กำไรลด แต่ยังสู้ต่อ “โอ้กะจู๋” แก้ Pain Point ลูกค้า เพิ่มเมนูอิ่มเดี่ยว-ลดไซซ์จานได้ ระบุ ผักออแกนิกต้นทุนสูง ส่วน “Joe Wings” ไก่ทอดแบรนด์ใหม่เปิดไปแล้ว 5 สาขา ปีหน้าเร่งเครื่องเปิดอีก 6-10 สาขา ฝั่ง “โอ้กะจู๋” มองโมเดลเล็กลง-ไปต่างจังหวัด แง้ม ได้เห็นแบรนด์ใหม่กลางปีหน้า
เรียกว่า เป็น “ศึกหนัก” ของเครือโอ้กะจู๋ก็คงไม่ผิดนัก เพราะ 1-2 ปีที่ผ่านมา แม้เครือปลูกผักเพราะรักแม่จะสร้างกระแสถล่มทลายจากสมูทตี้ผลไม้ จนยอดขายทะลุวันละ 500 แก้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเจอกับผลกระทบเรื่องสิ่งแปลกปลอมในเมนู Wrap & Roll รวมถึงภาวะกำไรหดตัวกว่า 70% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดย “อู๋-ชลากร เอกชัยพัฒนกุล” และ “โจ้-จิรายุทธ ภูวพูนผล” สองผู้ก่อตั้งเครือโอ้กะจู๋ บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ไม่ได้นิ่งเฉยกับกระแสที่เกิดขึ้น รับมาปรับในหลายสัดส่วน
“อู๋” เริ่มฉายภาพรวมธุรกิจก่อนว่า ปัจจุบันโอ้กะจู๋มี 46 สาขาทั่วประเทศ ด้วยสภาวะเศรษฐกิจจึงกลับมาลงรายละเอียดมากขึ้น เน้นขยายสาขาในพื้นที่ที่ร้านยังไปไม่ถึง อย่างช่วงที่ผ่านมาก็มีเปิดสาขาใหม่ที่แฟชั่นไอส์แลนด์ และปีหน้าจะไปต่างจังหวัด เลือกเปิดที่ภูเก็ต และอุดรธานี พื้นที่ในกรุงเทพฯ ยังวางแผนขยายต่อ แต่อาจจะปรับเกมใหม่ จากเคยไปด้วยร้านใหญ่ตามห้าง อาจเป็นขนาดเล็กลงเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังปรับไลน์เมนูใหม่ เพิ่ม “Baby Size” จาก Pain Point ของผู้บริโภคที่มาคนเดียวแล้วกินไม่หมด ทีมจึงกลับมาทำการบ้านแล้วปรับใหม่ให้ลูกค้าเลือกพอร์ชันได้ ราคาถูกลง ตอบโจทย์มากขึ้น บางครอบครัวมา 4 คน แต่อยากสั่ง 6-7 เมนูตอนนี้ก็ทำได้แล้ว
ด้าน “โจ้” เสริมว่า รับรู้ฟีดแบ็กเรื่องราคาอาหารมาโดยตลอด แต่ด้วยต้นทุนที่โอ้กะจู๋ยังให้ความสำคัญกับวัตถุดิบและคุณภาพที่ลูกค้าได้รับ พอร์ชันใหญ่จึงทำให้โครงสร้างราคาออกมาในลักษณะนั้น ซึ่งนอกจาก “Baby Size” โอ้กะจู๋ยังเพิ่ม “Single Balance” หรือเมนูจานเดี่ยวสำหรับกินคนเดียว หรือจะสั่งมาแชร์ในโต๊ะก็ได้เช่นกัน
“ด้วยตัวตนของเรามาจากผัก ก็อยากส่งมอบผักที่ดีต่อสุขภาพ ต้นทุนผักออแกนิกไม่เท่ากับผักไฮโดรพอนิกส์อยู่แล้ว เป็นคอนเซปต์และตัวตนเรา ไม่สามารถบอกได้ว่า อันนี้ผักออแกนิกแต่ไม่ได้ใช้จริงจึงมาด้วยต้นทุนที่อาจจะสูงกว่า แต่อย่างไรเราก็อยากจะทำตรงนี้ อาจจะเพิ่มความหลากหลาย มีพอร์ชันที่ตอบโจทย์ที่สุด ความท้าทายอีกอย่าง คือเราต้องครีเอทีฟมากขึ้น แปลกใหม่ แต่ก็ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า ถ้าแตกต่างแต่ไม่มีกลุ่มลุกค้าก็ไม่มีประโยชน์ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไว ร้านอาหารเยอะขึ้น เราคงกินผักทุกวันไม่ได้ ก็อยากให้ลูกค้ามาด้วยความถี่ที่มากขึ้น”
-(จากซ้ายไปขวา) โจ้-จิรายุทธ ภูวพูนผล และ อู๋-ชลากร เอกชัยพัฒนกุล สองผู้ก่อตั้งแบรนด์โอ้กะจู๋-
เมื่อถามถึงฟีดแบ็กในช่วงที่ผ่านมาอย่างการเจอสิ่งแปลกปลอมใน Wrap & Roll “โจ้” เล่าว่า แบรนด์รับรู้และเก็บคำติชมมาปรับปรุง โดยที่ผ่านมาไม่ใช่ว่า แบรนด์ไม่เคยออกมาเทคแอคชัน มีการพาไปดูสวนผัก ตั้งแต่กระบวนการเก็บและล้างผัก สื่อสารให้เห็นถึงมาตรฐาน กระบวนการล้างน้ำ 3-4 ขั้นตอน จบขั้นตอนสุดท้ายด้วยล้างน้ำโอโซนเพื่อให้ลูกค้าได้ผักที่สดและปลอดภัย
การคัดสิ่งแปลกปลอมออกจากผัก ทั้งหญ้า หนอน แมลงต่างๆ ที่โอ้กะจู๋จะมี “อ่างคาร์บอนไดออกไซด์” เมื่อล้างในขั้นตอนนี้จะทำให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกจากใบผัก “โจ้” ลงรายละเอียดว่า ตามธรรมชาติของหนอนจะมีขน ทำให้หนอนเกาะค่อนข้างแน่น บวกกับโอ้กะจู๋เป็นฟาร์มผักออแกนิก ไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจึงต้องกลับมาเรียนรู้ Knowhow เพื่อเสริมให้กระบวนการคัดสรรมีคุณภาพมากขึ้น สำคัญที่สุดคือกระบวนการล้าง
ระบุว่า ทุกวันนี้ผักจากฟาร์มโอ้กะจู๋ยังเป็นผักออแกนิก 100% ปลูกจากฟาร์มที่เชียงใหม่ทั้งหมด โดยแบ่งสัดส่วนเป็นปลูกเอง 70% และส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่อีก 30% แต่ทั้งสองส่วนอยู่ภายใต้การควบคุมคุณภาพแบบเดียวกัน แบรนด์มีเกณฑ์ปลูกผักออแกนิกให้กับกลุ่มเกษตรในพื้นที่อำเภอแม่วางและอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นจึงส่งมาที่ครัวกลางเพื่อผ่านกระบวนการแบบเดียวกัน
ส่วนธุรกิจอื่นๆ ในเครือ ทั้ง “Oh! Juice” และ “Joe Wings” อู๋เล่าว่า ตอนนี้เปิดมาแล้ว 5 สาขา แม้การแข่งขันในตลาดไก่ทอดดุเดือดมากๆ แต่ยังมั่นใจว่า “Joe Wings” มีความแตกต่างในเรื่องน้ำมันที่ใช้ทอดไก่ รสชาติที่หลากหลายกว่า 9 รสชาติ และเรื่องของชิ้นส่วนไก่ที่ไม่ได้เน้นชิ้นใหญ่ คัดเป็นส่วนเล็กที่ช่วยให้ผู้บริโภคสะดวกในการกินและใช้มือหยิบได้
กระแสตอบรับตั้งแต่เปิดมาเมื่อเดือนเมษายน 2568 ค่อนข้างดี อาจจะด้วยความหลากหลายและพอร์ชันที่มีให้เลือกเยอะ กลยุทธ์ในการเปิดพยายามเลือกโลเคชันที่ตอบโจทย์ ไปได้ทั้งในห้าง ปั๊มน้ำมัน และตึกแถว รวมถึงเดลิเวอรี่ก็ด้วย โดยในปี 2569 ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 6-10 สาขา เป้าทำเงินของแบรนด์อื่นๆ ในเครือกินสัดส่วน 25% และโอ้กะจู๋ 75%
ส่วนฝั่ง “Oh! Juice” ตอนนี้ ยอมรับว่า ยอดขายไม่ได้แตะวันละ 500 แก้วเหมือนเดิมแล้ว แต่ก็ยังเติบโตในเกณฑ์ที่ดี ออกเมนูใหม่เรื่อยๆ เพื่อบอกว่า “Oh! Juice” เป็นสมูทตี้ที่กินได้ทุกวัน ช่วงแรกคนอาจจะอยากลองเมนูซิกเนเจอร์ซึ่งมีราคาสูงกว่า 200-300 บาท ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแบรนด์มีเมนูเริ่มต้นที่แก้วละ 85 บาท พยายามสื่อสารตรงนี้มากขึ้น เชื่อว่า ความแตกต่างเรื่องผลไม้สดแช่แข็งแล้วนำมาปั่นเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์แตกต่างจากการนำน้ำผลไม้เข้มข้นมาปั่น
“แบรนด์ใหม่คิดว่า น่าจะมี แต่แนวไหนยังพูดไม่ได้ ช่วงกลางปีน่าจะได้เห็นกัน ส่วน Joe Wings อยากทำสิ่งที่ดี ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ รสชาติ และความหลากหลาย และคิดว่า ด้วยตัวตนเราเราสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นสิ่งที่เราอยากขยาย จะเติบโตได้แค่ไหนต้องดูพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยว่า จะเปลี่ยนได้มากน้อยแค่ไหน และไปในรูปแบบไหน”





