ประเทศไทยเริ่มส่งออกข้าวมากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่กำหนดมาตรฐานข้าวส่งออกฉบับแรกในปี 2500 ตามประกาศกระทรวงเศรษฐการเรื่องกำหนดมาตรฐานข้าว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2500
โดยข้าวที่ส่งออกมีทั้งข้าวขาวธรรมดาและข้าวหอมที่มีหลายพันธุ์ ทั้งพื้นเมืองดั้งเดิมและที่พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ขึ้นใหม่
ในช่วงปี 2503/2504 ข้าวหอมที่มีชื่อเสียงมากในช่วงนั้น คือ “ข้าวดอกมะลิ 105” ที่มีการปรับปรุงพัฒนาพันธุ์มาจากข้าวหอมพันธุ์พื้นเมืองของฉะเชิงเทรา และต่อมาพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ได้เป็นพันธุ์ กข 15 และในปี 2521ได้รับการรับรองพันธุ์เป็นพันธุ์ข้าวรับรอง
ก่อนปี 2531 การส่งออกข้าวหอมรวมอยู่ในกลุ่มข้าวขาว และใช้มาตรฐานข้าวขาวเป็นเกณฑ์ ต่อมาในปี 2531 จึงเริ่มแยกสถิติการส่งออกข้าวหอมไว้เป็นการเฉพาะ ใช้ชื่อโดยรวมว่า “ข้าวหอม Jasmine rice”
ปี 2541 กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศกำหนดมาตรฐานข้าวหอมเป็นครั้งแรก คือ มาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย ต่อมาในปี 2547 ออกประกาศกำหนดมาตรฐานข้าวหอมปทุมธานี และในปี 2559 ยกเลิกมาตรฐานข้าวหอมปทุมธานี ออกประกาศกำหนดมาตรฐานข้าวหอมอื่นที่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย คือ “มาตรฐานข้าวหอมไทย” โดยถือว่าข้าวหอมปทุมธานีเป็นข้าวหอมชนิดหนึ่งของข้าวหอมไทย
๐ พันธุ์ข้าวที่ถือว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทย
มาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับปี 2541 มิได้กำหนดพันธุ์ข้าวหอมที่จะถือว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทยไว้โดยเฉพาะเจาะ แต่ยกตัวอย่างพันธุ์ข้าวที่ถือว่าเป็น ข้าวหอมมะลิไทย เช่น พันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105 พันธุ์ กข 15 และพันธุ์คลองหลวง 1
ในปี 2544 กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศกำหนดให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้ามาตรฐาน และมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย โดยกำหนดพันธุ์ข้าวหอมที่ถือว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทย โดยเจาะจงพันธุ์ คือพันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105 และพันธุ์ กข 15 ซึ่งต่อมามีประกาศแก้ไขเพิ่มเติมมาตรฐานสินค้าข้าวหอมมะลิไทยในเวลาต่อมา ก็ยังคงระบุเจาะจงว่าข้าวหอมพันธุ์ที่จะถือว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทย คือข้าวพันธุ์ดอกมะลิ 105 และพันธุ์ กข 15
การส่งออกข้าวหอมมะลิไทย ข้าวหอมมะลิไทยเป็นข้าวนุ่ม มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย เป็นที่นิยมของผู้บริโภคในต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง เป็นข้าวส่งออกเกรดพรีเมียมที่ทำรายได้สูงและสร้างชื่อเสียงให้ข้าวไทยมาก
ปัญหาของข้าวหอมมะลิไทย เนื่องจากข้าวขาวดอกมะลิ 105 และกข 15 มีผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูง ผู้ส่งออกจึงต้องเสนอขายในราคาสูง เฉลี่ยตันละ 1,000-1,200 ดอลลาร์ หากเสนอขายในราคาต่ำก็จะขาดทุนและมีผลต่อราคาข้าวภายในที่ชาวนาจะได้รับด้วย ทำให้เกิดปัญหาราคาข้าวหอมมะลิของไทยสูงกว่าราคาข้าวหอมของประเทศเพื่อนบ้านที่ปลูกส่งออก ซึ่งต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำกว่าของไทยมาก
ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ ความหอมของข้าวหอมมะลิไทยที่บางปีมีความหอมน้อยลง ซึ่งมีเสียงสะท้อนมาจากผู้ซื้อตลอดมา และถ้าหากประเทศเพื่อนบ้านปรับปรุงพันธุ์จนได้ข้าวหอมที่มีคุณภาพในการบริโภคใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย แต่ราคาถูกกว่า จะมีปัญหากระทบต่อการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยอย่างแน่นอน
การแก้ไขปัญหา มีความเห็นในวงการผลิตการค้าข้าวหอมมะลิไทยว่า ทางการไทยน่าจะต้องพิจารณาปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวหอมที่มีคุณภาพใกล้เคียงหรือไม่ด้อยกว่าข้าวหอมมะลิไทยที่ส่งออกในปัจจุบัน และมีความหอมเสถียร ผลผลิตต่อไร่สูงซึ่งจะช่วยทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้
เพิ่มความหลากหลายของพันธุ์ข้าวหอมที่ถือว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ข้าวหอมมะลิไทย อันจะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถเสนอขายในราคาที่แข่งกับประเทศเพื่อนบ้านได้
ข้าวหอมสยาม
ข้าวหอมสยามเป็นข้าวเจ้าหอมพันธุ์ใหม่ ที่ได้จากการพัฒนาพันธุ์ร่วมกันระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน มีการทดลองปลูกรุ่นแรกเมื่อปี 2563 ในจังหวัดอุบลราชธานี ได้ผลผลิตประมาณ 530 กิโลกรัมต่อไร่
การทดสอบการปลูกรุ่นที่สองเมื่อปี 2564 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและอีสาน 12 จังหวัด การทดสอบการปลูกที่จังหวัดพิจิตร เมื่อปี 2567 มีผลผลิต 800 กิโลกรัมต่อไร่ ได้รับการจดทะเบียนพันธุ์พืชตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชเมื่อปี 2565 แต่ยังไม่ได้รับการรับรองพันธุ์หลักจากกรมการข้าว
เปรียบความแตกต่างพันธุ์ข้าวหอมสยามกับข้าวหอมมะลิไทย
จากตารางเปรียบเทียบความแตกต่างที่จัดทำโดยกรมการข้าวตามที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของกรมการข้าว คุณลักษณะที่สำคัญ เช่น ปริมาณอมิโลส ความยาวของเมล็ดข้าวกล้อง อัตราส่วนความยาวต่อความกว้างของเมล็ดข้าวกล้อง น้ำหนักเฉลี่ยของข้าวเปลือก 100 เมล็ด ความหอมและผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ เป็นข้าวที่มีความหอมทั้งคู่
คุณลักษณะอื่นๆ ใกล้เคียงกันแม้ตัวเลขคุณลักษณะดังกล่าวจะแตกต่างกัน แต่ไม่ได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่จะมีผลให้คุณภาพโดยรวมแตกต่างกันอย่างแจ้งชัด ประการสำคัญผลผลิตต่อไร่ข้าวหอมสยามสูงกว่าข้าวขาวดอกมะลิอย่างมีนัยสำคัญที่จะส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าข้าวหอมมะลิไทยมาก
การทดสอบด้วยการหุง ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการตรวจข้าว สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยที่มีหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าว ได้ผลว่าข้าวหอมสยามมีความนุ่ม ความหอม รสชาติอร่อยใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย หุงเป็นข้าวสุกทิ้งไว้หลายชั่วโมงก็ยังคงสภาพเดิม ไม่คลายน้ำเช่นเดียวข้าวหอมมะลิไทย
ข้าวหอมสยามช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยได้หรือ
สืบเนื่องจากผลผลิตต่อไร่ของข้าวหอมสยามอยู่ในอัตราสูง เชื่อว่าหากข้าวหอมสยามได้รับการรับรองพันธุ์และถือว่าเป็นข้าวหอมมะลิไทยอีกหนึ่งพันธุ์ จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เนื่องจากต้นทุนการผลิตลดลง ทำให้ผู้ส่งออกสามารถเสนอราคาขายลดลงแข่งกับคู่แข่งได้ จะช่วยทำให้การส่งออกข้าวหอมมะลิไทยเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสและรายได้ให้ชาวนาที่ปลูกข้าวหอมสยามได้อีกทางหนึ่ง
ความเห็น ขอเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ที่มีอำนาจหน้าที่ในการประกาศกำหนดมาตรฐานสินค้าข้าวหอมมะลิไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เป็นผู้รับรองพันธุ์ข้าว ร่วมกันพิจารณาดำเนินการเพื่อให้ข้าวหอมสยามเป็นข้าวหอมมะลิไทยเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งพันธุ์ตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย จะเป็นคุณูปการต่อการส่งออกข้าวไทยเป็นอย่างยิ่ง





