วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

‘โรงแรมไทย’ คาดรายได้ครึ่งหลังปี 68 ลดลง ทัวริสต์ ‘ต่างชาติ’ ปีหน้าโตต่ำแตะ 33 ล้านคน

‘โรงแรมไทย’ คาดรายได้ครึ่งหลังปี 68 ลดลง  ทัวริสต์ ‘ต่างชาติ’ ปีหน้าโตต่ำแตะ 33 ล้านคน

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม” ประจำเดือน พ.ย. 2568 จัดทำโดย สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 13-30 พ.ย. จากผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 83 แห่ง ระบุว่า “ธุรกิจโรงแรม” ราวครึ่งหนึ่งหรือ 54% ประเมินว่าจำนวน “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าประเทศไทยโดยรวมในปี 2569 จะใกล้เคียงกับปี 2568 หรือประมาณ “33 ล้านคน”

รายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าจากสถิติล่าสุดประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 21 ธ.ค. 2568 สะสม 31.76 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 4.38 ล้านคน จีน 4.36 ล้านคน อินเดีย 2.4 ล้านคน รัสเซีย 1.8 ล้านคน และเกาหลีใต้ 1.51 ล้านคน

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโรงแรมเกือบ 1 ใน 4 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้น หากภาครัฐมีมาตรการและโปรโมตการท่องเที่ยว ส่วนผู้ประกอบการอีก 22% คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลง

“ทั้งนี้ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีและค่าใช้จ่ายในไทยที่สูงกว่าคู่แข่ง รวมถึงปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในประเทศต้นทาง และแหล่งท่องเที่ยวไทยไม่มีการพัฒนา ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการตัดสินใจมาเที่ยวไทย”

ด้าน “รายได้ของธุรกิจโรงแรม” แม้อัตราการเติบโตของรายได้ในไตรมาส 4 ปี 2568 จะสูงกว่าไตรมาสก่อน โดยเฉพาะโรงแรมในภาคใต้ ส่วนหนึ่งจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long-haul) อาทิ กลุ่มยุโรป และผลของมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” และโครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ที่ช่วยกระตุ้นรายได้ได้เพียงเล็กน้อยราว 3% จากปีก่อนที่ไม่มีมาตรการ

“แต่โดยรวมแล้วธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่ประเมินว่ารายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน”

‘โรงแรมไทย’ คาดรายได้ครึ่งหลังปี 68 ลดลง  ทัวริสต์ ‘ต่างชาติ’ ปีหน้าโตต่ำแตะ 33 ล้านคน

สำหรับ “อัตราการเข้าพัก” ในเดือน พ.ย. 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 76% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนและช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่คาดการณ์อัตราการเข้าพักเดือน ธ.ค. 68 อยู่ที่ 77% และเมื่อดูตามระดับดาวของโรงแรม พบว่าในเดือน พ.ย. โรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 78% ส่วนโรงแรมระดับไม่เกิน 3 ดาวจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 68%

ทั้งนี้ หากแยกตามภูมิภาค พบว่า “ภาคใต้” มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในเดือน พ.ย. สูงสุดอยู่ที่ 82% เพิ่มขึ้นจาก 67% ของเดือน ต.ค. รองลงมาคือ “ภาคกลาง” มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 78% เพิ่มขึ้นจาก 64% ส่วน “ภาคตะวันออก” มี 75% เพิ่มขึ้นจาก 64% และ “ภาคเหนือ” มี 60% เพิ่มขึ้นจาก 51%

“ด้านการจ้างงานของธุรกิจโรงแรมในเดือน พ.ย. 2568 แม้สัดส่วนโรงแรมที่เผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่โรงแรมในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ ขาดแคลนแรงงานเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่จะกระทบเพียงคุณภาพการให้บริการ”

เทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการโรงแรมส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐจัดทำ “มาตรการช่วยเหลือ” หลายด้าน ได้แก่ 1.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและรายได้ มุ่งเพิ่มการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เพื่อดึงดูดลูกค้าไทยและต่างชาติ เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาในเมืองรอง เพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศ เพิ่มงบประมาณสำหรับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ และโครงการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และการเดินหน้ามาตรการสำคัญอย่างการแก้ไขภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

2.มาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ด้วยการลดต้นทุนพลังงาน ออกมาตรการลดหย่อนภาษี อาทิ ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา และภาษีโรงเรือน 3.มาตรการด้านการเงิน จัดทำมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) สำหรับปรับปรุงโรงแรม แก่โรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ 

4.มาตรการด้านแรงงาน พัฒนาระบบลงทะเบียนแรงงานต่างชาติให้เสถียร และ 5.มาตรการอื่นๆ ต้องการให้มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสนามบินเพื่อความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยว และลดขั้นตอนการดำเนินงานและการขอใบอนุญาต อาทิ ลดการใช้เอกสารประเภทกระดาษ

“ที่ผ่านมามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงไฮซีซัน ทำให้เมืองท่องเที่ยวชายทะเลต้องเผชิญผลกระทบโดยตรง นอกจากนี้ยังมีปัญหาชายแดน รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินที่กระทบต่อค่าครองชีพ อาจลดแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในไทยน้อยลง นักท่องเที่ยวลังเลในการใช้จ่าย ภาครัฐและเอกชนจึงต้องเร่งปรับแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายเหล่านี้”

สมาคมโรงแรมไทย คาดหวังว่าภาคการท่องเที่ยวไทยช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซัน เป็นไปในทิศทางบวกเนื่องจากเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่อง บวกกับภาครัฐดำเนินการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกลอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง พลัส” ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางภายในประเทศ การส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากขึ้น และการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ท่องเที่ยวกันอย่างคึกคักและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ