อุตสาหกรรมสื่อโฆษณา โดยเฉพาะ “ทีวี” ตกอยู่ในภาวะ “ขาลง” ต่อเนื่องหลายปี จากดิจิทัล ดัสรัปชัน พฤติกรรมคนดูคอนเทนต์เปลี่ยน และซ้ำเติมด้วยแรงกดดัน “เศรษฐกิจโลก”
“เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์” ที่มีสื่อดั้งเดิมทั้ง ช่องวัน31 GMMTV รวมถึงวิทยุ แม้จะเผชิญโจทย์ท้าทาย แต่หลายปีที่ผ่านมา บริษัทปรับตัวหาน่านน้ำใหม่ พร้อมตอกย้ำการเป็นมากกว่าทีวี แต่คือ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และ ธุรกิจบันเทิงไลฟ์สไตล์ ที่ครบวงจร
นรัญจ์ พุ่มศิริ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินกลุ่ม และ นิภาส ลาภิกานนท์ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2568 อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การค้าโลก การท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวจากปมความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการจับจ่ายใช้สอย
ขณะที่อุตสาหกรรมสื่อโฆษณา โดยเฉพาะ “โฆษณาทีวี” ที่เม็ดเงินลดลง หรือเม็ดเงินย้ายไปยังช่องทางอื่นๆ ทั้ง “สื่อดิจิทัล-อินเตอร์เน็ต” และ “อินฟลูเอนเซอร์” หรือเหล่าผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ ส่วนปัจจัยบวก อีกด้าน “ดิจิทัลเติบโต” เป็นขุมทรัพย์แห่งโอกาส “สร้างรายได้ใหม่ออนไลน์” ให้กับบริษัท
“ภาพรวมเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง โอกาสธุรกิจจะเติบโตแข็งแกร่งยังพึ่งพิงกำลังซื้อในประเทศ อีกด้านคือฐานแฟนคลับศิลปินของบริษัท ที่มีฐานแฟนคลับหรือ FC ที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งบริษัทจะโฟกัสเพื่อสร้างการเติบโต”
ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ของบริษัทมี 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
1.คอนเทนต์(Content Marketing) รายได้จากโฆษณา ทีวีช่องต่างๆ วิทยุ ฯ
2.ไอดอล(Idol Marketing) ทั้งบริหารจัดการศิลปิน คอนเสิร์ต อีเวนต์ ต่อยอดการขายสินค้า ฯ
3.การรับจ้างผลิต(Production Business) ผลิตคอนเทนต์ต่างๆให้ลูกค้า รวมถึงการให้เช่าสตูดิโอ
สำหรับดาวเด่นยกให้ “ไอดอล มาร์เก็ตติ้ง” ที่ไตรมาส 3 ปี 2568 สร้างสัดส่วนรายได้ถึง 50.03% แล้ว เมื่อเทียบกับปี 2564 อยู่ที่ 11.35% เท่านั้น ดังนั้น ไตรมาส 4 บริษัทจึงเดินกลยุทธ์สร้างการเติบโต ทั้งผลิตคอนเทนต์ต่อยอด “ไอดอลให้ได้รับความนิยม” เพื่อออกงานอีเวนต์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ และสวมบทอินฟลูเอนเซอร์
ขณะเดียวกันยังมีการสร้างสรรค์ “มาสคอต” ตัวแทนแฟนคลับของไอดอลแต่ละคู่หรือคน เพื่อรับหน้าที่เดียวกันเหมือนกับศิลปิน ทั้งงานจ้าง คอนเสิร์ต พรีเซ็นเตอร์ ขายสินค้าผ่านกิจกรรมแฟนมีท คอนเสิร์ต เพื่อสร้างคุณค่า(Value) เพิ่มเติม ปัจจุบันมาสคอตที่มี “ลูกคุณหนู”(LOOK KHUNNOO)ของ “เจมีไนน์-โฟร์ท” และ “น้องเปาดี้”(Paody) ตัวแทนแฟนคลับของคู่จิ้นวาย “บุ๋น-เปรม” เป็นต้น โดยที่ผ่านมามาสคอตสร้างรายได้เติบโต 115%
“รายได้ Idol Marketing ยังสามารถเติบโตได้อีก โดยขึ้นอยู่กับการขยายขนาดหรือสเกล ซึ่งรายได้จะมาจากการขยายตลาด ที่ปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่ในประเทศไทยหรือโลคัล โอกาสไปต่างประเทศ เจาะตลาดโลกได้จะโตอีกมาก การเพิ่มรายได้จากการพยายามผลักดันศิลปิน 300-400 ชีวิตให้มีความโด่งดังยิ่งขึ้น มีคู่จิ้นใหม่มากขึ้น เพิ่มสเกลได้ จะโตต่อในอนาคต”
แม้ “ทีวี” จะอยู่ในโหมดถดถอย ทว่า การสร้างสรรค์คอนเทนต์จำเป็น เพราะเป็น “สารตั้งต้น” ของศิลปิน การต่อยอดสู่การตลาดไอดอล ซึ่งไตรมาส 4 จะมีซีรีส์ใหม่หลายเรื่องป้อนช่องวัน 31 ช่องGMM 25 รวมถึงกันบางเรื่องเป็น “เอ็กซ์คลูสีฟ” สำหรับแอปพลิเคชัน “OneD”
“เราเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่มีความครบวงจรของธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำคือมีทีมผลิตคอนเทนต์แกร่ง กลางน้ำมีคอนเทนต์กระจายไปช่องทางต่างๆ มีปลายน้ำคือแพลตฟอร์มออฟไลน์ทั้งทีวี วิทยุ ออนไลน์มีฐานแฟนแกร่งทุกแพลตฟอร์มกว่า 200 ล้านราย(Follower) มีแอปฯ OneD เหนือกว่านั้นคือไอดอลมาร์เก็ตติ้งหารายได้จากทั่วโลก แนวโน้มทีวีขาลง โฆษณาทีวีติดลบมาหลายไตรมาส แต่เรายังโฟกัสทีวีเพราะเป็นโชว์รูมพาคอนเทนต์ไปเฉิดฉายให้ป๊อปปูล่า ต่อยอดสร้างรายได้ไอดอล มาร์เก็ตติ้ง และเราพยายามกระจายความเสี่ยง ขยายธุรกิจไม่พึ่งพาแค่รายได้โฆษณาทีวี แต่ขยับไปออนไลน์ หาช่องทางใหม่ๆสร้างรายได้”
สำหรับภาพรวมรายได้ไตรมาส 3 อยู่ที่ 2,007.08 ล้านบาท เติบโต 9.83% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และถือเป็นสถิติสูงสุดหรือออลไทม์ไฮ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 203.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.34% จากปีก่อน และเพิ่มถึง 135.3% จากไตรมาส 2 ทั้งนี้ รายได้ไอดอล มาร์เก็ตติ้งอยู่ที่ 996.62 ล้านบาท เติบโตถึง 66.59% จากปีก่อน ส่วนคอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง 959.82 ล้านบาท ลดลง 19.01% และโปรดักชัน 35.42 ล้านบาท ลดลง 0.78% จากปีก่อน โดยคอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้งลดจากโฆษณาทีวี การขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ออนไลน์ลด ส่วนโปรดักชันเพราะการเช่าสตูดิโอจากต่างชาติน้อยลง





