“การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” (Wellness Tourism) เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสร้างการเติบโตเชิงรายได้ของภาคการท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ ที่ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนคนเดินทางเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากคุณค่าทั้งในเชิงรายได้ ภาพลักษณ์ และความรู้สึกของนักท่องเที่ยวที่ได้รับกลับไป สอดรับกับนโยบาย “Value Over Volume” มุ่งสร้างคุณค่ามากกว่าปริมาณ เพื่อให้ประเทศไทยยังสามารถรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลก
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.วางกลยุทธ์ผลักดันประเทศไทยมุ่งสู่จุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม (Premium Destination) และหนึ่งในเซ็กเมนต์ที่มีศักยภาพสูงคือการบุกน่านน้ำเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) นอกเหนือจากการเจาะกลุ่มสูงวัย ดึงเข้ามาพักผ่อนและใช้จ่ายในไทยแล้ว นักท่องเที่ยววัยอื่นๆ ยังมองหาโปรดักต์ด้านลองจิวิตี้ (Longevity) ด้วยประเทศไทยยืนหนึ่งด้านการรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน JCI (Joint Commission International) จำนวนมากติด 1 ใน 3 ของภูมิภาค
“ยุคใหม่ของภาคการท่องเที่ยวไทยไม่ใช่ยุคที่เน้นรับจำนวนนักท่องเที่ยว แต่เป็นยุคที่มุ่งสร้างการเดินทางที่มีคุณค่า ตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (Health & Wellness Tourism) ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสร้างคุณค่าสูงที่ ททท.ให้ความสำคัญในการทำตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง”
ค่าใช้จ่าย “การแพทย์” ถูกกว่า 30-70%
ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ททท.เดินหน้ารุกตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพอย่างต่อเนื่องในปี 2569 ด้วยประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองจาก JCI มากถึง 61 แห่ง ราคาถูกกว่าถึง 30-70% เทียบกับประเทศตะวันตก และมีสถานพยาบาลครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศมากกว่า 500 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นคลินิกหรือโรงพยาบาลที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว โดยในปี 2568 คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้เฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Health Tourism) ประมาณ 125,000 ล้านบาท
ตลาด Health Tourism มีจำนวนนักท่องเที่ยว 580,654 คน คิดเป็นสัดส่วน 1.74% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด มุ่งเจาะกลุ่มเศรษฐีมีรายได้มากกว่า 2 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศที่นิยมเดินทางมารักษาพยาบาลในไทย มีทั้งจากกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น การ์ตาร์ โอมาน และคูเวต กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น บังกลาเทศ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายเฉลี่ย 107,662 บาท/คน/ทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 102.67%
รีสอร์ตชั้นนำลงทุน “คลินิก” เสริมแกร่ง
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องของคลินิกที่มีอยู่ในรีสอร์ตชั้นนำ เช่น ชีวาศรม ส่วน เซเลส เกาะสมุย มีการร่วมกับบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ซึ่งคลินิกที่มีโปรแกรมดูแลสุขภาพเชิงป้องกันระดับมาตรฐานโรงพยาบาล เมื่อเทียบราคารักษาพยาบาลในไทยยังได้เปรียบหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ซึ่งในไทยถูกกว่า 30-50% ถือว่าเป็นต่อมากในภูมิภาคอาเซียน
“กลุ่มตลาด Health Tourism ที่เดินทางมารักษาตัวในเมืองไทย ไม่ได้เดินทางเพื่อมารักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่มาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ มีระยะเวลาในการพักยาวกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป ในอนาคต ททท.จะมุ่งเจาะนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มผู้สูงวัยที่มาพักอยู่ในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวสร้างรายได้ เพราะมีมูลค่าสูงกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีเงิน รองรับค่าใช้จ่ายระดับสูงได้”
“SPA” ย้ำคู่แข่งในภูมิภาคยังน้อย
ณรัล วิวรรธนไกร กรรมการบริหารบริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA เจ้าของแบรนด์สปา “Let’s Relax” กล่าวว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพยังคงเป็นจุดขายทรงเสน่ห์ของประเทศไทย มีเอกลักษณ์ ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางซ้ำ กลับมาเที่ยวไทยบ่อยครั้ง ซึ่งภาครัฐและเอกชนสามารถโปรโมตควบคู่กับจุดขายอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวลักชัวรีที่มีช่องทางเติบโตได้อีกหลายจุด แม้ว่าสถานการณ์แข่งขันระหว่างประเทศในเอเชียตอนนี้จะน่าจับตามาก น้องใหม่อย่างเวียดนามพยายามชูจุดขายทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและมนุษย์สร้าง (แมนเมด) ขณะที่จีนก็เร่งโปรโมตภาคการท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
“ในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยยังไม่ค่อยมีคู่แข่งเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากนัก ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราอาจจะเห็นบาหลีที่พยายามชูการนวดสไตล์บาหลี แต่ตอนนี้ดร็อปลงไป ส่วนนวดไทย หลายฝ่ายต่างช่วยกันโปรโมตและเพิ่มมูลค่าจนได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก”
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมต่อเนื่อง ต้องการให้รัฐบาลเร่งยกระดับภาพลักษณ์ความปลอดภัย การดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไปหรืออยู่ในระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพราะตอนนี้บาทแข็งทำให้ค่าเดินทางมาเที่ยวไทยแพงขึ้นเมื่อเทียบคู่แข่ง นอกจากนี้ต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบินเส้นทางในประเทศเพื่อกระจายนักท่องเที่ยวไปยังเมืองรองต่างๆ มากขึ้น
มุ่ง ‘พรีเมียม เดสติเนชัน’ ชูโปรดักต์ Longevity
นักท่องเที่ยวและผู้คนทั่วโลกต่างใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยชูจุดแข็งในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทย ภายใต้การขับเคลื่อนของ ททท.วางกลยุทธ์มุ่งสู่ พรีเมียม เดสติเนชัน (Premium Destination) ผ่าน 5 เซ็กเมนต์ เริ่มจาก 1.เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) นอกเหนือจากการเจาะกลุ่มสูงวัย ดึงเข้ามาพักผ่อนและใช้จ่ายในไทยแล้ว นักท่องเที่ยววัยอื่นๆ ยังมองหาโปรดักต์ด้านลองจิวิตี้ (Longevity) ด้วยประเทศไทยยืนหนึ่งด้านการรักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพ มีหมอเก่งและสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน JCI จำนวนมากติด 1 ใน 3 ของภูมิภาค
ตามด้วย 2.เศรษฐกิจซับ-คัลเจอร์ (Sub-culture Economy) เจาะลึกและขยี้ถึงดีเอ็นเอของนักท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมออนไลน์ขยายความเชื่อมเกี่ยว เช่น กลุ่มฟิล์มเมกเกอร์ กลุ่มวินเทจเลิฟเวอร์ และกลุ่มมูเตลู 3.เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy) กระจายความเจริญสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว 4.เศรษฐกิจปลอดภาษี (Tax-free Economy) จูงใจให้นักท่องเที่ยวจับจ่ายมากขึ้น และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นลักชัวรี เดสติเนชัน ขณะที่หลายประเทศเริ่มนำมาตรการปลอดภาษีมาใช้ เช่น จีน เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว
และ 5.เศรษฐกิจพร้อมเพย์ (Prompt-pay) ตอกย้ำประเทศไทยก้าวสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัว และร้านค้าทุกระดับได้ประโยชน์
คาดปี 69 รายได้รวมท่องเที่ยว 2.8 ล้านล้าน
ล่าสุด ททท. คาดการณ์แนวโน้มปี 2569 ประเทศไทยจะมีรายได้รวมการท่องเที่ยว 2.79 ล้านล้านบาท เป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% รายได้ตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จากคาดการณ์นักท่องเที่ยวชาวไทย 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3%
ส่วนปี 2568 แนวโน้มรายได้รวมการท่องเที่ยวอยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% เทียบกับปีที่แล้ว จากคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% ขณะที่รายได้ตลาดในประเทศ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากคาดการณ์นักท่องเที่ยวชาวไทย 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2%
รายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 11 เดือนแรก (1 ม.ค. - 30 พ.ย. 2568) สะสม 29,603,881 คน ลดลง 7.25% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว 1,372,677 ล้านบาท ลดลง 4.72%





