“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม” ประจำเดือน พ.ย. 2568 จัดทำโดย สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 13-30 พ.ย. จากผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 83 แห่ง ระบุว่า “ธุรกิจโรงแรม” ราวครึ่งหนึ่งหรือ 54% ประเมินว่าจำนวน “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าประเทศไทยโดยรวมในปี 2569 จะใกล้เคียงกับปี 2568 หรือประมาณ “33 ล้านคน”
รายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าจากสถิติล่าสุดประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 21 ธ.ค. 2568 สะสม 31.76 ล้านคน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 4.38 ล้านคน จีน 4.36 ล้านคน อินเดีย 2.4 ล้านคน รัสเซีย 1.8 ล้านคน และเกาหลีใต้ 1.51 ล้านคน
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโรงแรมเกือบ 1 ใน 4 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้น หากภาครัฐมีมาตรการและโปรโมตการท่องเที่ยว ส่วนผู้ประกอบการอีก 22% คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลง
“ทั้งนี้ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีและค่าใช้จ่ายในไทยที่สูงกว่าคู่แข่ง รวมถึงปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในประเทศต้นทาง และแหล่งท่องเที่ยวไทยไม่มีการพัฒนา ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการตัดสินใจมาเที่ยวไทย”
ด้าน “รายได้ของธุรกิจโรงแรม” แม้อัตราการเติบโตของรายได้ในไตรมาส 4 ปี 2568 จะสูงกว่าไตรมาสก่อน โดยเฉพาะโรงแรมในภาคใต้ ส่วนหนึ่งจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล (Long-haul) อาทิ กลุ่มยุโรป และผลของมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” และโครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ที่ช่วยกระตุ้นรายได้ได้เพียงเล็กน้อยราว 3% จากปีก่อนที่ไม่มีมาตรการ
“แต่โดยรวมแล้วธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่ประเมินว่ารายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน”
สำหรับ “อัตราการเข้าพัก” ในเดือน พ.ย. 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 76% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนและช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่คาดการณ์อัตราการเข้าพักเดือน ธ.ค. 68 อยู่ที่ 77% และเมื่อดูตามระดับดาวของโรงแรม พบว่าในเดือน พ.ย. โรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 78% ส่วนโรงแรมระดับไม่เกิน 3 ดาวจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 68%
ทั้งนี้ หากแยกตามภูมิภาค พบว่า “ภาคใต้” มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในเดือน พ.ย. สูงสุดอยู่ที่ 82% เพิ่มขึ้นจาก 67% ของเดือน ต.ค. รองลงมาคือ “ภาคกลาง” มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 78% เพิ่มขึ้นจาก 64% ส่วน “ภาคตะวันออก” มี 75% เพิ่มขึ้นจาก 64% และ “ภาคเหนือ” มี 60% เพิ่มขึ้นจาก 51%
“ด้านการจ้างงานของธุรกิจโรงแรมในเดือน พ.ย. 2568 แม้สัดส่วนโรงแรมที่เผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่โรงแรมในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ ขาดแคลนแรงงานเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่จะกระทบเพียงคุณภาพการให้บริการ”
เทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการโรงแรมส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐจัดทำ “มาตรการช่วยเหลือ” หลายด้าน ได้แก่ 1.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและรายได้ มุ่งเพิ่มการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เพื่อดึงดูดลูกค้าไทยและต่างชาติ เช่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาในเมืองรอง เพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศ เพิ่มงบประมาณสำหรับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ และโครงการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และการเดินหน้ามาตรการสำคัญอย่างการแก้ไขภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของไทยอย่างเป็นรูปธรรม
2.มาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ด้วยการลดต้นทุนพลังงาน ออกมาตรการลดหย่อนภาษี อาทิ ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา และภาษีโรงเรือน 3.มาตรการด้านการเงิน จัดทำมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) สำหรับปรับปรุงโรงแรม แก่โรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้
4.มาตรการด้านแรงงาน พัฒนาระบบลงทะเบียนแรงงานต่างชาติให้เสถียร และ 5.มาตรการอื่นๆ ต้องการให้มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสนามบินเพื่อความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยว และลดขั้นตอนการดำเนินงานและการขอใบอนุญาต อาทิ ลดการใช้เอกสารประเภทกระดาษ
“ที่ผ่านมามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงไฮซีซัน ทำให้เมืองท่องเที่ยวชายทะเลต้องเผชิญผลกระทบโดยตรง นอกจากนี้ยังมีปัญหาชายแดน รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินที่กระทบต่อค่าครองชีพ อาจลดแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในไทยน้อยลง นักท่องเที่ยวลังเลในการใช้จ่าย ภาครัฐและเอกชนจึงต้องเร่งปรับแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายเหล่านี้”
สมาคมโรงแรมไทย คาดหวังว่าภาคการท่องเที่ยวไทยช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซัน เป็นไปในทิศทางบวกเนื่องจากเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่อง บวกกับภาครัฐดำเนินการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกลอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง พลัส” ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางภายในประเทศ การส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากขึ้น และการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ท่องเที่ยวกันอย่างคึกคักและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ





