ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการจัดทัพ ปรับโครงสร้างของ “โรจูคิส” เพราะมีการดึงแม่ทัพนายกองจากแวดวงสินค้าอุปโภคบริโภค(FMCG) ธุรกิจโรงแรม มาเสริมแกร่ง
โดยผู้รับบทแม่ทัพใหญ่คือ “คอร์ราโด จาควินโต” ที่มาพร้อมกับขุนพลการตลาด การค้า การเงิน และซัพพลายเชน
นอกจากนี้ บริษัทยังเขย่าพอร์ตโฟลิโอสินค้าใหม่ ให้ 2 แบรนด์ฮีโร อย่างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ “โรจูคิส”(ROJUKISS) หมวดหมู่ต่างๆ เช่น มาส์ก เซรั่ม สร้างการเติบโต ควบคู่กลุ่มเครื่องสำอางสีสัน(เมกอัพ) “ซิสทูซิส”(Sis2Sis) จากเดิมเป็น “มัลติแบรนด์” ที่มีสินค้าอยู่ราว 6-7 แบรนด์ ยังมีการวางรากฐานเพื่อเดินหมากรบรุกตลาดต่างประเทศ
นายคอร์ราโด จาควินโต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KISS ฉายภาพว่า ปี 2568 เปรียบเป็นปีแห่งการไถหว่านของบริษัท เพื่อที่จะบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการเติบโตในปี 2569 และขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโต สานวิชั่นในการเป็น “ผู้นำสินค้าสุขภาพและความงามของเอเชีย” ภายในปี 2573 และผลักดันรายได้แตะระดับ 4,000 ล้านบาท จากปีก่อนปิดรายได้กว่า 1,100 ล้านบาท
กลยุทธ์มุ่งสู่เป้าหมาย บริษัทจึงจัดพอร์ตโฟลิโอสินค้า “โฟกัสฮีโรโปรดักท์” และยังคงมีสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ มาตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย เช่น ล่าสุด การออก Serum Treatment Pad ยังมี Reju PDRN Essence และ Micellar Water, Sleeping masks ฯ ควบคู่กับการสร้างแบรนด์ ซึ่งปีหน้าจะเห็นการคิกออฟของการดึง “ดร.ลี”มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เน้นสื่อสารเชิงวิทยาศาสตร์มากกว่าจะเป็นศิลปิน นักแสดง พร้อมกันนี้จะใช้งบประมาณเพิ่ม 30% เพื่อการทำตลาดเต็มสูบ
การขยายช่องทางจำหน่าย มีการปรับหมากรบใหม่ โดยเฉพาะรุกร้านค้าทั่วไป(General trade:GT) โดยมีตัวแทนจำหน่ายในการช่วยกระจายสินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมมากขึ้นเป็นมากกว่า 6.8 หมื่นร้าน จากปัจจุบันมีกว่า 4.5 หมื่นร้าน
ในการป้อนสินค้าเพื่อตอบโจทย์ร้านค้าพันธมิตร บริษัทพร้อมรังสรรค์สินค้า “เอ็กซ์คลูสีพ” เฉพาะร้าน ชนิดที่ต้องการปุ๊บ! ภายใน 1 เดือนจะมีสินค้าไปอยู่บนชั้นวาง(เชลฟ์) อย่างรวดเร็ว สะท้อนการเร่งป้อนสนค้าสู่ Route to Market อย่างมีพลัง
นอกจากนี้ บริษัทยังมีความแข็งแกร่งด้านการเงิน โดยเฉพาะกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี แม้ไตรมาส 4 จะมีอ่อนตัวลงบ้าง จากการระดมสินค้าเข้าสู่ตลาดเพื่อรองรับเทศกาลการขายสินค้าความงามหมวดต่างๆส่งท้ายปี
สิ่งที่ทำให้การเงิน “โรจูคิสแกร่ง” ยังเกิดจากกลยุทธ์การทำธุรกิจที่ไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์ถาวรต่างๆหรือ Asset-light อย่างการไม่มีโรงงานผลิตสินค้า แต่ “จ้างผลิต” ผ่านพันธมิตรในประเทศเกาหลี
สำหรับก้าวต่อไปของโรจูคิสในปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2573 กับการมุ่งสร้างยอดขายสู่ 4,000 ล้านบาท “กำไรเติบโต 15-25%” ต่อปี นอกจากสร้างยอดขายในประเทศให้เติบโต “หมากรบใหม่” คือการบุกต่างประเทศ ที่จะเพิ่มสัดส่วนให้แตะ 20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 6% เบื้องต้นปักหมุด 8 ตลาดสำคัญ ส่วนโมเดลจะมีทั้งการเจาะตลาดโดยตรง เช่น ประเทศ เมียนมา กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย อินเดีย และบังกลาเทศ ใช้ความแข็งแกร่งของตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่(ดิสทริบิวเตอร์)รูปแบบ “เอ็กซ์คลูสีฟ” เช่น รัสเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และโมเดลการขายส่ง ในประเทศเมียนมา จีน เป็นต้น
นอกจากการเติบโตแบบออแกนิก “โรจูคิส” ยังมอง “ทางลัด” ในการซื้อและควบรวมกิจการ(M&A) ซึ่งบริษัทวางแผนจะเข้าไปลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพสร้างรายได้ระดับ 300-600 ล้านบาท เข้ามาเสริมแกร่ง ส่วนขนาดของการเจรจาซื้อกิจการ(ดีล)จะมองมูลค่าราว 500-1,000 ล้านบาท
“อนาคตบริษัทมองการเติบโตจากการลงทุนในบริษัทอื่นๆ ซึ่งตามแผนจะมีการใช้เงินเพื่อทำ M&A จะต้องเสริมแกร่งธุรกิจหลักทั้งกลุ่มสินค้าสกินแคร์ และคอสเมติก”
สำหรับภาพรวม 9 เดือน ตลาดสินค้าความงามมีมูลค่าราว 3 หมื่นล้านบาท ค่อนข้างชะลอตัว จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ กำลังซื้อที่อ่อนตัวลง ขณะที่โรจูคิส เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคยังมีการ “ซื้อเพิ่มขึ้น” ติดท็อป 3 ของสินค้าบิวตี้ และสร้างผลงานไตรมาส 3 มีรายได้รวม 329.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และกำไรสุทธิ 61.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% ส่วน 9 เดือน มีรายได้รวม 842.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 121.2 ล้านบาท ลดลง 3.3%
ส่วนปี 2569 บริษัทยังตั้งเป้ายอดขาย “เติบโตอัตรา 2 หลัก” ท่ามกลางเศรษฐกิจ กำลังซื้อที่ท้าทาย โดยเฉพาะปีหน้าสิ่งที่กังวลสุดคือ “ความเชื่อมั่นผู้บริโภค” ที่มีผลต่อการจับจ่ายใช้สอย แม้สถานการณ์หนี้ครัวเรือนจะปรับตัวลดลงบ้างก็ตาม
“ปีนี้เศรษฐกิจชะลตัว ตลาดบิวตี้เติบโตต่ำ แต่ไตรมาส 4 ได้เห็นสัญญาณบวกจากมาตรการรัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง ทว่า ปีหน้าเรายังมีปัจจัยที่กังวลสุดคือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทย แต่ปีนี้เราจัดทัพ ไถพรวนดินใหม่ เพื่อหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ปีหน้า เพื่อเก็บเกี่ยวผลลัพธ์สร้างการเติบโตในปีถัดไป”





