กว่า 2 ทศวรรษที่นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ "เสถียร เสถียรธรรมะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาว ผู้ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง และ เบียร์คาราบาว-เบียร์ตะวันแดง ได้รุกธุรกิจค้าปลีก ที่เป็นอีกน่านน้ำใหม่สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ภาพใหญ่รายได้ค้าปลีกปี 2568 คาดการณ์ทำเงินแตะ “แสนล้านบาท” จากร้านซีเจทุกรูปแบบ(ฟอร์แมท) รวมถึงการแปงลงร้านโชห่วยให้ทันสมัยเป็น “ร้านถูกดี มีมาตรฐาน”
"เสถียร” ฉายภาพว่า ปีนี้ค้าปลีกอย่าง “ซีเจ” มีการเติบโตดีอัตราสูงกว่า 30% ปีหน้าหมากรบสำคัญคือการเปิดสาขาเพิ่ม เบื้องต้นจะเปิดซีเจทุกฟอร์แมทรวม 600 สาขา ใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 8 ล้านบาทต่อสาขา หรือรวมไม่ต่ำกว่า 4,800-5,000 ล้านบาท โดย “ซีเจ มอร์” ยังเป็นเรือธงของการบุกตลาด จะใช้พื้นที่เฉลี่ย 1-1 ไร่เศษ เพื่อเปิดสาขา จะมาพร้อมกับร้านค้าพันธมิตร และพื้นที่จอดรถ รวมถึงมีสินค้าหลักหมื่นรายการ(SKUs) ตอบสนองผู้บริโภค
ส่วนโมเดล “ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต” ยังขยาย ใช้พื้นที่ขนาดกว่า 200 ตารางวาขึ้นไป ขณะที่โมเดลไฮบริดค้าปลีก-ค้าส่ง “ซีเจ เอ็กซ์”(CJ X) ใช้พื้นที่ต่ำกว่า 200 ตารางวา ทั้งนี้แต่ละโมเดลขึ้นอยู่กับพื้นที่รองรับลูกค้าหรือ Catchment area และกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย
“ซีเจ เรามีค้าปลีก 2-3 ฟอร์แมท แต่ซีเจ มอร์ คือเรือธง และการที่มีสินค้าจำนวนมากหมื่นเอสเคยูป้อนผู้บริโภค จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายมากขึ้นด้วย”
ปกติการเปิดร้านค้าปลีกภายใต้ “ซีเจ” จะอยู่ที่ 300 สาขาต่อปี ในปี 2568 เปิดประมาณ 420 สาขา ซึ่งการเดินหน้าเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สิ้นปี 2568 บริษัทจะมีค้าปลีกให้บริการลูกค้าเกือบ 2,000 สาขา และแนวทางจากนี้ไป บริษัทวางแผนจะเปิดร้านใหม่เพิ่มเฉลี่ย 600 สาขาต่อปี เบื้องต้นปีหน้าจะเห็นจำนวนร้านแตะ 2,500 สาขา ส่วนแผนนำซีเจเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เป็น “มหาชน” เพื่อระดมทุนยังต้องชะลอไว้ เพราะตลาดทุนไม่เอื้อ
“เป้าหมาย 3 ปีข้างหน้า ซีเจ อยากเติบโตปีละ 30% ที่ผ่านมาเราก็โตแบบนี้ และเฉพาะซีเจ ปี 2568 คาดการณ์ยอดขายระดับ 6 หมื่นล้านบาท ทำกำไรกว่า 5,000 ล้านบาท ส่วนปีหน้ามองยอดขาย 8 หมื่นล้านบาท และปีถัดไปจะเห็นแตะระดับ 1 แสนล้านบาท แต่ถ้าปีนี้รวมค้าปลีกทุกรูปแบบทั้งร้านถูกดี มีมาตรฐาน ยอดขายแตะแสนล้านบาทได้”
เสาหลักหนึ่งกำลังโตวันโตคืน ทว่า “ร้านถูกดี มีมาตรฐาน” เจอมรสุมพอตัว และจำนวนร้านค้ามาเป็นพันธมิตรในการแปลงร้านโชห่วยให้ทันสมัยยังมีเครือข่ายเกือบ 3,000 ร้านเท่านั้น จากฝันใหญ่ของ “เสถียร” มองไว้ที่ระดับ 3 หมื่นร้าน
5-6 ปียัง “พลาดเป้า” ทำให้ “เสถียร” อยู่ระหว่างการศึกษา 2-3 โมเดลใหม่ เพื่อลุยต่อ โดยโจทย์สำคัญคือการ “กำจัดจุดอ่อน” หรือป้องกันสิ่งที่เผชิญคือการที่ร้านค้าพันธมิตรไม่ต้องลงทุน แต่ยังไม่พิจารณาถึงขั้น “ให้ร้านมาร่วมลงทุน” แต่อย่างใด
“ร้านถูกดี มีมาตรฐาน ยังมีร้านค้าเครือข่ายอยู่กับเรา 5-6 ปี เมื่อเดินมาถึงตรงนี้ เราเห็นว่ายังมีช่องทางที่จะไป ภาพใหญ่ซีเจ โตดี แต่ร้านถูกดีฯ ยังขาดทุน”
รายงานข่าวระบุว่า ผู้เล่นในตลาดที่ลุยโมเดลแปรงร้านโชห่วยให้ทันสมัยปัจจุบันเหลือ 2 รายใหญ่ กลุ่มคาราบาว และกลุ่มบีเจซี บิ๊กซีภายใต้ ร้านโดนใจ อีกยักษ์ค้าปลีกยุติไปแล้ว
“คู่แข่งเลิก แต่เราเลิกไม่ได้ เพราะยังมีคู่ค้าพันธมิตรหลายพันราย ร่วมธุรกิจ”
ที่ผ่านมา ร้านถูกดี มีมาตรฐาน เจอมรสุมใหญ่ ดราม่าในสังคมและกลายเป็นคดีความฟ้องร้อง “เสถียร” ย้ำว่า การเปิดร้าน คู่ค้าไม่ต้องลงทุน แต่จะต้องนำส่งยอดขายสินค้าให้กับบริษัททุกเดือน ภายในสิ้นเดือนจะ “แบ่งกำไร” ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อร้านมียอดขายกลับนำเงินที่ได้ไปหมุนเวียนใช้ บ่อยขึ้นจึงไม่มีเงินนำส่งบริษัท ส่งผลให้ “ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง” จึงให้ทีมงานไปตรวจเช็กนับสินค้า บางร้านพบว่าแทบไม่มีสินค้าเลยเนื่องจากนำของไปขายจนหมด การนับเสร็จสิ้นจึงเกิดข้อพิพาทตามมา
“กติกาเราคือ เมื่อขายสินค้าได้จะนำเงินส่งบริษัท สิ้นเดือนแบ่งกำไร แต่ถ้าขายของแล้วนำเงินไปหมุนเรื่อยๆ นานๆเข้าก็เริ่มไม่มีเงินมาคืนบริษัท เมื่อไม่ปฏิบัติตามกติกา ธุรกิจก็อยู่ยาก”
ไตรมาส 4 รัฐบาลมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่ “คนละครึ่งพลัส” และการ “เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่ม” ส่งผลต่อดีร้านค้าปลีกของ “ซีเจ” และร้านถูกดี มีมาตรฐานที่ผู้ประกอบการไปขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการ โดย 3 วันแรก ร้านถูกดี มีมาตรฐานโกยยอดขายโต 4 เท่า วันที่ 2 ยอดขายโต 3 เท่าครึ่ง และวันที่ 3 ยอดขายโต 3 เท่า และภาพรวมทั้ง 2 แบรนด์ กวาดยอดขาย 800 ล้านบาท ในช่วง 2-3 วันแรก





