ใครๆ ก็รู้ว่า ธุรกิจเครื่องดื่มโดยเฉพาะร้านชาแข่งขันกันดุเดือดรุนแรงขนาดไหน แม้มีผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ “หน้าใหม่” หวาดกลัว เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่อยากลองอะไรใหม่ๆ เบื่อง่าย เปลี่ยนไว ประกอบกับธุรกิจร้านอาหารที่มี “Barrier of Entry” ต่ำ จึงมีแบรนด์เกิดใหม่ให้เห็นแทบทุกเดือน
“เจี้ยนชา” เป็นอีกหนึ่งแบรนด์น้องใหม่ที่เข้ามาบุกตลาดเกือบๆ 2 ปี ท่ามกลางช่วงเวลาที่การแข่งขันทะลุเพดานไปไกล แต่ด้วยคอนเซปต์ชาผลไม้ครีมชีสที่มีคู่แข่งไม่มาก ทำให้ “เจี้ยนชา” เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ทำเงินในปี 2567 ไปได้ “78 ล้านบาท” พร้อมกับจำนวนสาขาอีก 40 แห่ง ในไทยยังไม่หยุดขยาย ส่วนต่างประเทศตอนนี้เจี้ยนชาเปิดที่ออสเตรเลียไปแล้ว 2 สาขา และภายในปีหน้าจะมีที่สเปน 1 สาขา และสหรัฐอีก 1 สาขา
ขณะเดียวกัน “พลอย-พอลลี่ เฮสันต์” เจ้าของและผู้ก่อตั้งร้านเจี้ยนชาไม่ได้หยุดแค่นั้น แต่ยังปั้นแบรนด์ใหม่เสริมพอร์ตชาฝั่งตะวันตกในชื่อ “Polly Tea” (Polly Atelier Tea) เปิดสาขาแรกที่สยามพารากอนไปแล้วราวๆ 3 สัปดาห์ โดย “พอลลี่” ยังบอกด้วยว่า ตั้งใจพาแบรนด์นี้ไประดับโลกเหมือนกับ “เจี้ยนชา” พร้อมเป้าหมายใหญ่ขยายไป 1,000 สาขาทั่วโลก และเชื่อว่า Polly Tea จะทำได้เร็วกว่าแบรนด์ก่อนหน้าด้วย
“เจี้ยนชา” เป็นตัวแทนสาวเอเชียน Polly Tea คือสาวฝรั่งผมบลอนด์
พอลลี่เล่าว่า แบรนด์ “Polly Tea” มาจากความตั้งใจในการทำชาช่วงยุคเริ่มต้นของยุโรป จากที่ได้มีโอกาสศึกษาประวัติศาสตร์การเดินทางของชายาวนานนับพันปี ได้เห็นถึงวัฒนธรรมการดื่มชาตั้งแต่ยุคเจ้าหญิงแคทเธอรีนแห่งโปรตุเกส เป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรม “Afternoon Tea” จนมาถึงการดื่มชาอัสสัมที่อังกฤษนำไปต่อยอดภายหลัง
ความแตกต่างระหว่าง “เจี้ยนชา” และ “Polly Tea” คือเบสชาที่แบรนด์ใหม่จะเน้นไปทางชานมและชาอัสสัม ส่วนเจี้ยนชามีจุดยืนเป็นชาผลไม้พรีเมียม หากเปรียบเทียบเป็นผู้หญิง “เจี้ยนชา” คือสาวเอเชียน ส่วน “Polly Tea” เป็นสาวผมบลอนด์ ทั้งสองแบรนด์อยู่บนพื้นฐานของการทำชาสองยุคที่แตกต่างกัน
เทียบเคียงกันในตลาดตอนนี้ “พอลลี่” มองว่า Polly Tea ยังไม่มีคู่แข่งโดยตรง เป็นโอกาสที่สามารถแทรกตัวเข้าไปได้ ประกอบกับเรื่องการบริหารจัดการหลังบ้านที่เธอบอกว่า Polly Tea บริหารจัดการง่ายกว่าเจี้ยนชา มีเบสชาให้เลือกเยอะ พรีเมียมขึ้น ทำเพราะอยากพัฒนาการทำชาไปอีกขั้น จึงตัดสินใจปั้นแบรนด์ใหม่ สนนราคาเริ่มต้นแก้วละ 95 บาท ไปจนถึง 165 บาท ราคาใกล้เคียงกับเจี้ยนชา
ด้านชื่อ Polly Tea ที่มาจากชื่อจริงของพอลลี่ เพราะมองว่า คำว่า “POLLY” มีความน่าสนใจในตัวอยู่แล้ว ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ดูดียิ่งขึ้น กลิ่นอายก็ออกไปทางยุโรป-ตะวันตก โดยเลือกโลเคชันในห้างสรรพสินค้าและร้านสแตนอโลนเหมือนกับเจี้ยนชา
ปีหน้าเร่งขยาย 30 สาขา ลุยโมเดลแฟรนไชส์เหมือนเจี้ยนชา
แม้ใครจะบอกว่า การแข่งขันในตลาดชาดุเดือด แต่ “พอลลี่” มองว่า ชาพรีเมียมยังโตได้อีกเรื่อยๆ ไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่ต้องมองไกลไปถึงเทรนด์โลก เพราะความตั้งใจตั้งแต่แรก คือการส่งแบรนด์ไปปักหมุดต่างประเทศ มูลค่าตลาดชาทั่วโลกสูงมาก หากกินส่วนแบ่งได้เพียง 1% ก็นับว่าเยอะมากแล้ว
สำหรับแบรนด์ Polly Tea ตั้งใจขยายด้วยโมเดลแฟรนไชส์เหมือนกันเจี้ยนชา คาดว่า จบไตรมาสที่ 1 ปี 2569 จะมี Polly Tea 30 สาขา “พอลลี่” เชื่อว่า แบรนด์นี้จะโตและสเกลได้เร็วกว่าเจี้ยนชา ด้วยเหตุผลเรื่องการจัดการที่ง่ายกว่า ขณะที่เจี้ยนชามีความซับซ้อนในการบริหารจัดการ ที่สำคัญ มองว่า คอนเซปต์ของ Polly Tea ยังโดดเด่น-ไม่ซ้ำกับใครในตลาด
ทั้งสองแบรนด์มีค่าใช้จ่ายแพ็กเกจแฟรนไชส์เท่าๆ กัน รวมงบก่อสร้างทุกอย่างแล้วอยู่ที่ 5-6 ล้านบาท แต่การคัดเลือกแฟรนไชส์ก็มีความสำคัญ ต้องมีมาตรฐาน ร้านค้าต้องพร้อมเติบโตไปกับแบรนด์ เข้าใจระบบงาน และต้องเคยมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจเครื่องดื่มหรือรูปแบบธุรกิจในลักษณะคล้ายกันมาก่อน
“เรามีร้าน Prototype ทุกๆ ที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแฟรนไชส์ว่า โมเดลนี้ไปได้ เจี้ยนชามีในห้างและปั๊มน้ำมันด้วย เพื่อการันตีว่า ทุกที่สามารถเปิดได้ ซึ่งโมเดลการขยายของร้านชาขนาดประมาณนี้ยังไม่ค่อยมีใครทำแฟรนไชส์ ต่างประเทศเราก็มีวางแผนเรื่องแฟรนไชส์ไว้แล้ว จริงๆ ตอนนี้ที่เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ก็กำลังเตรียมทำแฟรนไชส์เหมือนกัน”
พาเจี้ยนชาไปต่างประเทศแล้ว ปีหน้าพา Polly Tea ไปด้วย มองยุโรปเป็นแห่งแรก
ความตั้งใจในการเป็นแบรนด์ระดับโลกไม่ได้หยุดแค่เจี้ยนชา “พอลลี่” บอกว่า ปีหน้าภายในไตรมาสที่ 2 จะพา Polly Tea ไปต่างประเทศด้วย การขยายสาขาสามารถไปตามเจี้ยนชาได้เลย เจี้ยนชาไปจุดไหน จะพา Polly Tea ไปด้วย เกณฑ์ในการเลือกปักหมุดอยากให้เป็นประเทศที่มี GDP ค่อนข้างสูง แม้จะมีความยากทั้งเรื่องการนำเข้า-ส่งออก การขอใบอนุญาตต่างๆ แต่ถ้าทำได้ก็จะยิ่งสร้างโอกาสในการแข่งขัน เพิ่มความแข็งแรงให้กับแบรนด์ได้มากขึ้น
พอลลี่แชร์ว่า จะเข้าไปตลาดต่างประเทศได้ต้องมีความเข้าใจพฤติกรรมของคนในท้องถิ่น ต้องรู้ “Roadmap” การใช้ชีวิต เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันหรือไลฟ์สไตล์ของเขา มีการปรับไลน์เมนูด้วยสัดส่วน 80% ยืนพื้นเหมือนเดิม และอีก 20% ปรับให้เป็นรสชาติแบบที่คนในพื้นที่ชื่นชอบ มี “Seasonal Menu” ที่เหมาะกับช่วงเวลานั้นๆ
สำหรับโลเคชันที่ “เจี้ยนชา” เข้าไปบุกตลาดออสเตรเลีย อยู่โซนใจกลางเมืองเหมือนกับสยามสแควร์ที่ไทย ที่เลือกเมลเบิร์นก่อนเพราะมีคนเอเชียอาศัยอยู่เยอะ มีร้านอาหารไทยและร้านอาหารเอเชียจำนวนมาก หากเทียบกับซิดนีย์ที่เมลเบิร์นมีขั้นตอนการทำงานและงบลงทุนที่บริหารจัดการได้ง่ายกว่าด้วย
สัดส่วนลูกค้าตอนนี้เป็นคนเอเชียราวๆ 50-60% และในปีหน้าจะได้เห็น Polly Tea เข้าไปปักหลักใกล้ๆ กัน โดยตอนนี้อยากเปิดในไทยให้ได้ก่อนสัก 20-30 สาขา หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการทำ SOP วางระบบการขยาย เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ไปต่อในรูปแบบนี้ได้
ด้านแผนของ “เจี้ยนชา” ที่บุกต่างประเทศไปก่อนหน้านี้แล้ว “พอลลี่” อยากให้มีที่สเปน 5 สาขา ภายใน 2 ปี มองโลเคชันสเปนเป็นแห่งแรกในยุโรปด้วยปัจจัยเรื่องการขนส่งสินค้า รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลไปสเปนค่อนข้างเยอะ การเข้าไปอยู่ในสเปนจะช่วยจุดพลุให้กับเจี้ยนชาในฐานะ “Global Brand” และภายใน 5 ปี อยากมี 200 สาขาทั่วยุโรป
มั่นใจว่า ทำสำเร็จได้ เพราะเทรนด์การกินชาของฝั่งตะวันตกยังช้ากว่าเอเชียหลายปี ตอนนี้เด็กรุ่นใหม่ในยุโรปเริ่มหันมาดื่มชามากขึ้น มีทั้งแบรนด์ชาจีนและชาไต้หวันอยู่ในสเปนหลายแห่งแล้ว ยังมีโอกาสให้เจี้ยนชาเติบโตและเป็นผู้ชนะได้
Polly Tea ต้องมี 1,000 สาขาทั่วโลก เป้าหมายใหญ่ IPO ที่สหรัฐ
พอลลี่บอกว่า เป้าหมายของ Polly Tea ไม่แตกต่างกับเจี้ยนชา ต้องการมี 1,000 สาขาทั่วโลก ภายใน 5 ปีนับจากนี้ เฉพาะปี 2569 อยากทำให้ได้ 100 สาขาในประเทศ อยากให้เครือเจี้ยนชาเป็น “Top of mind” ในใจผู้บริโภค ในหนึ่งสัปดาห์อาจจะอยากกินชาผลไม้ อีกวันอยากกินชานม ชาอัสสัม ก็มีเสิร์ฟให้ด้วยเหมือนกัน
เมื่อถามเรื่องรายได้ในปีนี้และปีหน้าหลังจากมีแบรนด์ใหม่เข้ามาเสริมพอร์ต “พอลลี่” บอกว่า ตนเองไม่ได้ตั้งเป้าเป็นตัวเลขในเชิงรายได้ แต่วางไว้ด้วยจำนวนสาขามากกว่า ซึ่งนอกจากธุรกิจชา “พอลลี่” ยังมีธุรกิจสปาในชื่อ “ใจฉันสปา” บนห้างสยามดิสคัฟเวอรี ต้องการส่งออกไปทั่วโลกทั้ง 3 แบรนด์ ธุรกิจเครื่องดื่มมีศักยภาพ ธุรกิจ “Wellness” เองก็มีโอกาสโตต่ออีกไกล มองเรื่องความยั่งยืนของธุรกิจ ยิ่งขยายได้มากเท่าไหร่ โอกาสในการยืนระยะได้ก็ค่อนข้างสูง
ความยากและความท้าทาย คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพราะบริษัทโตแบบก้าวกระโดดจาก “Local” ไป “Global” กระโดดไปยุโรปและสหรัฐเลย จึงมีความท้าทายตรงนี้มาก โดยปัจจุบันทีมหลังบ้านของบริษัทมีกันทั้งหมด 60 คน ดูแลทั้งเจี้ยนชาและ Polly Tea
ด้านแผนอื่นๆ “พอลลี่” ตั้งใจนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่สหรัฐ ระบุว่า บริษัทในไทยตอนนี้เป็นบริษัทลูก มีบริษัทแม่จดทะเบียนอยู่ที่ฮ่องกง มีการวางแผนโครงสร้างบริษัทไว้ทั้งหมดแล้ว ตอนนี้เป็นการเติบโตหลายๆ ด้านพร้อมกัน ยกเครดิตให้ทีมงาน เพราะทีมเก่ง เอาอยู่ ตนจึงมีเวลาไปสำรวจตลาดต่างประเทศมากขึ้น
เป้าหมาย IPO ที่สหรัฐ ให้กรอบเวลาอีก 5 ปีเช่นกัน โดยวางแผนนำเข้าตลาดทั้งสองแบรนด์ ในอนาคตอาจมีการยุบรวมให้อยู่ภายใต้เจี้ยนชาโฮลดิ้ง ตอนนี้ยังแยกบริษัทกันอยู่ ไปพร้อมกันน่าจะสร้างความแข็งแกร่งได้มากกว่า แง้มว่า อนาคตอาจได้เห็นการแตกแบรนด์เบเกอรี่เพิ่มเติมด้วย

