ผลพวงจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยชัดเจนในไตรมาส 3 สินค้ายอดขายตก ถ้วนหน้า คาราบาวแดง มาม่า ผลิตภัณฑ์นม เครื่องสำอาง บิ๊กคอร์ปงัดแผน2หาทางโต
เป็นเวลากว่า 5 เดือนที่ความขัดแย้งระหว่าง ไทย-กัมพูชา ซึ่งไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเปราะบาง แต่การค้าขายระหว่าง 2 ประเทศ ยังเกิดผลกระทบ ทั้งค้าชายแดน สินค้าไทยที่ทำตลาดในกัมพูชา รวมถึงการส่งออกสินค้าไปตอบสนองประชากรกัมพูชา
แม้บางส่วนของธุรกิจจะประสานเสียงถึงการรักษาอธิปไตยต้องมาก่อน ผู้ประกอบการจะหาทางปรับตัว เพื่อให้การค้าขายยังคงเดินหน้าได้ ทว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ยืดเยื้อ บิ๊กคอร์ปได้ประเมินยอดขายที่หายไปหลักสิบไปจนถึงพันล้านบาท
เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาวเปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ “คาราบาวแดง” ปีนี้ทำสถิติสูงสุดหรือนิวไฮ โดยเฉพาะส่วนแบ่งการตลาดในประเทศ แต่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ “กัมพูชา” ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก จากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่เบื้องต้นประเมินยอดขายหายไปหลัก “หลายร้อยล้านบาท”
ทั้งนี้ ในยุคดิจิทัล การทำตลาดภายใต้ความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ “อินฟลูเอนเซอร์” ทรงอิทธิพลอย่างมาก เมื่อร้านค้าในกัมพูชาขายสินค้าไทย ได้มีการนำเสนอคอนเทนต์ตั้งถามไม่รักชาติหรือทำไมยังจำหน่ายสินค้าไทย
จากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทคาดหวังว่าทุกอย่างจะปรับตัวดีขึ้นโดยเร็ว และธุรกิจจะมีทางออกในการค้าขายดังเดิม
“หลังมีกระแสความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เกิดกระแสชาตินิยมมากขึ้น ซึ่งยอดขายของเครื่องดื่มชูกำลังเราในกัมพูชาลดลง”
ไตรมาส 3 คาราบาวกรุ๊ป มีรายได้จากการขายรวม 5,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% แต่รายได้การผลิตสินค้าแบรนด์ตนเองลดลง 5% จากการลดลงของรายได้การส่งออกไปยังตลาดหลัก “กัมพูชา” เพราะผลกระทบของการจำกัดการผ่านแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชา ยังมีผลต่อต้นทุนและความล่าช้าในการกระจายสินค้าด้วย และภาพรวมยอดขายจากกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม(CLMV)ลดลงถึง 44%
พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) หรือผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” กล่าวว่า กัมพูชาถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักของการส่งออกบะหมี่ฯมาม่า มีสัดส่วนราว 17-18% และบริษัทยังมีฐานทัพในการผลิตอยู่ที่นั่นมานานหลายสิบปีด้วย
ทั้งนี้ ยอดขายไตรมาสอยู่ที่ 6,693.27 ล้านบาท ลดลง 12.17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเป็นยอดขายตลาดต่างประเทศหดตัวถึง 29.58% จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทต้องปรับตัวหาตลาดใหม่ทดแทน เพื่อสร้างการเติบโต
เอกรินทร์ พินิจประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลี กรุ๊ปจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ส่วนกัมพูชา ได้เสิร์ฟสินค้าทั้งผลิตภัณฑ์นม น้ำผลไม้ และน้ำมะพร้าว แต่จากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาเผชิญผลกระทบคล้ายกับบริษัทอื่นๆของไทยที่ส่งสินค้าไปจำหน่าย และคาดหวังปัญหานี้จะเกิดขึ้นชั่วคราว
ท่ามกลางความเปราะบาง บริษัทวางแผนสำรองในการหารือกับตัวแทนจำหน่ายในกัมพูชา ถึงทิศทาง ความพร้อมสินค้าที่จะจำหน่ายหากทุกอย่างกลับมาดีขึ้น
“คาดหวังว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย สินค้าไทยจะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเช่นเดิม ซึ่งตอนนี้เรากับตัวแทนจำหน่ายในกัมพูชาทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ไม่ถอดใจ เตรียมสินค้าไว้รอจำหน่าย และหวังว่าปัญหานี้จะเกิดชั่วคราว”
สำหรับผลประกอบการมาลีไตรมาส 3 ยอดขายลดลง 2.3% หลักๆมาจากผลิตภัณฑ์นมที่จำหน่ายในกัมพูชาชะลอตัว
วงศ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์มาร์ทจำกัด (มหาชน)กล่าวว่า สถานการณ์ค้าขายผลิตภัณฑ์สินค้าความงามหรือบิวตีเจาะตลาดกัมพูชา ถือว่าได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก จากการปิดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเป้าหมายค่อนข้างมีความยาก และภาพรวมทำให้ยอดขายตกราว 7-8 ล้านบาทต่อเดือน โดยเฉพาะ 3 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในโหมดหนักสุด
“การขายสินค้าของเรามีทั้งนอนออฟฟิศเชียลผ่านการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เช่นตลาดโรงเกลือที่ตัดเป็นศูนย์ และทางการคือการส่งออกก็ไปไม่ได้เลย ซึ่งบริษัทคาดหวังให้การเจรจาของภาครัฐจะทำให้สถานการณ์กลับมาดีขึ้นในปีหน้า นอกจากกัมพูชา ยอดขายในเมียนมาก็ลดลง 13-14 ล้านบาทต่อเดือน โดยสินค้าบิวตีของบริษัทตลาดอาเซียนถือเป็นอันดับหนึ่งมีสัดส่วนขายมากสุด”
แหล่งข่าวสินค้าจำเป็น กล่าวว่า บริษัทมีการจำหน่ายสินค้าเจาะตลาดกัมพูชาทุกรูปแบบหลัก “พันล้านบาท” ต่อปี เมื่อได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จึงใช้กำลังการผลิตที่เหลือไปผลิตสินค้าป้อนตลาดใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สินค้าไทยที่เผชิญความท้าทายในตลาดกัมพูชาเริ่มมีการปรับเปลี่ยนภาษาบนผลิตภัณฑ์เป็นภาษากัมพูชาแทนภาษาไทยแล้ว





