วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

Gen Y แห่ ‘ปีนผาจำลอง’ มากสุด เครียดงาน-อยากสร้างความสำเร็จเล็กๆ ดัน ‘Stonegoat’ โต

Gen Y แห่ ‘ปีนผาจำลอง’ มากสุด เครียดงาน-อยากสร้างความสำเร็จเล็กๆ ดัน ‘Stonegoat’ โต

จากนัดคุย-เดทที่คาเฟ่ชิลๆ สู่การพบกันที่ยิมปีนผาใจกลางกรุงเทพฯ คุยกับ “สน-สนธเยศ อัศวเหม” หนึ่งในผู้ก่อตั้ง “Stonegoat” Gen Y เลือกปีนผาไม่ใช่แค่ความแข็งแรง แต่ได้สำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างวัน เป้าหมายใหญ่กระจายสาขาทั่วประเทศ อนาคตอยากไปต่างจังหวัด เชื่อกีฬาปีนผายังโตอีกไกล

ช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ กีฬาวิ่งที่ก่อตัวเป็น “รันคลับ” เติบโตก้าวกระโดด-สร้างนักวิ่งหน้าใหม่ทั่วประเทศ พร้อมส่งแรงไปถึงธุรกิจรองเท้ากีฬาจนโตแรงสวนทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้มีเพียงกีฬาวิ่งเท่านั้นที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนวัยทำงาน “ปีนผาจำลอง” ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนเมืองรุ่นใหม่ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 35 ปีเป็นต้นไป หลายคนถึงกับให้นิยามกีฬาประเภทนี้ว่า นี่คือกิจกรรมของชาว “Midlife Crisis”

“สน-สนธเยศ อัศวเหม” หนึ่งในผู้ก่อตั้ง “Stonegoat” ยิมปีนผาจำลองแบบ Bouldering หรือการปีนผาที่ไม่ต้องใช้เชือกสำหรับหน้าผาที่ไม่สูงมาก เล่าว่า ตนเองหันมาสนใจกีฬาปีนผาตั้งแต่ปี 2558 ใช้เวลากับกีฬานี้เยอะพอสมควร เมื่อถึงจุดหนึ่งจึงอยากเปิดยิมเป็นของตัวเอง เพราะมองว่า กีฬาปีนหน้าผาจำลองไปไกลกว่านี้ได้ จึงชักชวนเพื่อนอีก 2 คน “จัสติน ธารทอง” และ “กร-กฤษกร ธงพานิช” ลงขันทำธุรกิจร่วมกัน

Gen Y แห่ ‘ปีนผาจำลอง’ มากสุด เครียดงาน-อยากสร้างความสำเร็จเล็กๆ ดัน ‘Stonegoat’ โต

ย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว ในวันที่ยังไม่มียิมประเภทดังกล่าวมากมายในประเทศไทย “สน” กลับคิดต่างออกไป เชื่อว่า ยิมปีนผาใช้เงินลงทุนน้อยกว่า มีศักยภาพในการเข้าถึงง่ายกว่า แม้กลุ่มผู้ที่ชื่นชอบกีฬาปีนผาจะอยู่ในวงจำกัด แทบจะรู้จักคุ้นเคยทั่วถึงกันทุกคน แต่ “สน” เชื่อว่า ยังไม่มีกีฬาประเภทใดที่ให้ทั้งความสนุก สุขภาพ และได้ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ไปพร้อมกันแบบนี้

เมื่อตัดสินใจตั้งต้นธุรกิจร่วมกัน ทั้ง 3 คนนำประสบการณ์ที่มีทั้งในและนอกประเทศมาระดมความคิด จะทำอย่างไรให้ยิมปีนผาแห่งนี้มีจุดขาย และเพราะอะไรไทยจึงยังไม่มียิมแบบนี้สักที กระทั่ง “Stonegoat” ถือกำเนิดขึ้นในปี 2563 ตรงกับช่วงวิกฤติโรคระบาดใหญ่ระลอกแรก ประเดิมสาขาแรกที่ย่านพระโขนง ใช้เงินลงทุนหลักสิบล้าน เริ่มต้นในช่วงที่กีฬาปีนผาจำลองยังไม่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนทั่วไปมากนัก ช่วงแรกจึงเริ่มจากเพื่อนๆ ในกลุ่มเข้ามาใช้บริการ จากนั้นจึงทำการตลาด

“สน” มองว่า ปัจจัยที่ทำให้ “Stonegoat” เติบโต มาจากการวางจุดยืนที่ไม่เหมือนใคร ปีนผาจำลองเคยถูกมองว่า เป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีม ยาก โหดหิน แต่ที่นี่เปลี่ยนมายด์เซตใหม่ ไม่ต้องแข็งแรงมากก็มาเล่นได้ ปรับรูทการปีนให้เข้าถึงได้ง่าย ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือการออกแบบหน้าตายิมให้เปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

Gen Y แห่ ‘ปีนผาจำลอง’ มากสุด เครียดงาน-อยากสร้างความสำเร็จเล็กๆ ดัน ‘Stonegoat’ โต -สีสันและการดีไซน์ของยิม Stonegoat ที่แตกต่างจากในอดีต-

พูดถึงกีฬาปีนผายุคก่อนเราอาจนึกถึงความดิบ มืด ทึบ “Stonegoat” เลือกใช้กำแพงสีสว่าง ลงทุนกับการติดตั้งไฟค่อนข้างเยอะ ใช้เบาะนิรภัยสีขาวเพื่อให้พื้นที่โดยรวมสว่างขึ้น กลุ่มลูกค้าของที่นี่จึงแตกต่างจากความเข้าใจในอดีตมาก แต่ก่อนอาจมีผู้ชายสัก 80% แต่ตอนนี้ที่ “Stonegoat” มีลูกค้าผู้หญิงราว 55% ซึ่งจริงๆ แล้ว “สน” บอกว่า ผู้หญิงปีนเก่งกว่าด้วยซ้ำไป เนื่องจากมีแรงน้อยกว่า จึงต้องใช้เทคนิคอื่นๆ เข้ามาเสริม

กลุ่มลูกค้าหลักๆ ตอนนี้ เป็น “Gen Y” อายุเฉลี่ย 35 ปีขึ้นไป มีเด็กลงมาหน่อยบ้าง มีกลุ่มครอบครัวบ้าง เมื่อถามว่า ทำไมถึงมี Gen Y ให้ความสนใจเยอะ และจริงหรือไม่ที่กีฬาปีนผาจำลองได้ชื่อว่า กีฬาของชาว “Midlife Crisis”

สนบอกว่า ปีนผาจำลองเป็นกีฬาที่มีแรงก์กิ้งชัดเจน เล่นไปเรื่อยๆ จะรู้ว่า เราอยู่ระดับไหนแล้ว ทำให้ผู้เล่นเห็นความสำเร็จชัดขึ้นทุกครั้ง คนได้รู้สึกว่า ประสบความสำเร็จ มี Self-esteem เพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีคอมมูนิตี้เกิดขึ้นระหว่างทาง มาเล่นก็ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว มีกลุ่มก้อนที่ทำสำเร็จไปด้วยกัน

“ผมมองว่า ชีวิตการทำงานไม่ง่าย การได้มาออกกำลังแล้วรู้สึกว่า สำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ทำให้รู้สึกดีขึ้น ต่อให้เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็ช่วยเพิ่ม Self-esteem คนเจนใหม่โหยหาประสบการณ์และความท้าทายในชีวิตมากกว่าสมัยก่อน เพราะความรู้เข้าถึงได้ง่ายกว่า รู้จักตัวเองดี ไม่ใช่ทุกคนที่เริ่มทำแล้วชอบ แต่คนที่มาเพราะเขาต้องการความท้าทายเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ถ้าทำได้ก็ไปต่อ ถ้าไม่ได้ก็ไปลองอย่างอื่น เราเริ่มตั้งแต่ออกแบบสถานที่ การดูแลลูกค้าเพราะอยากให้รู้สึกว่า ทุกคนเป็นคอมมูนิตี้เดียวกัน ซึ่งเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของ Stonegoat ด้วย”

Gen Y แห่ ‘ปีนผาจำลอง’ มากสุด เครียดงาน-อยากสร้างความสำเร็จเล็กๆ ดัน ‘Stonegoat’ โต

-สน-สนธเยศ อัศวเหม หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Stonegoat-

จากสาขาพระโขนงสู่สาขา The PARQ แตกต่างทั้งโลเคชันและกลุ่มลูกค้าบางส่วน “สน” เล่าว่า ช่วงแรกที่เปิดสาขานี้มีพนักงานออฟฟิศบนตึกแวะเวียนมาดูเยอะมาก จนตอนนี้มีพนักงานออฟฟิศเป็นกลุ่มลูกค้าหลักแล้ว ต่างชาติก็มีเข้ามาบ้าง มองว่า ตอนนี้องค์ความรู้เรื่อง “Wellness” กระจายตัวมากขึ้น ไม่เหมือนยุคก่อนที่คนเน้นทำงานหาเงินเพียงอย่างเดียว

คนเจนใหม่เริ่มคิดเรื่องสุขภาพตั้งแต่วันนี้ ถ้าไม่แข็งแรงจะไปหาความมั่งคั่งได้อย่างไร ตนเองไม่ได้มองว่า กีฬาปีนผาเป็นเทรนด์ฉาบฉวย แต่กำลังเติบโตสู่ “New Norm” ต่างประเทศมียิมปีนผาเป็นร้อยๆ แห่ง อีกหน่อยที่ไทยก็จะเติบโตไปแตะจุดพีคเช่นกัน อาจจะเกิดยิมทางเลือกสำหรับคนที่ชอบเล่นกีฬาแต่ไม่ได้อยากโฟกัสทุกสัดส่วน การปีนหน้าผาก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดี

สำหรับเป้าหมายด้านธุรกิจ “สน” บอกว่า อยากมีสาขาแฟลกชิปสโตร์สัก 3 แห่ง ที่เหลือเป็นยิมย่อยกระจายตามจุดต่างๆ สาขาแฟลกชิปจะมีพื้นที่ราว 1,800 ตารางเมตร อนาคตมีคิดไปต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่เหมือนกัน แต่เบื้องต้นอยากเก็บโลเคชันในกรุงเทพฯ ให้ครบก่อน