ผ่า 4 เมกะเทรนด์ โอกาสตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคปี 69 ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย สินค้าเฉพาะแก้ Pain Point กลิ่นแก่คือโอกาส ผู้บริโภคไม่ต้องการ “รอสวย” คนรุ่นใหม่ขอโซลูชันซักผ้าเสร็จไวใน 1 โซลูชัน ตลาดสัตว์เลี้ยงปีหน้าแตะ 1 แสนล้านบาท รับ Pet Parent สายเปย์
ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคหรือสินค้าจำเป็น(FMCG) ถือว่ามีขนาดใหญ่ และมีหลากหลายหมวด ทว่า หากเจาะจงแต่ละตลาด เช่น ผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดน้ำ ครีมอาบน้ำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น โคโลญน์ โรลออน และมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ช่วง 9 เดือนปี 2568 ที่ผ่านมา มูลค่าตลาดประมาณ 42,624 ล้านบาท เติบโต 3.6% สูงกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี
แนวโน้มปี 2569 ตลาดจะเติบโตมากหรือน้อย ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ถือเป็นตัวแปรสำคัญ ทว่า ในฐานะผู้ประกอบการต้องหาช่องว่างตลาด โอกาสแห่งการเติบโตให้เจอ โดยเฉพาะการอ่าน “เทรนด์มาแรง” เพื่อพัฒนาสินค้าตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย
ศิริสุภา อาจสัญจร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด(มหาชน)ฉายภาพว่า ในปี 2568 สินค้าอุปโภคบริโภคของบริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้สูงกว่าตลาด เกิดจากการใช้ “นวัตกรรม” เป็นตัวขับเคลื่อนสินค้าหมวดต่างๆ การขยายตลาดสู่ “เซ็กเมนต์พรีเมียม” ที่ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อสูง การมุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ตอบไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคทั้งความสะดวกสบาย การใช้ชีวิตนอกบ้าน เป็นต้น
ปี 2569 หากมอง “เทรนด์ใหญ่” หรือเมกะเทรนด์ ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักตลาดสินค้าอุปโภคให้เติบโต มี 4 แนวโน้ม ประกอบด้วย 1.เทรนด์สังคมสูงวัยใส่ใจสุขภาพ(The Silver-Age Economy) เมื่อไทยมีประชากรไทยสูงวัยอัน 3 ของโลก ไล่หลังทั้งอิตาลี ญี่ปุ่น โดยคาดการณ์ 5 ปีข้างหน้าผู้สูงอายุคนไทยแตะ 30% อีกด้านเป็นโอกาสของบริษัทในการผลิตสินค้าเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ ที่บริษัทได้แตกไลน์แบรนด์ “ดีนี่ ดีลักซ์”(D-nee Deluxe)เข้าทำตลาด
ทั้งนี้ อินไซต์ของคนสูงวัยคือการมี “กลิ่นเฉพาะตัว” หรือทั่วไปเรียก “กลิ่นแก่” อีกทั้งผิวพรรณที่แห้งมากขึ้น หรือหลากปมปัญหา(Pain point) ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้หันมาใช้สินค้าเด็ก และจากการทำตลาดของดีนี่ ดีลักซ์ ที่มีนวัตกรรมลดกลิ่นตามวัยด้วยเทคโนโลยีญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาบน้ำและสระผม ทิชชู่เปียกสำหรับผู้ใหญ่ โลชันบำรุงผิว แป้งฝุ่นลดการระคายเคือง ฯ โดยพบอัตรา “ซื้อซ้ำสูง” จากความเชื่อมั่นและภักดีต่อแบรนด์ สะท้อนไปยังยอดขายใน 12 เดือน ที่แตะ 100 ล้านบาท และมองเป้าหมาย 3 ปี จะผลักดันรายได้ทะยานสู่ 500 ล้านบาท
2.เทรนด์คลินิกเสริมความงาม(Beauty Clinic Trend) หากสำรวจตลาดจะพบว่าป้ายโฆษณานอกบ้าน(OOH) เต็มไปด้วยการสื่อสารตลาดของคลินิก สถานเสริมความงามคึกคักมากกว่า 50% สะท้อนถึงผู้บริโภคเจนเนอเรชันต่างๆทั้งเจนซี(GenZ) เจนวาย(GenY) ยินดีจ่ายเงินเพื่อสินค้าคุณภาพ ตอบโจทย์ “สวยเดี๋ยวนี้ สวยตรงจุด” ไม่ต้องรอ 3-6 เดือนข้างหน้า
“ผู้บริโภคไม่ต้องการสวยพรุ่งนี้ ขอสวยใช้งานได้เลย ทำให้บริษัทนำนวัตกรรมหัตถการมาเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อผิวพรรณหรือสกินแคร์”
3.เทรนด์ไลฟ์สไตล์แอ๊คทีฟยุคใหม่(New-Era Active) เมื่อผู้บริโภคยุคปัจจุบันนิยมทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น จึงมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์ความสะดวก การใช้ชีวิตเร่งรีบ เพราะเวลาน้อย เช่น การซักเสื้อผ้าต้องง่ายใช้เวลาไม่มาก คนรุ่นใหม่ต้องการซักผ้าเสร็จเร็วๆขอ 1 โซลูชันจบ บริษัทจึงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ซักผ้าทรี อิน วัน จัดการครบจบในถุงเดียว เพื่อให้ผู้บริโภคมีเวลาไปคาเฟ่ เสพสื่อออนไลน์
4.เทรนด์สัตว์เลี้ยงคือครอบครัว(Pet Humanization) ถือเป็น “เมกะเทรนด์” อย่างแท้จริงสำหรับการเลี้ยงสัตว์เป็นสมาชิกในครอบครัว และปัจจุบันผู้บริโภคกลายเป็น “พ่อแม่น้องหมาน้องแมว” มากขึ้น ไม่ใช่ “ทาส” อีกต่อไป ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทรงอิทธิพลคือ “อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง” ซึ่งไทยติด 1 ใน 3 ประเทศเด็กเกิดต่ำ เพราะการเลี้ยงลูกยุคนี้ “ค่าใช้จ่ายสูง” การเลี้ยงหมา-แมว น่ารักได้เช่นกัน และเกิดนิยามการเปย์เพื่อสี่ขาลูกรัก “ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย” แต่คือ “การลงทุน” เพื่อสมาชิกในครอบครัว
ทั้งนี้ ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง คาดการณ์ปี 2569 จะมีมูลค่าทะลุ 1 แสนล้านบาท จากปี 2568 มูลค่า 9.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเลี้ยงสัตว์แบบสมาชิกในครอบครัว(Pet Parent)อยู่ที่ 5.05 หมื่นบาทต่อตัวต่อปี เพิ่มขึ้น 22.9% จากปีก่อน และสูงกว่าการเลี้ยงดูแบบดั้งเดิม หรือปล่อยอิสระ ที่ใช้จ่าย 7,910 บาทต่อปี ขณะที่นีโอ มีสินค้า “เลิฟลี่เทล”(LovliTails) รับเทรนด์ดังกล่าว
“ผู้บริโภคยินดีจ่ายแพง!..เพื่อหมาแมว โดยการใช้จ่ายของ Pet Parent เพิ่มถึง 6 เท่าตัว เมื่อเทียบกับการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระ ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงจึงมีความน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม เมกะเทรนด์ทั้ง 4 คาดว่าจะอยู่ต่อไปอีก 5 ปี สอดคล้องกับแนวทางบริษัท ที่มีการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่องเปรียบเทียบราว 360 วัน จาก 365 วัน และใช้เงินในการวิจัยฯมาก เพื่อนำไปสู่การออกสินค้าเซ็กเมนต์ใหม่เพื่อให้พอร์ตโฟลิโอเติบโต และพัฒนาสินค้าเดิมเพื่อให้ยังขายดี”





