background-default

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม 2569

Login
Login

ปี 69 บริบทโลก-ธุรกิจ ยากเกินคาดเดา เตือนระวัง ‘ลงทุน’ กำเงินสด เข้มคุมกำไร

ปี 69 บริบทโลก-ธุรกิจ ยากเกินคาดเดา เตือนระวัง ‘ลงทุน’  กำเงินสด เข้มคุมกำไร

ธุรกิจปี 68 โหดกว่าโควิด-19 มีอาฟเตอร์ช็อก เคราะห์ซ้ำกรรมซัด แผ่นดินไหวเมียนมา ภาษีทรัมป์ ค่าเงินบาทแข็ง ขัดแย้งไทย-กัมพูชา ปีหน้ายากคาดเดา บิ๊ก "มาม่า" เตือนเกมตลาดอย่าสู้จนไม่เหลือกำไร ระวังลงทุนเกินตัวทำ cash flow สะดุด

ธุรกิจกำลังผ่านพ้นปี 2568 อย่างยากลำบาก หากพิจารณาจากผลประกอบการบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ถือเป็นสิ่งสะท้อนได้ดี

“มาม่า” ที่มักถูกหยิบยกเป็น “ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไทย” ยังหืดจับ ในประเทศเติบโตต่ำ ต่างประเทศยอดขายหดตัว เมื่อปี 2568 ได้บทสรุปแล้ว ปี 2569 จะเป็นอย่างไร พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” ให้มุมมองหลากมิติ

พันธ์ ฉายภาพว่า หากให้นิยามการดำเนินธุรกิจในปี 2568 ตกอยู่ในสภาวะ “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” เหตุเพราะภาพใหญ่อะไรที่ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้น กลับปรากฎอย่างต่อเนื่องทุกเดือน นับตั้งแต่ต้นปี แผ่นดินไหวประเทศเมียนมา สะเทือนถึงไทย ท่องเที่ยว “จีนหายไป” ภาษีทรัมป์ก่อกำแพงส่งออก ค่าเงินบาทแข็ง ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา กระทบการค้าชายแดน ธุรกิจไทยในกัมพูชา ยังมีปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ขยายวงมากขึ้น

ด้านกำลังซื้อ เมื่อย้อนช่วงโควิด-19 ระบาด หลังทุกอย่างคลี่คลาย ภาคธุรกิจมีความหวังการใช้จ่ายจะปรับตัวดีขึ้น กลับเกิด “อาฟเตอร์ช็อก” เพราะผู้บริโภคใช้เงิน เงินเก็บที่มีลดน้อยลง อีกด้านเงินของประชาชนที่ไหลออกนอกระบบมีค่อนข้างมาก ทั้งชอปปิงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ไปยังต่างประเทศ รวมถึงมิจฉาชีพหลอกลวงหรือสแกมเมอร์ต่างๆ

“เป็นปีที่ภาคธุรกิจเจ็บหนักกันค่อนข้างมาก อะไรที่ไม่คิดว่าจะเกิด เกิดขึ้นหมดเลย อย่างตื่นเช้าขึ้นมาไทย-กัมพูชาปะทะกัน เป็นต้น”

ปัจจัยข้างต้น ต้องเผชิญต่อในปี 2569 ดังนั้น หากจะ “คาดการณ์บริบทโลก” ปีหน้า..ยาก! ปี 2569 ประเทศไทยกำลังจะมี “เลือกตั้งใหญ่” ทว่า ใครขึ้นมาเป็นผู้นำ รัฐบาลบริหารบ้านเมือง ล้วนต้องประมือกับความท้าทายรอบด้านด้วย ครั้นให้มอง “ปัจจัยบวก” ยอมรับแทบมองไม่เห็น

“ปีหน้าใครจะกล้าคาดเดา จะเกิดอะไรบ้าง เฉพาะภูมิรัฐศาสตร์โลก ก่อหวอดทั้งตะวันออกกลาง จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ทรัมป์ยังคงเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอยู่ มีผลต่อการค้าโลก ส่วนกำลังซื้อผู้บริโภคในประเทศ หดตัวอยู่แล้ว มองด้วยตาเปล่าก็เห็น เนื่องจากไร้ปัจจัยบวก ผู้คนมีเงินน้อยลง จึงเห็นธุรกิจเล่นสงครามราคาสู้กันรากเลือด”

ปีแห่งการพิสูจน์ฝีมือ โตด้วยความพยายาม

ปัจจัยลบรายล้อม แนวทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก โฟกัสสิ่งที่ทำด้วยความไม่ประมาท ประสบการณ์บริหารงานที่ผ่านมา ยังไม่รู้ว่าจะใช้ในปีหน้าได้หรือไม่ ดังนั้น “การปรับตัว” เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมีความสำคัญมาก

สำหรับธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ปีหน้าจะเติบโตได้ ต้องเกิดจาก “ความพยายาม” ไม่ใช่โตโดยธรรมชาติ (Organic) การออกสินค้า การทำตลาดต้องสร้างคุณค่า (Value) ให้ผู้บริโภค เช่น การมอบประสบการณ์แก่ลูกค้า ความคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย เพราะสินค้าถูกหากไม่คุ้มย่อมแพง สินค้าแพงหากคุ้มค่าย่อมราคาถูก

“ปีนี้โหดกว่าโควิด-19 ระบาดทุกด้าน หนักกว่าที่คิด และไม่โทษใคร เพราะปัจจัยลบรุมเร้าตั้งแต่ต้นปี ส่วนปีหน้าจะมีปัจจัยอะไรดีกว่านี้..มองไม่เห็น แต่ทุกสถานการณ์ในฐานะผู้ประกอบการอย่ามองภาพรวมแย่ หรือฉันตายแน่ๆ แต่ละรายต้องมองตัวเอง ทำอย่างไรจะอยู่รอด ซึ่งคนที่แข็งแกร่งกว่า บริหารจัดการดีกว่าจะอยู่ได้ ปีหน้าเป็นปีแห่งการวัดฝีมือ สู้ด้วยฝีมือทั้งรายเล็ก กลาง ใหญ่ ต้องทำธุรกิจด้วยความไม่ประมาท อย่าชะล่าใจ คนประมาทจะเหนื่อย และเชื่อว่าภายใต้โจทย์ยาก ความท้าทายมีคนรอด ประสบความสำเร็จได้”

สู้จนไม่เหลือ “กำไร” ลงทุนเกินตัว จุดอันตราย!

พันธ์ ยังเตือนด้วยว่าสมรภูมิการแข่งขันธุรกิจที่ต้องระวังในปี 2569 คืออย่าแลกหมัดด้วย “สงครามราคา” จนไม่เหลือ “กำไร” ส่วนการลงทุนต้องรัดกุม ดูแลกระแสเงินสดหรือ Cash Flow ไม่ให้สะดุด

ปัจจุบันธุรกิจหากไร้เงินทุน จะเพิ่มความยากลำบากไปอีกขั้น ตลาดเงินที่ “ดอกเบี้ยต่ำ” แต่ธนาคารพาณิชย์ไม่ปล่อยสินเชื่อ จนอยู่ในภาวะ “ติดลบ” เป็นสัญญาณบ่งชี้ “เศรษฐกิจไม่ดี” ซึ่งสถาบันการเงินต่างมีบทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้ง และวิกฤติซับไพรม์มาแล้ว

เมื่อแบงก์เข้มปล่อยกู้ ยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็ก เพราะต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูง เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 12-15% ต่อปี ทำให้ต้นทุนธุรกิจหายไปกับต้นทุนการเงินแทบทั้งหมด

“การกระโดดลงไปเล่นอะไรที่ทำให้กำไรไม่เหลือต้องระวัง เพราะตอนนี้ทุกรายสู้กันหมด แต่ต้องคำนวณต้นทุนให้ดี ไม่ใช่สู้จนกินกำไร ส่วนการลงทุนที่เกินตัว อาจทำให้ cash flow สะดุดได้ จุดนี้อันตราย!”

“มาม่า” พลิกยุทธศาสตร์ลงทุน 2,000 ล้านบาท 

สำหรับแผนธุรกิจของ “มาม่า” ที่ผ่านมา บริษัทมีการขออนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เพื่อขยายการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตบะหมี่ฯ ในประเทศฮังการีมูลค่า 2,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันได้ “ชะลอแผน” ออกไป เนื่องจากงบลงทุนสูงมาก ค่าก่อสร้างแพง สถานการณ์แรงงานไม่ชัดเจน

นอกจากนี้ ยังเบรกการลงทุนในประเทศกัมพูชา จากเดิมจะย้ายไปยังนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ โดยจะรอจนกว่าสถานการณ์ในประเทศมีความชัดเจน รวมถึง “แยกสมการตลาดกัมพูชา” ออกจากแผนการเติบโต ป้องกันเป้าหมายใหญ่มีความผันผวน 

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตยอดขายบะหมี่ฯ บริษัทได้ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรจากสินค้าหมวดอื่น ที่อาจประหยัดและทำกำไรระดับสิบล้านบาท แต่เปลี่ยนเครื่องจักรมาผลิตบะหมี่ฯ สร้างกำไรระดับร้อยล้านบาท บริษัทจึงเตรียมจะเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อผลิตบะหมี่ฯปีละ 1 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 3 เครื่อง รองรับยอดขายเติบโตปีละ 3-4%

“พ่อ(พิพัฒ พะเนียงเวทย์)บอกว่าทำอะไรให้ดูดีๆ อย่าบุ่มบ่าม โปรเจกต์ทุกอย่างบริษัทขอบอร์ดผ่านไว้หมด แต่ยังไม่ลงทุน การลงทุนใหญ่หากไม่นับที่ฮังการี เมื่อปี 2546 การขยายกำลังผลิตบะหมี่ฯ เมื่อเห็นว่าเต็ม บริษัทวางแผนหาที่ใหม่สร้างโรงงาน เมื่อจังหวะไม่เอื้อ จึงขยับพื้นที่โรงงานเดิม เปลี่ยนเครื่องจักรสินค้าบางรายการออก เพราะเราสู้ตลาดนั้นไม่ได้ มาลงเครื่องผลิตบะหมี่ฯ การตัดสินใจลงทุนพื้นที่ใหม่รอได้ มายูทิไลท์สิ่งที่มีให้ดีที่สุด”

ส่งออกตั้งเป้าโต 20%

“มาม่า” มียอดขายปี 2567 มากกว่า 3 หมื่นล้านบาท ส่วน 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้จากการขายกว่า 2.06 หมื่นล้านบาท ลดลง 6.44% จากช่วงเดียวปีก่อน

ทว่า ปี 2569 บริษัทยังตั้งเป้าหมายยอดขายบะหมี่ฯในประเทศจะเติบโต 4-5% จะมีการออกสินค้าใหม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดพรีเมียม ขณะที่ ต่างประเทศตั้งเป้าเติบโต 20% จากปัจจุบันส่งออกกว่า 70% โดยปีนี้การส่งออกมาม่า เผชิญโจทย์ใหญ่ทุกตลาดทั้งสหรัฐ ทายาทของคู่ค้าพันธมิตรเปลี่ยนสไตล์การทำธุรกิจ ออสเตรเลียเจอบะหมี่ฯ “เฮ้าส์แบรนด์จีน” ชิงตลาด เป็นต้น

“ปีหน้าส่งออกจะกลับมาเติบโต เพราะฐานปีนี้ต่ำ และมองว่าเป็นจุดต่ำสุดแล้ว”

การเมืองอย่ามี “เดทล็อก” และไทยไม่มี “ซูเปอร์แมน”

ปี 2569 ประเทศไทยจะมี “เลือกตั้งใหญ่” ในฐานะภาคธุรกิจ “คาดหวัง” อะไรบ้าง “พันธ์” ให้มุมมองว่า ภาคเอกชนส่วนมากเห็นพ้องกัน มิติการเมือง แม้ใครขึ้นมาเป็น “ผู้นำบริหารประเทศ”​ ขออย่ามี “เดทล็อก” ต่างๆ

ส่วนแทนชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือแคนดิเดทที่เผยโฉมมาบ้าง ยังไม่มีบุคคลใดเป็น “ซูเปอร์แมน” แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ก้าวมาบริหารชาติบ้านเมือง มี “ปัญหาใหญ่ภายนอกประเทศ” ให้รอแก้ไข

ขณะที่นโยบายพัฒนาประเทศ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หาเครื่องยนต์เติบโต (Growth Engine) ผ่านอุตสาหกรรมใหม่ๆ ต้องพิจารณามิติผู้ประกอบการไทยพร้อมจ่ายแรงที่สูงขึ้นหรือไม่ อีกด้านเอกชนมี New S-Curve เป็นของตัวเอง หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายใด ขออย่าเป็น “อุปสรรค” ต่อภาคเอกชน