แต่ทว่ายังขาดกลไกขับเคลื่อน และหวังเน้นความร่วมมือโดยสมัครใจของภาคธุรกิจและผู้บริโภคเป็นสำคัญ

ในขณะเดียวกัน แม้ว่าประเทศไทยจะมีการจูงใจผู้ประกอบการให้ลดการใช้ขยะหรือการรีไซเคิล แต่เครื่องมือยังค่อนข้างจำกัด เช่น กรมสรรพากรเคยออกกฎหมายให้บริษัทที่ซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ร้อยละ 25 ของรายจ่ายตามหลักเกณฑ์ในพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 749 หรือโครงการ “บ้านนี้ไม่เทรวม” แยกขยะลดค่าธรรมเนียมของ กทม. เป็นต้น

ช่องว่างจัดการขยะ ไร้ กม.เศรษฐกิจหมุนเวียน

ช่องว่างสำคัญที่สุดของประเทศไทยคือ การขาดกฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ครอบคลุม และสอดคล้องกับความต้องการผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดเพียงปัญหาขยะล้นเมืองแต่อาจทำให้ประเทศไทยพลาดโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่จากเศรษฐกิจหมุนเวียน

ตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ลดของเสียตั้งแต่ต้นทาง ธุรกิจรีไซเคิลและแปรรูปวัสดุใช้แล้ว ไปจนถึงธุรกิจจัดการอาหารส่วนเกิน เช่น แพลตฟอร์มการจัดการอาหารส่วนเกิน การแปรรูปอาหารสัตว์ และพลังงานชีวภาพ

องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป็นแนวทางให้ทั่วโลกบรรลุอนาคตที่ดีกว่าและยั่งยืนสำหรับทุกคน โดยครอบคลุมมิติต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องการจัดการขยะและอาหารส่วนเกินภายใต้ SDGs เป้าหมายที่ 12 ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นลดขยะต่าง ๆ โดยการใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการขยับจาก “การจัดการขยะ” ไปสู่ “การจัดการทรัพยากรหลังการบริโภค”

ที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ทั้งในยุโรป เอเชียและอเมริกา ล้วนมีทิศทางเดียวกันในการยกระดับการจัดการขยะโดยใช้มาตรการที่หลากหลายรวมถึง “การใช้แรงจูงใจควบคู่มาตรการเชิงบังคับ” และพัฒนากลไกขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีนวัตกรรม รวมทั้งนโยบายและกรอบกฎหมายเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ เลือกใช้คือ การออกกฎหมายกำหนดความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตที่เป็นผู้ก่อมลพิษ (Extended Producer Responsibility: EPR) เพื่อให้ร่วมรับผิดชอบต่อสินค้าและบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งาน

ตั้งแต่การออกแบบ การจัดตั้งระบบรับคืน ไปจนถึงการจัดการวัสดุใช้แล้ว แยกออกจากระบบขยะของอปท. กลไกดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดภาระงบประมาณและบุคลากรของรัฐ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมรีไซเคิลอย่างจริงจัง

ผลักดันกม.กุญแจสำคัญสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

จากบทเรียนในต่างประเทศ พบว่าหัวใจของการเปลี่ยนผ่านจากการกำจัดขยะแบบเดิมสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนให้สำเร็จอยู่ที่การกำหนด “กฎหมาย” ที่มีประสิทธิภาพเพื่อกำหนดสิทธิ และหน้าที่แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้ก่อมลพิษและขยะที่ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ผ่านมาตรการที่หลากหลายเพื่อปรับพฤติกรรมและสร้างความรับผิดชอบ

เช่น การเพิ่มภาษีฝังกลบ ค่าธรรมเนียมเตาเผา ระบบจ่ายค่าขยะตามปริมาณที่ทิ้ง ค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก และระบบมัดจำคืนเงิน มาตรการด้านราคา เหล่านี้ล้วนทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคต้องคำนึงถึงต้นทุนผลกระทบของสินค้าที่ผลิตและบริโภคที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง

ดังนั้น การขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่อาจอาศัยเพียงความตื่นตัวของภาคเอกชนหรือภาคประชาชนเท่านั้น หากยังจำเป็นต้องมี “โครงสร้างกฎหมาย” ที่ชัดเจนและเดินไปในทิศทางเดียวกันเป็นแรงหนุนสำคัญ การมีกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นระบบ การสร้างกลไกทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ

และการออกแบบมาตรการส่งเสริมจูงใจที่หลากหลายผ่านเครื่องมือกลไกราคาด้านเศรษฐศาสตร์ จะช่วยให้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนก้าวพ้นจากการเป็นเพียงนโยบายบนกระดาษ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้จริง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนมีความจำเป็นหรือไม่ หากแต่คือประเทศไทยควรจะเร่งเดินหน้าเพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางของโลกสมัยใหม่อย่างไร โดยเฉพาะการพัฒนากฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ ๆ แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสร้างภาพลักษณ์ที่ดี อันนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในที่สุด

แล้วแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถนำมาใช้จัดการ “อาหารส่วนเกินและขยะอาหาร” ได้อย่างไร และเหตุใดประเด็นนี้จึงใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดติดตามได้ในบทความชิ้นต่อไป