“งานแสดงสินค้า” (Exhibition) หนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของโลก มีบทบาทเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า ผู้ซื้อ และผู้ขาย สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและขยายโอกาสทางธุรกิจจากการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการจ้างงาน
จากรายงาน Global Economic Impact of Exhibitions 2025 โดยสมาคมการแสดงสินค้าโลก (UFI) และ Oxford Economics ระบุว่า ในปี 2567 งานแสดงสินค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.05 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของมูลค่าตลาดโลก และคาดว่าในปี 2568 ตลาดอาเซียนจะเติบโตต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ปนิษฐา บุรี รองประธานกรรมการแห่ง “ภิรัชบุรี กรุ๊ป” ผู้ก่อตั้งศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC)ในฐานะประธานสมาคมการแสดงสินค้าโลก (UFI) ประจำปี พ.ศ. 2568 - 2569 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและทิศทางอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าโลก กล่าวว่า งานแสดงสินค้ามีบทบาทสำคัญในการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจแก่เมืองนั้นๆ อย่างมหาศาล! โดยเฉพาะงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งและถูกจัดเป็นงานประจำปี ไม่มาถือว่าพลาด ต้องบินมาทำธุรกิจให้ได้ บางงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คน บางงานไปถึงระดับ 100,000 คน
หลังจากดูงานเสร็จ ภาคธุรกิจโรงแรมก็ได้อานิสงส์ต่อเนื่อง เมื่องานแสดงสินค้าเลือกปักหมุดในเมืองนั้นๆ แล้ว ก็จะช่วยสร้างการเดินทางซ้ำในทุกๆ ปี ยกตัวอย่าง “เยอรมนี” หนึ่งในเจ้าตลาดงานแสดงสินค้าของโลก มีงานโชว์กระจายถึง 3-4 เมือง มีโครงสร้างพื้นฐานเอื้อ สายการบินมีเที่ยวบินให้บริการเพียงพอ โรงแรมยอดจองเต็ม
“ถ้าเป็นงานแสดงสินค้าในอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญสูง จะมีคนเดินทางเข้ามาแชร์ความรู้ มาเจรจาธุรกิจ สร้างเม็ดเงินสะพัดภายในงาน ทำให้นักเดินทางไม่พลาดงานเหล่านี้ เพราะต้องเอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้น ต้องมาเจอคน มาทำความรู้จัก สร้างความเชื่อใจระหว่างกัน มาสัมผัสเครื่องจักร เพื่อดูว่ากลไกการทำงานเป็นอย่างไร”
ธุรกิจงานแสดงสินค้าในไทยมีมากกว่า 30 ปีแล้ว “เราไม่ได้เด็ก” แต่ก็ไม่ได้วินเทจเหมือนเยอรมนีที่เขามีมาเป็น 100 ปี เมื่อไทยเรายกระดับงานแสดงสินค้าสู่เวทีโลก มีปัจจัยมากมายที่ต้องพิจารณา โดยเฉพาะประเด็น “ภูมิรัฐศาสตร์” ซึ่งเป็นที่ถกกันอย่างมากในสมาคม UFI และประเทศไทยถือว่าโชคดีมากที่มีจุดยืนเป็นกลาง พร้อมต้อนรับคนจากทุกชาติ เพราะผู้จัดงานต่างชาติเองเวลาจะโคลนนิ่งงานไปจัดในประเทศต่างๆ เขาก็ต้องคิดเหมือนกันว่ามี “นักเดินทางไมซ์” (MICE: การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) จากชาติไหนเดินทางเข้าไปไม่ได้หรือไม่ เพราะการที่ประเทศไหนจะมีจุดดึงดูดคนเดินทางเข้า ต้องมีประวัติผลงานที่ดีต่อเนื่อง สามารถสร้างการเข้าถึงของธุรกิจได้ในหลายๆ มิติ
ทั้งนี้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติในการเป็นฮับของภูมิภาคนี้ จากระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่สนับสนุน และนโยบายภาครัฐในด้านการเปิดเสรีทางการค้า การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และมีนโยบายความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเทรนด์ของโลก ส่งผลให้ “สมาคมอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าโลก” หรือ UFI ให้ความไว้วางใจเลือกไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน “UFI Asia Pacific Conference 2026” งานประชุมระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่รวบรวมผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก มาร่วมประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ระหว่างผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า ตัวแทนสถานที่จัดงานและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ และเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และขยายเครือข่ายความร่วมมือกับผู้แสดงสินค้าในภูมิภาคและระดับโลกด้วย
การจัดงาน UFI Asia Pacific 2026 ในครั้งนี้ ยังเป็นการตอกย้ำถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างกัน และทำให้ประเทศไทยใช้โอกาสการจัดงานแสดงศักยภาพการเป็นฮับงานแสดงสินค้าในภูมิภาคเพื่อต้อนรับผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าทั่วโลกมาร่วมประชุม และสร้างโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมในอนาคตอีกด้วย
“และเมื่อดูรายละเอียดของ UFI แล้ว เขามีรายชื่อ TOP 20 ของผู้จัดงานหรือ (Organizer) ทั่วโลก พบว่ากว่า 75% มีการจัดงานในเมืองไทยแล้ว ขนาดเล็กหรือใหญ่แล้วแต่ บางรายอาจจะยังไม่ได้ตั้งสำนักงานในไทย แต่มีพันธมิตรร่วมจัดงาน สะท้อนให้เห็นว่ามีผู้เล่นระดับโลกที่มีโปรไฟล์การจัดงานแตกต่างกันไป ให้ความสำคัญในการเข้ามาจัดงานที่ไทย นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นระดับภูมิภาคที่มีฐานในฮ่องกงหรือมาเลเซีย เขาก็เข้ามาเช่นกัน เพราะเห็นว่าตลาดการจัดงานแสดงสินค้าในไทยตอบโจทย์ เหมือนมีแม่เหล็กดึงดูด ยืนหนึ่งในอาเซียน ท่ามกลางประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่พยายามดันตัวเองให้เติบโตในตลาดนี้”
สำหรับ “3 เทรนด์” ที่อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้ากำลังให้ความสำคัญ ได้แก่ “ความยั่งยืน” (Sustainability) ที่มุ่งเน้นลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการจัดงาน นี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ ทั้งในมุมผู้จัดงานและเจ้าของสถานที่จัดงาน เช่น ทำคาร์บอนฟุตปรินต์ ใช้ผลิตภัณฑ์ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ที่เป็นอันตราย และลดการสร้างขยะ รวมถึง “ดิจิทัลและนวัตกรรม” (Digital Innovation) เน้นใช้เทคโนโลยีในการจัดงาน และ “ประสบการณ์เหมือนจริง” (Immersive Experience) เช่น การใช้ Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) สร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมจากทั่วโลกเชื่อมต่อสัมผัสงานในรูปแบบไฮบริดและโลกเสมือนจริง





