เศรษฐกิจ กำลังซื้ออ่อนตัว ส่งสัญญาณตั้งแต่ปลายปี 2567 ทำให้ "ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง" งัดความคุ้มค่ามาตอบโจทย์ผู้บริโภค สินค้าเพิ่มปริมาณ ราคาเดิม อาวุธสู้ปัจจัยลบ
“ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง” หนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะหมวดขนมขบเคี้ยว(สแน็ก)ทั้งปลาแผ่นปรุงรส ขนมขึ้นรูป เยลลี่ เครื่องดื่ม จากแบรนด์หลากหลาย เช่น เจเล่ เมจิกฟาร์ม ขนมขึ้นรูปโลตัส ที่ทำตลาดตอบสนองผู้บริโภค
เข้าโค้งสุดท้ายปี 2568 ภาพใหญ่ของการเคลื่อนธุรกิจมีความท้าทาย เพราะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ไม่เอื้อต่อการเติบโตนัก ส่วนปีหน้ายังต้องเกาะติดหลากปัจจัยที่อาจรุมเร้า
ก่อนปิดฉากปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด(มหาชน) ฉายภาพตลาดสำคัญอย่างขนมขบเคี้ยว(สแน็ก) ที่มีสินค้าหลากหมวดทั้งมันฝรั่งทอดกรอบ ขนมขึ้นรูป ปลาหมึกอบปรุงรส เส้นบุกปรุงรส สาหร่าย ฯ ในปี 2568 คาดการณ์อัตราเติบโตอยู่ที่ 6% และมูลค่ากว่า 4.82 หมื่นล้านบาท
เมื่อเจาะลึก หมวดปลาหมึกอบปรุงรสที่ “เบนโตะเป็นผู้นำตลาดอย่างแข็งแกร่ง” ครองส่วนแบ่งราว 75% มีมูลค่า1,739 ล้านบาท เติบโต 5% การโตที่น้อย เพราะผู้เล่นไม่มากนักในการขับเคลื่อนการเติบโต
“ตลาดสแน็กปลาหมึกอบปรุงรส ยังมีขนาดเล็กมาก เรามีส่วนแบ่งตลาดระดับ 70-75% หากไม่ทำอะไรตลาดจะหดตัว เพราะผู้บริโภคมีเงินเท่าเดิม การจะเคลื่อนตลาดให้โตต้องมีผู้เล่นใหม่เข้ามา เพราะรายใหญ่รายเดียวเหนื่อย การจะส่งเสริมให้ลูกค้าบริโภคเพิ่ม ต้องใช้เงินและการทำตลาดมหาศาล”
ส่วนขนมขึ้นรูปตลามีมูลค่า 1.69 หมื่นล้านบาท เติบโต 6% ขนมขาไก่แบรนด์ “โลตัส” เติบโตระดับเดียวกับตลาด โกยยอดขาย 715 ล้านบาท โดยความต้องการสินค้ามีอยู่ต่อเนื่อง พร้อมครองส่วนแบ่งตลาด 4% ขณะที่ผู้นำมีส่วนแบ่งตลาดราว 10%
อีกตลาดสำคัญคือ “เครื่องดื่ม” ซึ่ง “เมจิกฟาร์ม” อยู่ในสังเวียนนี้ ปี 2568 สภาพอากาศที่ร้อนน้อย ร้อนสั้น กลายเป็นตัวแปร “ฉุดตลาดรวม” โดย 9 เดือนแรก ยอดขายเชิงปริมาณ “ติดลบ 2.2%” เชิงมูลค่าหดตัว 1.5% เจาะรายหมวด(แคทิกอรี) เช่น น้ำอัดลมยอดขายเชิงปริมาณหดตัว 7.3% กาแฟปรุงสำเร็จหดตัว 6.8% ชาพร้อมดื่มลดลง 3.6% น้ำผลไม้ลดลง 4.9% และเครื่องดื่มเกลือแร่ลดลงมากถึง 10.5% เป็นต้น
ขณะที่เมจิกฟาร์ม เติบโต 7% แม้หมวดที่อยู่คือเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ(ฟังก์ชันนอลดริ้งค์) จะมีการบริโภคลดลง 2.3% ส่วนเยลลี่ภายใต้แบรนด์ “เจเล่” มีการเติบโต 4% หนึ่งในแรงส่งคือการมี “หลิง-ออม” เป็นพรีเซ็นเตอร์
“ปีนี้ตลาดเครื่องดื่มเจอผลกระทบหลายชั้น ทั้งอากาศร้อนน้อย ร้อนสั้น ฝนมาเร็ว ทำให้ตลาดไม่โต เดือนพฤศจิกายน ไฮซีซันการท่องเที่ยวภาคใต้ หาดใหญ่เผชิญน้ำท่วมเกิดขึ้นเพิ่ม”
จากปัจจัยข้างต้น บริษัทคาดการณ์ยอดขายทั้งปี 2568 เติบโตอัตรา 1 หลัก เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี จากปกติเติบโตอัตรา 2 หลักต่อเนื่อง
ปี 2569 บริษัทวางแนวรบทำตลาด ทั้งออกสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์หลัก ทั้งเบนโตะ เจเล่ ฯ เพราะท่ามกลางกำลังซื้อเปราะบาง ผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าที่คุ้นเคยและ “แบรนด์ชั้นนำ” นอกจากนี้ ปีหน้าจะลดการใช้พรีเซ็นเตอร์ เพื่อนำงบประมาณไปโฟกัสการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง การทุ่มเงินกระตุ้นช่องทางจำหน่ายที่จะทำให้เติบโต สร้างความคุ้มค่าของการลงทุน(ROI) เป็นหลัก
หนึ่งในสินค้าใหม่ที่บุกตลาดคือการเปิดตัว “เจเล่ เยลลี่ โซดา” ครั้งแรกของเยลลี่ซ่า เครื่องดื่มไฮบริดเพื่อเขย่าตลาดเจาะเจนเนอเรชันซี(GenZ) มาพร้อมราคา 10 บาท เพื่อเข้าถึงง่าย นำร่องเจาะช่องทางร้านค้าทั่วไปก่อน พร้อมวางเป้ายอดขาย 150 ล้านบาทในปีแรก
อีกอาวุธการตลาดของ “ศรีนานาพร” คือการรุกหนัก “ความคุ้มค่า” ขานรับตลาดที่กำลังซื้ออ่อนตัว ซึ่งสัญญาณดังกล่าวเห็นตั้งแต่ปลายปี 2567 ทำให้บริษัทจัดเต็ม “การเพิ่มปริมาณสินค้า” 20-25% ในราคาเท่าเดิม เช่น ขนมขาไก่โลตัส เพิ่มฟรี 20% เบนโตะเพิ่มฟรี 20% เป็นต้น
“ตลาดสแน็กจะเติบโตขึ้นอยู่กับการกระตุ้นตลาดของผู้ประกอบการ และหากผู้บริโภคมีเงินน้อยลง จะซื้อสินค้าแบรนด์ที่คุ้นชิน และท่ามกลางเศรษฐกิจ กำลังซื้อเปราะบาง จะเห็นตลาดแข่งเพิ่มปริมาณสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่า ส่วนบริษัท เบนโตะ โลตัส เรามีการเพิ่มปริมาณสินค้า 20% คอนซูเมอร์ได้ประโยชน์ ยังมีการบรรจุของแถมสำหรับร้านค้า เช่น จากเดิมสินค้าไซส์ 5 บาท จำนวน 1 โหล ได้กำไร 15 บาท เราแถมอีก 2 ซอง เพื่อให้ได้กำไรเพิ่มขึ้น กลยุทธ์นี้เราทำตั้งแต่ปลายปีเพราะเห็นสัญญาณกำลังซื้อไม่ดี”
ทั้งนี้ ปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายในประเทศเติบโต 5% เป็นอีกปีที่เติบโตอัตรา 1 หลัก พร้อมกันนี้มองภาพรวมแต่ละตลาดจะเติบโตแตกต่างกัน เช่น ขนมขบเคี้ยวคาดโต 6% มูลค่าแตะ 5.11 หมื่นล้านบาท ปลาหมึกอบปรุงรส 1,826 ล้านบาท เติบโต 5% ขนมขึ้นรูป 1.8 หมื่นล้านบาท เติบโต 6% และเยลลี่ 3,296 ล้านบาท เติบโต 5%
“ปี 2569 ความท้าทายสุดคือการทำให้ธุรกิจยังเติบโต และมีอัตรากำไรที่ดี การลงทุนปีหน้าเราให้ความสำคัญกับแบรนด์หลัก มุ่งสร้างแบรนด์ ควบคู่ครีเอทการบริโภคใหม่ๆ กระตุ้นความถี่ในการบริโภค ยังคงลุยโฆษณา ให้คนจดจำแบรนด์ มุ่งจัดแต่งร้านค้าให้แบรนด์ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย เพื่อย้ำเตือนหรือ Remind แบรนด์ให้กับผู้บริโภค”





