"ลัคกี้ สุกี้" เติมเต็มบันไดอีกขั้นของการเสริมแกร่งพอร์ตโฟลิโอร้านอาหารประเภทหม้อร้อนให้กับ "ซีอาร์จี" หลังควานหามานาน กรุงเทพธุรกิจ ชวนเจาะสมการ 1+1 ต้องโตอีก 5 ปีของการทำ M&A สไตล์ซีอาร์จี
บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG หนึ่งในยักษ์ใหญ่ธุรกิจร้านอาหาร และอยู่ใต้เงาอาณาจักรค้าปลีกเบอร์ 1 ของเมืองไทยอย่างกลุ่มเซ็นทรัล การมุ่งเติบโตของบริษัทนอกจากเดินหน้าเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่องเป็น Organic
ทว่าอีกมรรควิธี “ทางลัด” ที่ “ซีอาร์จี” ลุยคือการ “ซื้อและควบรวมกิจการ” หรือทำ M&A (Mergers and Acquisitions) ซึ่งหลายแบรนด์ได้มาเป็นพันธมิตร และเสริมแกร่งพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น “สลัดแฟคทอรี่” จากที่มีขนาดกิจการหรือรายได้อยู่ระดับ 200 ล้านบาท เติบโตสู่หลายร้อยล้าน เฉพาะปี 2567 ทำเงินราว 800 ล้านบาท
อีกแบรนด์มีศักยภาพคือ บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด ที่มีแบรนด์ดังอย่าง ชินคันเซ็น ซูชิ นักล่าหมูกระทะ” ยังมีคัตสึ มิโดริ ซูชิ นามะ ร้านอาหารญี่ปุ่นและซีฟู้ด ฯ ซึ่งก่อนจะมาเป็นพันธมิตร ทำรายได้กว่า 700 ล้านบาท ปี 2568 ทั้งอาณาจักรมองใหญ่ทะยานสู่ 2,800 ล้านบาท และ 5 ปี จะไปให้ถึง 5,000 ล้านบาท
ล่าสุด ซีอาร์จี ปิดดีลเข้าซื้อหุ้น 40% มูลค่า 940 ล้านบาท เพื่อเป็นพันธมิตรกับบริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด (MP)เจ้าของร้าน “ลัคกี้ สุกี้”
ไม่ต้องถอดรหัส เพราะแนวทางการเติบโตของ “ซีอาร์จี” ภายใต้การนำทัพโดย “ณัฐ วงศ์พานิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ แห่งซีอาร์จี บอกทุกปีว่า ในการขยายธุรกิจร้านอาหารบริษัท “โฟกัสการทำกำไร” มากขึ้น ไม่เน้นเปิดร้านแหลกลาญ ทำให้ช่วง 1-2 ปีมานี้บริษัท “ทำกำไรโตโดดเด่น” แม้ยอดขายอาจจะตึงตัวไปบ้าง ยังมีการปิดร้านที่ไม่ทำกำไรด้วย
นอกจากนี้ การใช้เงินลงทุนเพื่อเปิดร้านแต่ละปีไม่น้อย บริษัทยังมี “เงินในกระเป๋า” เพื่อทำ M&A ทุกปี อย่างปี 2568 บริษัทวางงบลงทุน 1,200 ล้านบาท เพื่อขยายสาขา แต่ไม่รวมงบเพื่อทำ M&A
สำหรับการ M&A หา “แบรนด์ใหม่” เสริมแกร่งพอร์ตโฟลิโอ “คุณสมบัติสำคัญ” คือ 5 ปีแบรนด์เหล่านั้นต้องทำเงินแตะ “พันล้านบาท”ได้ ขณะที่กิจการร้านอาหารได้หมายตาไว้จะเป็น “เอสเอ็มอี” ขนาดราว 200 ล้านบาทขึ้นไป
“กิจการที่สนใจคือขนาดราว 200 ล้านบาท ที่สำคัญเรามองศักยภาพในการทำรายได้ของแต่ละแบรนด์วิ่งสู่ 1,000 ล้านบาท ใน 5 ปีหลังจากมาอยู่กับเรา” ณัฐ เคยให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจ และตัวอย่างมีให้เห็นคือ สลัดแฟคทอรี่ และชินคันเซ็น ซูชิ ฯ
ท่ามกลางเศรษฐกิจท้าทาย กำลังซื้อเปราะบาง อาจทำให้มีกิจการอ่อนแรง น่าจะเป็น “โอกาส” ในการทำ M&A ทว่า “แม่ทัพณัฐ” มองต่าง ไม่คิดอย่างนั้น ศักยภาพแบรนด์แกร่งต่างหากคือกุญแจสู่การเติบโต
“เราไม่มองโอกาสจากแบรนด์อ่อนแรง ไม่คิดอย่างนั้ แต่มองศักยภาพแบรนด์ที่แกร่ง มีการเติบโต ยิ่งแกร่งในตลาดที่เปราะบางได้ กลับกันเมื่อตลาดดี แบรนด์นั้นจะยิ่งไปได้ หากซื้อกิจการหรือแบรนด์ที่อ่อนแรงตอนนี้ ซื้อแล้วอาจเละทั้งคู่”
สำหรับการทำธุรกิจ การศึกษาความเป็นไปได้เพื่อซื้อกิจการ หรือร่วมทุนกับพันธมิตรของซีอาร์จี มีอยู่ต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเคยเผยถึงการพยายาม “หารือกับแบรนด์ชาบู” บริษัทต้องการมาเสริมทัพอยู่ตลอด กระทั่งเข้าเส้นชัยได้ “ลัคกี้ สุกี้” เป็นพันธมิตร ช่วยต่อจิ๊กซอว์แล้ว และเป็นการเจาะตลาดทั่วไป(Mass) จากก่อนหน้าได้พยายามปั้นแบรนด์หม้อร้อนล่าสุดอย่าง “โอโตยะ โอกิ” (OOTOYA OKI) มีจุดเด่นคือ “ชาบูมันปู” เป็นร้านชาบูมันปูเจ้าแรกในไทย เจาะตลาดพรีเมียม เป็นเวลาเสิร์ฟความอร่อยตลาดบนและแมสอย่างลงตัว
ณัฐ เคยเล่าว่า ที่เน้นเอสเอ็มอี บริษัทจะทำให้สมการ 1+1 ได้ผลลัพธ์มากกว่า 2 ด้วย อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาที่เอสเอ็มอีบางรายที่แกร่งตอนนี้ยังไม่สนใจซีอาร์จี เพราะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต่อกรกับผู้เล่นในสมรภูมิร้านอาการได้ และไม่คิดจะขยายสาขาจำนวนาก
“เอสเอ็มอีบางรายแฮปปี้ในสิ่งที่ทำอยู่ หากมาเป็นพันธมิตรกับเรา ต้องมาพร้อมแผนธุรกิจ ต้องเติบโตค่อนข้างมาก”
“ลัคกี้ สุกี้” มีหุ้นส่วน 4 คน และแม่ทัพคนสำคัญอย่าง “รสรินทร์ ติยะวราพรรณ” และ “วิรัตน์ โรจยารุณ” ผู้ร่วมปลุกปั้นธุรกิจ ทั้ง 2 มีวิสัยทัศน์การทำร้านอาหาร การมองฉากทัศน์ที่ไม่มุ่งแข่งขันกับใคร แต่จะทำแบรนด์ ร้านอาหารของตัวเองให้แข็งแรง นั่นเป็น Passion ความมุ่งมั่นที่มี ยังมองว่าการทำบุฟเฟต์ให้ “ราคาถูก” ไม่แฟร์หรือเป็นธรรมกับลูกค้าที่จ่ายเงินมาทาน เพราะสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆคือ “ความคุ้มค่า” ดังนั้น ในการบริหารจัดการจึงมอง 2 อย่างคือ 1.ทำให้ลูกค้ารู้สึก “ชนะ” เมื่อมาใช้บริการ คุ้มมาก 2.บริหารต้นทุนแล้ว “ร้านเหลือกำไร” อาจจะบางหน่อยก็ตาม
“ลูกค้าคุ้ม คือชนะ อีกแง่เราบริหารยังพอเหลือกำไร เป็นผลประกอบการของเรา เพราะตลาดสุกี้แข่งขันเดือด ผู้เล่นมีความแข็งแรง เราต้องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจ” วิรัตน์ โรจยารุณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด เคยกล่าวไว้
สำหรับซีอาร์จี มีร้านอาหารกว่า 20 แบรนด์ เช่น เคเอฟซี มิสเตอร์ โดนัท อานตี้ แอนส์ ชินคันเซ็น ซูชิ ฯ จำนวนร้าน ณ 9 เดือน มีทั้งสิ้น1,414 สาขา(รวมแบรนด์ร่วมทุนทั้งในและต่างประเทศ) และมีรายได้ 9,623 ล้านบาท เติบโตทรงตัว หรือเพิ่มราว 2 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ “กำไรสุทธิ” 575 ล้านบาท เติบโต 36% และปี 2568 ตั้งเป้ารายได้ 17,900 ล้านบาท ขณะที่มิราเคล แพลนเนทมีร้าน ลัคกี้ สุกี้ และ ลัคกี้ บีบีคิว รวม 38 สาขา ปีนี้ตั้งเป้ารายได้แตะ 2,000 ล้านบาท





