สารพัดปัจจัยลบรุมธุรกิจไทยส่งออกตลาดต่างประเทศ "มาม่า" เผชิญยอดขาย-กำไรลด ตลาดหลักกัมพูชา มีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา สหรัฐ การค้าเปลี่ยน ออสเตรเลียเจอบะหมี่ฯจีนเฮ้าส์แบรนด์ชิงกำลังซื้อ
บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) หรือผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 มียอดขาย 6,693.27 ล้านบาท ลดลง 12.17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เฉพาะยอดขายในประเทศรายได้จากการขายบะหมี่ฯลดลง 2.24% จากกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว รวมถึงการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดน ยังมีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศจำนวนมาก ส่งผลให้ซ้ำเติมกำลังซื้อในประเทศลดลงเพิ่มขึ้น จนมีผลต่อตลาดบะหมี่ฯ
ทว่า ยอดขายในต่างประเทศหดตัวถึง 29.58% โดยตลาดหลักใน 4 หมุดหมาย ได้ก่ กัมพูชา สหรัฐ ยุโรป และออสเตรียม เผชิญโจทย์ท้าทาย ทั้งความขัดแย้งไทย-กัมพูชา สงครามการค้า พฤติกรรมคู่ค้าเปลี่ยน เฮ้าส์แบรนด์คู่แข่งจากจีนบุกตลาด เป็นต้น
สำหรับกำไรสุทธิไตรมาส 3 อยู่ที่ 853.65 ล้านบาท ลดลง 18.62% หรือคิดเป็น 195.26 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่ภาพรวม 9 เดือน ยอดขายรวมอยู่ที่ 20,680.99 ล้านบาท ลดลง 6.44% หรือคิดเป็น 1,422.59 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,772.73 ล้านบาท ลดลง 15.64% หรือคิดเป็น 514.04 ล้านบาท
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด(มหาชน) หรือผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” เปิดเผยว่า หากพิจารณาเฉพาะยอดขายบะหมี่ฯในประเทศยังเติบโตได้เล็กน้อยราว 2% เพราะบริษัทมีการออกสินค้าใหม่ทั้งก๋วยเตี๋ยวเรือ “มาม่า” รวมถึงกลุ่มออเรียนทอล คิทเชน หรือโอเค ซีรีส์
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่กระทบยอดขายและกำไรเป็นผลจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชาที่เพิ่งรับรู้ผลกระทบในไตรมาส 3 หลังเผชิญความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว โดยกัมพูชาถือเป็นตลาดสำคัญที่มีสัดส่วนยอดขาย 17-18% ของการส่งออก ส่วนสหรัฐ คู่ค้าพันธมิตรดั้งเดิม เมื่อทายาทรับสืบทอดต่อธุรกิจต่อจากรุ่นแรก ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการค้าขาย จึงมีกระทบต่อยอดขายบริษัท และสหรัฐเป็นอีกตลาดหลักสัดส่วนส่งออก 12-13%
“ตลาดกัมพูชาเพิ่งรับรู้ผลกระทบเต็มๆในไตรมาส 3 ส่วนสหรัฐ แม้รับรู้ผลกระทบภาษีทรัมป์ไปแล้ว แต่โจทย์ใหญ่คือการค้าขายกับพันธมิตรมีการปรับเปลี่ยนจากเดิม ซึ่งสถานการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้บริษัทต้องปรับตัวค่อนข้างมาก ส่วนตลาดออสเตรเลีย จากผลกระทบด้านเศรษฐกิจ กำลังซื้อผู้บริโภค ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนไปเลือกและบริโภคบะหมี่ฯเฮ้าส์แบรนด์ของจีนมากขึ้น ด้านตลาดยุโรปเจอปัญหาการแก้ไขการค้ากับซัพพลายเออร์”
ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังทำให้การส่งออกบะหมี่ฯสัดส่วนลดลงเหลือ 18% จากเดิมส่งออกในระดับสูงถึง 27-28% และสถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหาตลาดใหม่ๆ หนึ่งในนั้นคือการหวนคืนบุกตลาดประเทศจีนอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาไม่ได้รุกหนักนัก แต่ปัจจุบันเมื่อมีศักยภาพกำลังการผลิตเพียงพอ จึงคาดว่าสามารถผลิตบะหมี่ฯเสิร์ฟตลาดได้เต็มที่
“เดิมเราขายบะหมี่ฯในจีนระดับร้อยล้านบาทต้นๆเท่านั้น ตอนนี้จะใช้ศักยภาพการผลิตสินค้าเพื่อบุกตลาดจีนให้เต็มที่ และภาพใหญ่ของการเป็นโกลบอลแบรนด์เราต้องปรับตัวรุกตลาดต่างประเทศต่อเนื่องอยู่แล้ว”
ในปี 2567 การส่งออกบะหมี่ฯไปยังตลาดต่างประเทศ เอเชียมีสัดส่วน 46% ยุโรป 27% สหรัฐ 17% ออสเตรเลีย 5% แคนาดา 4% และแอฟริกา 1% (ข้อมูลจากงบการเงินเฉพาะกิจการเท่านั้น)





