ภาคเอกชน “ท่องเที่ยว” ตั้งรับความท้าทายปี 2569 เจาะนักท่องเที่ยวตลาดศักยภาพดี ใช้จ่ายสูง “ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” โตแรงเกาะเทรนด์โลก พร้อมบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ รีดไขมันองค์กร ปรับปรุงสินค้า และบริการ จี้ภาครัฐเคาะหน่วยงานเจ้าภาพหนุนธุรกิจเข้าถึงมาตรฐานสากลท่องเที่ยวยั่งยืน สนับสนุนค่าใช้จ่ายการตรวจสอบเข้าถึงมาตรฐาน และส่งเสริม “กรีนไฟแนนซ์” อุ้มธุรกิจเอสเอ็มอี รับ “EU” มีแนวโน้มออกมาตรการท่องเที่ยวยั่งยืนในช่วง 2 ปีนี้
แนวทางการตั้งรับความท้าทายของภาคการท่องเที่ยวในปี 2569 นอกเหนือจากภาคเอกชนต้องขยายตลาดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตดีต่อเนื่อง เช่น ยุโรป สหรัฐ ตะวันออกกลาง อินเดีย และฟื้นฟูตลาดหลักอย่างจีนตามกลยุทธ์ที่เหมาะสมของแต่ละองค์กรแล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวทั้งในเชิงรุก และเชิงรับ อาทิ มุมบริหารจัดการต้นทุน เพิ่มรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันรับระเบียบโลกเปลี่ยน
นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า หนึ่งในโจทย์สำคัญคือ การเดินหน้าเพิ่มค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์หลักของประเทศไทย “Value Over Volume” หรือเน้นสร้างคุณค่าเชิงรายได้มากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยว ด้วยการเจาะเซกเมนต์ที่มีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่มีอัตราการเติบโตดีตามเทรนด์โลกที่ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ต้องบริหารจัดการต้นทุนให้ดี โดยเฉพาะต้นทุนปฏิบัติการ เพราะค่าแรงภาคบริการท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อแม้ว่าจะอยู่ในอัตราที่สามารถบริหารจัดการได้ และภาวะเงินบาทแข็งค่าก็มีผลต่อการนำเข้าน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการเดินทางขนส่ง ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวด้วยการรีดไขมันองค์กร นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้มาก ลดขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนก็จะช่วยประหยัดต้นทุนได้ดีขึ้น
ดันธุรกิจเข้าถึงมาตรฐานสากล “ท่องเที่ยวยั่งยืน”
อีกเมกะเทรนด์ นั่นคือ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานรัฐใดเข้ามาช่วยเหลือได้จริงๆ แม้ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง แต่ปฏิบัติจริงกันค่อนข้างน้อย ทั้งที่เป็นภูมิต้านทานสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
โดยคาดว่ามีแนวโน้มสูงมากที่จะเห็นสหภาพยุโรป (EU) ประกาศกฎระเบียบหรือมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อให้ซัพพลายเชนด้านการท่องเที่ยวต้องปรับตัว คล้ายๆ กับ CBAM หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของ EU ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญภายใต้นโยบาย ยูโรเปียน กรีน ดีล (European Green Deal) ที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งใน EU และประเทศคู่ค้า
“เมื่อมาตรการด้านท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ EU กำลังมีการถกกันอย่างเข้มข้น และอาจประกาศใช้ภายใน 2-3 ปีนับจากนี้ ระหว่างนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้าถึงมาตรฐานสากลให้ได้มากที่สุด”
แนะรัฐรวบตึงมาตรฐานสากลเดียว
การส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้าถึงมาตรฐานด้านท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ต้องตั้งบนเงื่อนไข 3 ข้อ ได้แก่ 1.การเงินสีเขียว (Green Finance) การจัดสรรเงินทุน และบริการทางการเงินเพื่อสนับสนุนโครงการ และกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาเห็นสถาบันการเงินช่วยแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ ยังไม่ค่อยเห็นช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนัก โดย สทท. กำลังทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย ว่าทำอย่างไรถึงจะออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้จริงๆ เพราะถ้าเมื่อไรเอสเอ็มอีไม่อยู่ในวงจรนี้ มีแต่รายใหญ่ได้สินเชื่อสีเขียวไป สุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภาพรวมมากนัก
2.การยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ปัจจุบันมาตรฐานในบ้านเรามีมากเกินไป ต่างหน่วยงานต่างจัดทำมาตรฐานโดยที่ไม่คุยกัน ทำให้ไม่สามารถยกระดับไปถึงมาตรฐานสากลได้ ปัจจุบันในวงการท่องเที่ยวไทยมีมาตรฐานสากลเพียงอย่างเดียวคือ “Green Hotel Plus” ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม (กรมโลกร้อน) ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเพื่อเข้าถึงมาตรฐานนี้มีราคาสูงมาก
และ 3.ผู้ประกอบการต้องออกค่าใช้จ่ายเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่น ติดตั้งโซลาร์เซลล์ เปลี่ยนหลอดไฟ เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ หากค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบแพง ผู้ประกอบการก็ไม่อยากเข้าถึงมาตรฐานนี้ แม้จะมีเงินจ่ายค่าตรวจสอบ พอได้เช็กลิสต์มาแล้วพบว่าต้องเปลี่ยนตั้งแต่ A-Z แต่สินเชื่อสีเขียวยังไม่ตอบโจทย์ ธนาคารพาณิชย์ยังไม่ช่วยเอสเอ็มอีเท่าไร อาจทำให้เอสเอ็มอีไม่สนใจลงทุนสีเขียวเพื่อความยั่งยืน
“ถ้าวันนี้มีเวลาแล้วยังไม่เข้ามาตรฐานสากลดังกล่าว วันใดที่ EU ประกาศมาตรฐานออกมา เราจะเหนื่อยมาก สทท.จึงมองว่าประเทศไทยควรมีหน่วยงานรัฐที่เข้ามาเป็นเจ้าภาพจริงจังกับเรื่องนี้ และเป็นหน่วยงานเดียวที่เอามาตรฐานทุกอันมารวมกัน เพราะปัจจุบันมีหลายมาตรฐานเกินไป ทั้งของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรมการท่องเที่ยว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย ซึ่งอยากให้รวบเป็นมาตรฐานเดียว และยกระดับเป็นสากลให้ได้ เมื่อ EU ประกาศมาตรการออกมา เรามีภูมิต้านทานเรียบร้อยแล้ว เราก็จะสบาย แต่วันนี้เรายังต้วมเตี้ยมอยู่”
วอนอุ้ม SME ค่าใช้จ่ายตรวจสอบโรงแรมสีเขียว
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีเรื่องเงินทุน เนื่องจากหลายรายต้องทยอยลงทุนพัฒนาสินค้าบริการสีเขียว โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีนับจากนี้เพื่อรองรับตลาด EU ซึ่งกำลังจะใช้มาตรการด้านท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันผู้ประกอบการโรงแรมในไทยยังไม่ค่อยพร้อมนัก อย่างโรงแรมใน จ.ภูเก็ต ก็พยายามปรับปรุงเพื่อให้ได้มาตรฐาน Green Hotel Plus ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ แต่เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบน้อย ทำให้เกิดปัญหาคอขวดในการเข้ารับการตรวจสอบให้ได้มาตรฐาน
“สมาคมฯ อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเอสเอ็มอีเรื่องเงินทุน สนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบการโรงแรมเพื่อเข้ารับการตรวจสอบมาตรฐาน Green Hotel Plus เนื่องจากโรงแรมต้องลงทุนพัฒนาปรับปรุงด้านกรีน (Green) อยู่แล้ว แต่เพื่อจะให้ได้มาตรฐาน ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมาเพิ่ม ตั้งแต่ 70,000-200,000 บาท เพื่อเข้ารับการตรวจสอบ”
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์
อัปสกิล AI ปรับตัวรับความผันผวน
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกกิตติมศักดิ์ และประธานที่ปรึกษาอาวุโส สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า “ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยมีความคุ้นเคยกับความผันผวนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในปัจจุบัน บางตลาดเติบโตดี บางตลาดแย่ ก็ต้องปรับตัวในเชิงกลยุทธ์เพื่อชิงฐานตลาดนักท่องเที่ยวที่กำลังขยายตัว
ขณะเดียวกันต้องเร่ง Upskill และ Reskill ทักษะความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI เพื่อเรียนรู้ และรับมือกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนักท่องเที่ยว รวมถึงภาวะความผันผวนต่างๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลก”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





