พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(พ.ร.บ.)ฉบับใหม่ ยังคงสร้างแรงกระเพื่อมหลากมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม รมว.ท่องเที่ยวฯ พร้อมสื่อสารทัวริสต์ให้เข้าใจ เอกชนวอนรัฐทบทวนสาระสำคัญ
ท่องเที่ยวฯ พร้อมสื่อสารข่าวดี ทำความเข้าใจทัวริสต์
นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ย.68 มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วยพร้อมเสนอว่า จากประกาศที่ออกมาก่อนหน้านี้ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมีข้อสงสัยว่าทำไมจึงต้องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และห้ามนั่งดื่มต่อในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. และหลังเวลา 24.00 น. อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรม และตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว
โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เข้าใจจุดยืน และพันธกิจของกระทรวงสาธารณสุขดี แต่เนื่องจากได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ว่าประเด็นดังกล่าวได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจไทยก็ประสานมาว่ามีความเป็นห่วง เพราะประกาศดังกล่าวจะสร้างผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว จึงได้มีการประชุมเร่งด่วนในวันที่ 13 พ.ย.68 และตนได้เสนอให้มีการปลดล็อกประกาศห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาดังกล่าว และเสนอให้ขยายเวลานั่งดื่มต่อได้หลังเวลา 24.00 น.เป็นต้นไป เชื่อว่าผลจะออกมาในทิศทางบวกต่อภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจสถานบันเทิง
“ด้านการสื่อสารทำความเข้าใจประเด็นนี้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงสถานทูตของแต่ละประเทศ หลังจากบางประเทศได้ประกาศเตือนหรือแนะนำพลเมืองถึงข้อกังวลของประกาศห้ามขาย และห้ามนั่งดื่มต่อก่อนหน้านี้ ในที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับประเด็นนี้แล้ว แต่ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เมื่อมีประกาศอย่างเป็นทางการ ก็พร้อมจะทำหน้าที่สื่อสารทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวทันที และนับจากนี้จะมีการเปลี่ยนประกาศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการกินดื่มมากขึ้น โดยไม่ต้องแก้กฎหมายใหม่ ซึ่งสามารถออกประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรีได้ภายใน 15 วัน บังคับใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเสนอเข้า ครม.อีก"
ห่วงพ.ร.บ.น้ำเมาใหม่ กระทบเครื่องยนต์ท่องเที่ยว
นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคาราบาว ผู้ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง และเบียร์คาราบาว-เบียร์ตะวันแดง กล่าวว่า การออกพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(พ.ร.บ.) แต่ละครั้งไม่ได้ส่งผลดีต่อธุรกิจ เศรษฐกิจ และผู้บริโภค รวมถึง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ โดยเฉพาะประเด็นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านที่จำหน่ายได้แต่เกินเวลาห้ามขาย ทั้งนี้ หากมองมิติผลกระทบด้านเศรษฐกิจจะมีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดของเจ้าหน้าที่รัฐ
“พ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ ไม่มีผลบวกอะไรเลย แตกต่างจากเดิม ถ้าคุณยังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้าน พอหลังเที่ยงคืนจะมีความผิดทั้งคนขาย และผู้ดื่ม ซึ่งหากพิจารณาพฤติกรรมผู้บริโภคในการดื่ม เมื่อสั่งสินค้ามาตอน 5 ทุ่ม จะต้องดื่มให้หมดภายในเที่ยงคืน ต้องการมีคำนวณกันวุ่นวาย”
วอนรัฐทบทวนสาระสำคัญกฎหมายน้ำเมา
นายณัฐชัย เตชะวิเชียร ผู้ก่อตั้งโรงเบียร์ Brewave กล่าวว่า พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ต้องการให้ภาครัฐทบทวนเกี่ยวสาระสำคัญของกฎหมายอีกครั้ง เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจคราฟต์เบียร์แทบจะโดนบีบทุกทางอยู่แล้ว ทุกครั้งที่มีการทบทวนในชั้นกรรมาธิการฯ มักถูกอีกฝ่ายใช้ประเด็นการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากความมึนเมามาหักล้างเสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วความประมาทจนทำให้เกิดอุบัติเหตุเป็นการกระทำของปัจเจกบุคคลเท่านั้น
สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไฟเขียวปลดล็อกขายเหล้า-เบียร์ เวลา 14.00-17.00 น. มองว่า ไม่ได้มีผลกระทบกับธุรกิจ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวมีจำนวนลูกค้าเข้ามาใช้บริการไม่มากอยู่แล้ว เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเวลาทำงานของกลุ่มลูกค้า ที่สร้างความกังวลมากกว่า คือ กฎหมายห้ามดื่มในร้านนอกเวลาขาย หรือห้ามนั่งแช่ลากยาวหลังเที่ยงคืน ตรงนี้น่าจะสร้างผลกระทบเยอะพอสมควร เพราะแม้จะมีกระแสข่าวว่า อาจมีการผ่อนปรนให้ลูกค้านั่งต่อได้ถึง 00.30 น. ทว่า พฤติกรรมของลูกค้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น หลัง 22.30 น. ก็คงหยุดสั่งเครื่องดื่มกันแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเรื่องการโฆษณา และประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่มีความชัดเจน มองว่า ควรออกกฎหมายลูกเพื่อสร้างความชัดเจนมากกว่านี้ บางครั้งทางร้านออกสินค้าตัวใหม่ก็ไม่แน่ใจว่า สามารถประกาศให้ลูกค้ารับรู้รับทราบได้หรือไม่ อยากได้กฎหมายลูกตรงนี้ออกมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
กฎหมายไทยขึ้นอยู่กับการตีความ
ด้านแหล่งข่าววงการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ในการแก้ไขหรือออกกฎหมายใหม่ หน่วยงานรัฐต้องมีการปรับให้ทันยุคสมัย สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่สำคัญจะต้องทำอยู่บนหลักของความสุจริต สง่างาม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใดๆ และควรดูตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ที่กฎหมายมีเพียงขาวกับดำ ส่วนไทยขึ้นอยู่กับการตีความ
ขณะที่การออก พ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากมองบริบทโลกถือเป็นหนึ่งในแนวทางการกระตุ้นบริโภค สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ นี่เป็นศาสตร์ที่ทั่วโลกยอมรับ และหากมองประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว สร้างรายได้ 20% ของจีดีพี ด้านหนึ่งมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่อีกด้านบังคับควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มแล้วอาจโดนจับปรับ
“การออกกฎหมาย หนึ่งในสิ่งที่ภาครัฐต้องทำคือ การอธิบายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม อธิบายสังคมในเรื่องที่ยาก เรื่องที่มีความอ่อนไหวให้ประชาชนทุกภาคส่วนเกิดความเข้าใจ”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

