เศรษฐกิจโลกชะลอตัว กำลังซื้อเปราะบาง "นีโอ" ปรับเป้าเติบโตใน 5 ปี เหลืออัตรา 1 หลัก จากเดิมจะโต 2 หลัก เผยสินค้าจำเป็นยังโต อานิสงส์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่งพลัส หวังปีหน้ารัฐอัดยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ
ปี 2568 เป็นปีแห่งความท้าทายของภาคธุรกิจหลากเซ็กเตอร์ เพราะเผชิญเศรษฐกิจถดถอย กำลังซื้ออ่อนตัวลง ทว่า ตลาดสินค้าจำเป็นหรืออุปโภคบริโภค อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าว แต่ยังฝ่ามรสุมสร้างการเติบโตได้
ทั้งนี้ แรงส่งสำคัญที่หนุนตลาดสินค้าจำเป็นโตคืออานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทั้ง “คนละครึ่งพลัส” และการเติมเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่มเป็น 850 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน จึงหวังให้ปี 2569 รัฐอัดโครงการฟื้นเศรษฐกิจ กำลังซื้อต่อ
ปัทมา ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการพาณิชย์ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค 9 เดือนมูลค่า 42,624 ล้านบาท(รวมผลิตภัณฑ์ซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดน้ำ ครีมอาบน้ำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น โคโลญน์ โรลออน และมอยซ์เจอร์ไรเซอร์) มีการเติบโต 3.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่บริษัทสร้างยอดขายสินค้าจำเป็น 6,440 ล้านบาท เติบโต 9.1% หรือราว 3 เท่าของตลาด
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ยอดขายบริษัทโต มาจากการออกสินค้าใหม่ สินค้านวัตกรรม ตอบโจทย์ความคุ้มค่าของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน และยังเป็นการสร้างความแตกต่าง เพื่อเลี่ยงสงครามราคา ซึ่งยอมรับว่าขณะนี้ตลาดแข่งขันสูงมาก ช่องทางจำหน่ายต่างๆ เช่น ห้างค้าปลีกจะมีดึงสินค้าแต่ละหมวดการจัดโปรโมชัน เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้มาช้อปมากขึ้น
ทว่า 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิลดลงราว 75% หลักๆมาจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น และการมีสินค้านวัตกรรมใหม่ แต่บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจ หาแนวทางในการบริหารจัดการให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4 สินค้าจำเป็นมีอานิสงส์ที่ดีจากโครงการคนละครึ่งพลัส การเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งร้านค้าพันธมิตรรายงานอานิสงส์เม็ดเงินสะพัดสู่ตลาด เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ การค้ามากขึ้น ส่วนแนวโน้มปี 2569 บริษัทคาดหวังหากรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม จะช่วยฟื้นตลาดสินค้าจำเป็นได้มากขึ้น
“หากพิจารณาจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อน แต่การมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ทำให้การจับจ่ายใช้สอยคึกคักมาก พ่อค้าแม่ขายรายย่อยได้ประโยชน์เต็มที่ เงินสะพัด ส่วนผลประกอบการ 9 เดือนที่ยังไม่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สินค้าจำเป็นใช้แล้วหมดไป จึงต้องซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพรวมได้รับผลกระทบน้อยกว่าสินค้าไม่จำเป็น”
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกท้าทาย ทำให้แผน 5 ปีหรือภายในปี 2571 บริษัทปรับเป้าหมายการเติบโตอยู่ในอัตรา 1 หลัก จากเดิมตั้งเป้าเติบโต 2 หลัก
“เราปรับเป้าหมายเติบโต เนื่องจากมองเศรษฐกิจทั้งโลกชะลอตัว และเราคือผู้ส่งออกรายใหญ่ เมื่อการส่งออกลดลง อาจกระทบธุรกิจ การปรับเป้ายังสอดคล้องกับนโยบายการลงทุนที่ค่อยเป็นค่อยไป มีความระมัดระวังรอบคอบมากขึ้น ปรับให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด”
ในปี 2569 บริษัทยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสร้าง “โรงงานแห่งอนาคต” เพื่อผลิตสินค้าจำเป็นทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผ้า ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้าน ของใช้สำหรับเด็ก ซึ่งปี 2568 บริษัทได้ใช้งบไปแล้ว 2,000 ล้านบาท
ศิริสุภา อาจสัญจร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า กลยุทธ์การตลาดที่สำคัญของบริษัทคือ “เซ็กเมนต์ ครีเอเตอร์” หรือสร้างสรรค์เซ็กเมนต์ใหม่ๆ รวมถึงขยายพอร์ตโฟลิสู่ตลาดพรีเมียมมากขึ้น เพื่อเจาะช่องว่างตลาดและตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย โดยปี 2568 ปั้นแบรนด์ “ดีนี่ ดีลักซ์(D-nee Deluxe)รุกสังคมสูงวัย สร้างยอดขายได้ถึง 100 ล้านบาท ใน 12 เดือน พร้อมตั้งเป้าสู่ 500 ล้านบาท ใน 3 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ ได้เข้าสู่ตลาดสินค้าสัตว์เลี้ยง สร้างแบรนด์ “เลิฟลี่เทล”(LovliTails) รับเมกะเทรนด์ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันรักสัตว์เหมือนลูกเป็นสมาชิกในครอบครัว และยินดีจ่ายมากขึ้นระดับ 50,500 บาทต่อตัวต่อปี เพิ่มขึ้น 22% เทียบปีก่อนหน้าอยู่ระดับ 41,100 บาทต่อตัวต่อปี และสูงกว่าการเลี้ยงสัตว์แบบเดิมๆหรือปล่อยอิสระที่มีค่าใช้จ่าย 7,910 บาทต่อคนต่อปี(ที่มา: ttb analytics 2025)
สำหรับแนวโน้มตลาดสัตว์เลี้ยงยังมีมูลค่าสูง คาดการณ์ปี 2569 จะแตะ 1 แสนล้านบาท จากปี 2568 มูลค่า 92,000 ล้านบาท
“เทรนด์ข้างต้นคาดการณ์จะเห็นต่อเนื่องไปอีก 5 ปี บริษัทจึงต้องวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภค รวมถึงสานเป้าหมายสร้างสัดส่วนยอดขายเซ็กเมนต์พรีเมียมให้แตะ 10% โดยการทำตลาดปีหน้า บริษัทจะระดมออกสินค้าตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป”





