ตลาดขนมขบเคี้ยว (สแน็ก) ในภาพรวมปี 2568 มีการเติบโตอย่างดี โดย 10 เดือนแรก ขยายตัวกว่า 10% แต่แนวโนมปี 2569 ความท้าทายรายล้อมต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการต้องออกหมัดการตลาดเพื่อสร้างการเติบโต
“เถ้าแก่น้อย” ผู้นำตลาดสาหร่าย เดินหน้าหา New S-Curve ผลักดันการเติบโต ทั้งออกสินค้าใหม่สร้างสีสันให้ตลาดและผู้บริโภค ควง “เฉินเจ๋อหยวน” เสริมแกร่งแบรนด์
ปรมินทร์ จาวลา ผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN เปิดเผยว่า ตลาดขนมขบเคี้ยวหรือสแน็กทุกหมวดหมู่มีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท ช่วง 10 เดือนแรก การขยายตัวค่อนข้างดี มีการเติบโตกว่า 10% อัตราดังกล่าวเกิดต่อเนื่องตั้งแต่หลังโควิด-19 ระบาด
ขณะที่หมวดสาหร่ายมูลค่าตลาดมากกว่า 5,000 ล้านบาท แต่อัตราการเติบโตราว 5-6% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ รวมถึงความตั้งใจในฐานะผู้นำตลาด ต้องการกระตุ้นให้สแน็กสาหร่ายเติบโตกว่า 10%
ส่วนภาพรวมของสาหร่ายเถ้าแก่น้อยในประเทศเติบโตสูงกว่าตลาด โดย 9 เดือนยอดขายเติบโต 12.4% จากการออกสินค้าใหม่ การพยายามทำตลาดให้อยู่ในกระแส ตอบสนองผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากตลาดสแน็กมีความเคลื่อนไหวรวดเร็ว อีกด้านยังเป็นการรับมือกับความไม่แน่นอนด้วย ซึ่งปี 2568 ที่ผ่านมาปัจจัยลบค่อนข้างมากจนธุรกิจต้องเน้น “ตั้งหลัก” กระทั่งมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ประกอบการจึงหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น เพราะต้นปีการค้าขายผ่านร้านค้าต่างๆค่อนข้างซบเซา
ด้านแนวโน้มตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงสแน็ก ไตรมาส 1 ปี 2569 อาจต้องเผชิญความเหนื่อยยากต่อ เนื่องจากบริบทธุรกิจยังมีแรงกดดันจากสถานการณ์เศรษฐกิจ กำลังซื้อที่เปราะบาง และทิศทางของการเงินโลก สงครามการค้า สงครามความขัดแย้งต่างๆ ซึ่งความผันผวนสูงมาก ขณะที่ปัจจัยบวกปีหน้า มองการเลือกตั้ง หากรัฐบาลมีแรงอัดฉีด นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดี ผลักดันการค้าระหว่างประเทศ การส่งออก รวมถึงการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะท่องเที่ยวเป็นการบ้านใหญ่ที่รัฐต้องหาทาง “พลิกเกม” ดึง “นักท่องเที่ยวจีน” ให้กลับมาเที่ยวไทย โอกาสมาถึงแล้ว หลังจีน-ญี่ปุ่นมีปัญหากัน
“มองต้นปี 2569 สินค้าจำเป็นยังเหนื่อยพอๆกับช่วงปลายปี เพราะมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจ สัญญาณตลาดการเงินโลก ความกังวลของผู้บริโภคมีสูง บางเรื่องยังไม่เกิด แต่ข่าวเชิงลบมีผลต่อความรู้สึก ปัจจัยเปราะบางในประเทศเราเองจะมีการเลือกตั้ง ที่ยังไม่รู้จะกำหนดทิศทางใด”
ทั้งนี้ การทำตลาดสาหร่ายเถ้าแก่น้อยในประเทศยังคงเดินหน้าออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง จากปี 2568 มีสินค้าใหม่สู่ตลาดหลายสิบรายการ(เอสเคยยู) รวมถึงการผลักดันสินค้ารายการเดิมให้ยังติดตลาด ที่สำคัญคือการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ที่จะเป็นจิ๊กซอว์ผลักดันการเติบโตหรือ New S-Curve ให้กับบริษัท อย่างที่ผ่านมามีการออกเส้นบุกปรุงรส “ซูเปอร์กรุบ” เข้าทำตลาด ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดี
“นโยบายของผู้บริหารคือให้หา New S-Curve ตั้งแต่หลังโควิด-19 ระบาด ด้วยการมุ่งมั่นออกสินค้าใหม่ หากออกมา 10 รายการแล้วสำเร็จ 1 รายการย่อมดีกว่าไม่ออกสินค้าเลย หากออกสินค้าไหนมาแล้วไม่เวิร์คต้องปรับตัว หยุดไม่ฝืน แต่ขอให้ได้ทดลองตลาด และเรายังมองหา New S-Curve เพิ่มอีก 1 ตัว”
บริบทโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความผันผวนสูง ปีหน้าบริษัทต้องหาทางรับมือตัวแปรดังกล่าวด้วย ทั้งการตั้งหลักให้ดี การสร้าง Brand Noise หรือให้ผู้บริโภคกล่าวขานถึงแบรนด์ เพราะท่ามกลางเศรษฐกิจ กำลังซื้ออ่อนตัว จะได้เป็นตัวเลือกแรกที่ซื้อ
นอกจากนี้ ไฮไลต์ปีหน้าจะเห็น “เถ้าแก่น้อย” ควง “เฉินเจ๋อหยวน” Chen Zheyuan นักแสดงชื่อดังชาวจีนในฐานะตัวแทนของคลื่นวัฒนธรรมเอเชียรุ่นใหม่หรือ New Asian Wave เพื่อทำกิจกรรมต่างๆมากขึ้น สานต่อภารกิจการเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาค ระดับโลก และเอาใจแฟนคลับซึ่งฐานแฟนหลายประเทศมีความแข็งแกร่งมาก
“คนอาจมองสแน็กเป็นขนมที่ช่วยฮีลใจในช่วงปัจจัยหลายอย่างเปราะบาง แต่ตอนเกิดโควิดระบาด เราเห็นว่าผู้บริโภคก็ตัดค่าใช้จ่ายสแน็กก่อนเลย ซึ่งสแน็กเป็นสินค้ากึ่งลักชัวรีหรือฟุ่มเฟือยเล็กน้อย และการรับมือความไม่แน่นอน แบรนด์ต้องเร็ว ทำตลาดให้เร็ว การออกสินค้าใหม่หรือ NPD มากเพื่อสร้างสีสันและมู้ด”
ปัจจุบันสแน็กไม่มีซีซันในการจำหน่าย โดยปลายปีที่ผ่านมาแม้จะเป็นช่วงเทศกาล การเฉลิมฉลอง ห้วงเวลาแห่งความสุข แต่ไตรมาส 4 หากการท่องเที่ยวกลับมา จะเป็นแรงส่งสำคัญผลักดันตลาดสแน็กสาหร่ายให้เติบโต โดยเฉพาะ “เถ้าแก่น้อย” ที่เป็นหนึ่งในสินค้าและแบรนด์ซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่นักท่องเที่ยวต้องซื้อเป็นของฝากกลับประเทศ





