“กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” เดินหน้าเจาะเป้าหมายตลาดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว อาทิ จีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพื่อสร้างแรงส่งในช่วงท้ายปี สู่การฟื้นฟูภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569
อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เตรียมเปิดสำนักงานแห่งใหม่ในต่างประเทศ ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ในเร็วๆ นี้ เพื่อขยายฐาน “นักท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย” ซึ่งเติบโตดีนับตั้งแต่ฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ซาอุดีฯ ทำให้ในปี 2567 มีจำนวนนักท่องเที่ยวซาอุดีฯ เดินทางเข้าไทย 228,032 คน เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อนหน้า และประเมินว่าจะเติบโต 8% ในปีนี้ แม้มีสงครามอิหร่าน-อิสราเอลเมื่อกลางปี ทำให้จำนวนต่ำกว่าคาดการณ์เดิมซึ่งเคยตั้งเป้าโต 20%
“แนวโน้มดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวซาอุดีฯ กลายเป็นตลาดที่มีจำนวนเดินทางเข้าไทยมากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง! แซงหน้านักท่องเที่ยวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งปีที่แล้วมีจำนวน 169,927 คน เพิ่มขึ้นเกือบ 22.3%”
นักท่องเที่ยวซาอุดีฯ เปย์หนักอันดับ 1 ต่างชาติเที่ยวไทย
สำหรับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวซาอุดีฯ พำนักเฉลี่ย 2 สัปดาห์/ทริป และมียอดใช้จ่าย 110,000 บาท/คน/ทริป สูงสุดในบรรดาตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดยหนึ่งในวัตถุประสงค์การเดินทาง นอกเหนือจากการชอปปิง และเที่ยวหาดทรายชายทะเลแล้ว ยังนิยมใช้บริการการแพทย์ขั้นสูงและรักษาโรคต่างๆ สอดรับกับเทรนด์ “ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ” ที่ประเทศไทยกำลังโปรโมต และในปัจจุบันนักท่องเที่ยวซาอุดีฯ เริ่มเดินทางเยือนเมืองอื่นๆ มากขึ้น เช่น สมุย กระบี่ และพังงา นอกเหนือจากกรุงเทพฯ และภูเก็ตอีกด้วย ทั้งยังเลือกเดินทางเที่ยวไทยช่วงฤดูฝน (กรีนซีซัน) เพื่อหลีกหนีจากอากาศร้อนจัดแถบตะวันออกกลาง
“ประเทศไทยจะร่วมมือกับซาอุดีอาระเบียเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีนัดหารือกับรัฐมนตรีท่องเที่ยวของซาอุดีฯ ภายในเดือน ธ.ค.นี้”
รัฐบาลซาอุดีฯต้องการให้ประเทศไทยสนับสนุนบุคลากรและการฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการโรงแรม เพราะเป็นที่รู้จักด้านการบริการแบบไทยในระดับโลก และซาอุดีฯ เองต้องการเปิดประเทศ ใช้ภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปูโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแข่งกับ “ดูไบ” ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และขึ้นไปในระดับเดียวกันให้ได้ภายใน 10 ปีข้างหน้า โดยซาอุดีฯ กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน “เวิลด์ เอ็กซ์โป” (World Expo) ในปี 2573
ขณะเดียวกันประเทศไทยเองต้องการนักท่องเที่ยวซาอุดีฯ ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโต เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายที่หนุนสร้างความแข็งแกร่งแก่ประเทศไทย ร่วมกับตลาดอื่นๆ ในตะวันออกกลาง เช่น โอมาน คูเวต และกาตาร์ ที่แม้จำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยจะยังไม่มาก แต่มีศักยภาพ เป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงมาก
ดันแคมเปญต่อยอดคำกล่าวทรงพลัง "จงไท่อี้เจียซิน" ของ "สี จิ้นผิง"
อรรถกร เล่าเพิ่มเติมว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังคงยืนยันเป้าหมายดึง “นักท่องเที่ยวจีน” เดินทางเข้าไทย 2-3 ล้านคนภายในระยะเวลา 4 เดือน (ต.ค. 2568 - ม.ค. 2569) หลังเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยต่อวันเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงต้นปีที่ลดลงอย่างมาก
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจีนให้ได้มากที่สุดในปี 2569 ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัว เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นที่ได้เปรียบเรื่องเงินเยนอ่อนค่ามากที่สุดในรอบเกือบ 40 ปี ส่วนเวียดนามขายแพ็กเกจท่องเที่ยวราคาถูกกว่าไทย หรือแม้กระทั่งจีนเองก็พยายามโปรโมตให้ชาวจีนท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง
“กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท.จะต่อยอดการทำแคมเปญการตลาดให้สอดรับกับคำพูดทรงพลัง ‘จงไท่อี้เจียซิน’ (จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน) ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง โดยคาดว่าตลอดปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางกว่า 4 ล้านคน”
"จีนเที่ยวไทย" รักษาโมเมนตัม หวังเห็นตัวเลขแตะ 20,000 คนต่อวันไฮซีซันนี้
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ต้องรักษาแรงส่ง (Momentum) กระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนให้มากกว่า 10,000 คนต่อวันในปัจจุบัน เพิ่มเป็นประมาณ 20,000 คนต่อวันในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 - ก.พ. 2569 หลังเห็นสัญญาณบวกเชิงดีมานด์ ราคาตั๋วโดยสารเส้นทางบินจากจีนมาไทยแพงขึ้น 20-30% แสดงว่านักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยกันมากขึ้น
“ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยยังคงติดลบประมาณ 30% เทียบกับปีที่แล้ว แต่จากสัญญาณบวกล่าสุด มีความเป็นไปได้ว่าในปี 2569 จะเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนรีบาวด์สูงถึง 8-9 ล้านคน ฟื้นตัวกลับมา 80% ของสถิติ 11 ล้านคนที่เคยทำได้สูงสุดเมื่อปี 2562 ก่อนโควิดระบาด”
"อิสราเอล-กลุ่มประเทศ CIS" โตแรง!
สำหรับตลาดอื่นๆ ที่มีการเติบโตสูง อาทิ “อิสราเอล” เพิ่มขึ้น 50% ด้วยจำนวน 349,000 คน จากสถิติตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-9 พ.ย. 2568 มาเที่ยวไทยเพื่อผ่อนคลายจากภาวะสงคราม โดยมีการติดตามพฤติกรรมเพื่อป้องกันปัญหา “คัลเจอร์ ช็อก” (Culture Shock) หรือการไม่เคารพวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ก็ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันในเรื่องนี้
นอกจากนี้ กลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) ก็เป็นอีกตลาดที่มีการเติบโตสูงมาก แม้ฐานจำนวนคนเดินทางมาไทยยังน้อย แต่มีช่องให้สามารถขยายตัวได้อีกมาก อาทิ อุซเบกิสถาน เพิ่มขึ้น 34%, เบลารุส เพิ่มขึ้น 83%, ทาจิกิสถาน เพิ่มขึ้น 43% และอาเซอร์ไบจาน เพิ่มขึ้นถึง 128% ซึ่งเดินทางเข้าไทยราว 5,000 คน แต่เป็นเศรษฐีที่นิยมพำนักนาน หากมีมาตรการยกเว้นวีซ่า น่าจะช่วยดันยอดเพิ่มขึ้นได้อีก
โดยในกลุ่ม CIS มีตลาดเดียวที่ลดลงคือ คาซัคสถาน เนื่องจากปีที่แล้วเติบโตอย่างมาก นิยมเดินทางไปภูเก็ต แต่ปัจจุบันมีจำนวนเดินทางสะสมตั้งแต่ต้นปีที่ 134,000 คน ลดลงไป 10% เนื่องจากนักท่องเที่ยวคาซัคสถานเปลี่ยนไปจุดหมายปลายทางชายทะเลที่มีราคาถูกกว่า เช่น เวียดนาม โดย ททท.ปรับแผนโปรโมตว่าเมืองไทยไม่ได้มีแค่ภูเก็ต แต่ยังมีพังงา กระบี่ และหัวหินรองรับความต้องการ





