“ททท.” เปิดกลยุทธ์ตลาดระยะใกล้ ดึง “นักท่องเที่ยวเอเชีย” ปี 69 ชู “Value With Volume” เร่งปั๊มจำนวนควบคู่เพิ่มคุณภาพการจับจ่าย กระตุ้นเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น รุกโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและศูนย์กลางการจัดอีเวนต์และคอนเสิร์ต ขยายฐานทัวริสต์กลุ่มกล้าจ่ายแพง ซื้อสุขภาพดีและความบันเทิง
นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แนวทางการทำตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียในปี 2569 จะเน้นกลยุทธ์ “Value with Volume” เดินหน้าปั๊มจำนวนนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศ ทั้งโรงแรม สายการบิน และร้านอาหารจำนวนมาก ยังต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวในเชิงปริมาณ จึงมุ่งดึงจำนวนเข้ามาก่อน เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และเมื่อภาคการท่องเที่ยวมีเสถียรภาพ ก็สามารถเดินเกมสู่คุณภาพเชิงรายได้อย่างเต็มที่
“ภาคท่องเที่ยวไทยยังต้องพึ่งพาเม็ดเงินจากตลาดในเชิงปริมาณคน เพื่อให้เศรษฐกิจในภาพรวมสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ แม้ว่าเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยคือการส่งเสริมให้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม (Preferred Destination) อย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ แต่ในระยะสั้น การใช้กลยุทธ์ Value with Volume เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตลาดระยะใกล้ ซึ่งมีจำนวนคิดเป็นสัดส่วน 65-67% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด เมื่อตลาดระยะใกล้ชะลอการเดินทาง จึงส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาพรวม แม้ว่าตลาดระยะไกล (Long-haul) จากยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง จะเติบโตสูงมากในปีนี้ แต่ก็ไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปได้ทั้งหมด”
ขณะเดียวกัน ททท.จะเน้นปั๊มความถี่การเดินทางของตลาดระยะใกล้ เช่น จีน อินเดีย และมาเลเซีย ที่แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาพำนักสั้น แต่สามารถเพิ่มรายได้จากการเพิ่มความถี่ โปรโมตประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสุดสัปดาห์ (Weekend Destination) รวมถึงการเจาะตลาดกลุ่มเดินทางครั้งแรก (First Time Traveler) อาทิ ตลาดจีน เพิ่มนักท่องเที่ยวหน้าใหม่จากทั้งเมืองหลักและเมืองรองระดับ 2-3 ส่วนตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มุ่งดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา เข้ามาสร้างสมดุลตลาด ขณะที่ตลาดอินเดีย กลุ่มผู้หญิงเดินทางคนเดียว ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจและกำลังเติบโต
“เทรนด์สินค้าท่องเที่ยวที่ช่วยเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในไทยตอนนี้ มีทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการเดินทางร่วมงานอีเวนต์หรือคอนเสิร์ต หลายๆ งานสามารถดึงดูดชาวต่างชาติได้ถึง 50-60% ของผู้เข้าชมทั้งหมด”
นางสาวภัทรอนงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตาม ยังมี 4 ปัจจัยท้าทายที่กระทบต่อการเดินทางเที่ยวไทยของตลาดระยะใกล้ ได้แก่ 1.ภาพลักษณ์ความไม่ปลอดภัย นักท่องเที่ยวจากบางตลาดยังคงกังวลประเด็นนี้ ซึ่งทางรัฐบาลได้ประกาศเอาจริงเอาจังกับการบริหารจัดการความปลอดภัย โดยล่าสุด ททท. ได้จัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” รับรองมาตรฐานความปลอดภัยแก่ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว
2.คู่แข่งที่เพิ่มขึ้น เมื่อหลายประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19 ภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ที่เร็วที่สุดและใช้การลงทุนน้อยที่สุดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยโปรโมตท่องเที่ยว หันมาเปิดรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น บางประเทศที่เป็นลูกค้าหลักของไทย เช่น จีน ก็เปลี่ยนมาเป็นคู่แข่ง สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้นประเทศไทยจึงต้องปรับตัวนำเสนอสินค้าท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น เมืองรอง ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลาย
3.การแข่งขันด้านราคา ด้วยสภาพเศรษฐกิจโลกทำให้ค่าเงินหลายสกุลอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน เช่น ค่าเงินเยนของญี่ปุ่น และค่าเงินดองของเวียดนาม สวนทางกับค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วทำให้ภาพลักษณ์ของไทยกลายเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพ ค่าที่พัก ค่าบริการ แพงกว่าประเทศคู่แข่ง จึงต้องปรับกลยุทธ์เน้นสร้างความคุ้มค่าให้กับอีเวนต์และบริการต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าแม้จ่ายแพงก็คุ้มค่า
และ 4.ภาพลักษณ์มิตรไมตรีที่ลดลงของคนไทยบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยคาดหวังเห็นการร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนไทยเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างที่เคยเป็นมา





