กว่าจะปัง! ใช้เวลา 8 ปีทำธุรกิจ "ตั๊กบ้านโตน" ดังด้วยไวรัล แต่โตเพราะรักษามาตรฐานสินค้า เสิร์ฟความอร่อยที่แตกต่าง ทำตลาดให้เหมือนใช้ชีวิตประจำวัน สูตรเคลื่อนธุรกิจ สไตล์เอสเอ็มอี
"เอสเอ็มอี" หนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญเคลื่อนธุรกิจไทย ในแต่ละวันมีผู้ประกอบการขนาดเล็ก หน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน บางคนกล้าที่จะลงทุน ท้าทายทุกอุปสรรค บางราย “กลัว” ความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การ “เจ๊ง”
“ตั๊กบ้านโตน” ร้านหมูกะทะที่ทำให้ชื่อของ “ณัฐกิตติ์ พุทธยากูล” ผู้ก่อตั้ง โตนค่าเฟ่ และร้านหมูกระทะ “ตั๊กบ้านโตน” ถูกสปอร์ตไลท์ส่องมากขึ้น เพราะสามารถทำร้านอาหารให้ดัง กลายเป็นไวรัล และผู้คนจากทุกสารทิศทั่วไทย ต้องแห่จองคิวเพื่อไปลิ้มลองความอร่อย
กว่าจะสำเร็จ ไม่ง่าย เพราะ “ณัฐกิตติ์” ผ่านการล้มลุกคลุกคลานมาก่อน จึงแบ่งปันเรื่องราว ประสบการณ์ผ่านเวที SME Thailand Future Day 2026 – Recode Your Game. Reset Your Biz กับหัวข้อ “เทคนิคการทำตลาดให้ประสบความสำเร็จ สำหรับ SME ไซส์เล็ก”
“กว่าจะมีรางวัลอย่างวันนี้ ผมทำธุรกิจมาเข้าปีที่ 8 มีล้มบ้าง เจ็บตัวบ้าง ไม่ราบรื่นเลย” ณัฐกิตติ์ เผยเส้นทางการทำธุรกิจ แม้จะมีคัมภีร์ คลังการทำอาหารจากการร่ำเรียนคหกรรมมาก็ตาม
“ณัฐกิตติ์” มีคาเฟ่เล็กๆ โตนคาเฟ่ มีร้านเบเกอรี ทว่า “ตั๊กบ้านโตน” เป็นร้านดังที่เกิดจากความไม่ได้ตั้งใจในการทำตลาด แต่เพราะมีลูกค้าไปทานหมูกะทะแล้วนำเสนอคอนเทนต์ผ่าน TikTok จนเกิดเป็นไวรัลให้คนตามรอยไปลิ้มลองความอร่อย
วันที่ลูกค้ามาต่อแถวรอกินหมูกระทะ 40 คิว ก็ยังไม่ทราบเรื่อง แต่ถูกเพื่อนทักว่าปิดร้าน จนต้องไปดู และพบว่ากลยุทธ์การตลาดของร้านเกิดจาก การบอกต่อ(Word of Mouth) ของผู้บริโภค
“ตั๊กบ้านโตน” เพิ่งเปิดมาราว 7 เดือน ทว่า การทำตลากจากวันแรกจนถึงปัจจุบัน “งบประมาณการตลาดเป็นศูนย์” หรือ Zero Budget แต่ความคุ้มค่า(ROI) ล้นหลาม โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มารอทานหมูกระทะ เพราะจองวันนี้ “คิวเต็มถึงเดือนเมษายน ปี 69” ในวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดา ยังมีคิวว่างอยู่บ้าง ต้อง walk in ไปหน้าร้านเอง
นอกจากนี้ ความสำเร็จด้านยอดขายถือว่า “เกินคาด” เนื่องจากทำเงินไปราว 1.2-1.6 ล้านบาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยอยู่ระดับ 1.5 ล้านบาทต่อเดือน และคาดการณ์สิ้นปี 2568 ยอดขายจะทะลุ 10 ล้านบาท
“ยอดขายเกินคาดมาก เพราะเปิดมาเดิมตั้งใจแค่ให้มีลูกค้าเข้ามานั่งทานให้เต็มร้านทั้ง 17 โต๊ะ ไม่ได้คิดถึงยอดขายเท่าไหร่ คิดว่าเปิดแล้วอยากให้คนได้ทานหมูกะทะอร่อย แปลก ไม่เหมือนใคร”
แม้ยอดขายจะเกินความคาดหวังไปสูงมาก จนถึงวันนี้ “ณัฐกิตติ์” ก็ไม่ตั้งเป้าตัวเลขการเติบโตเชิงเม็ดเงิน เพราะจะเป็นการ “กดดันตัวเอง” มากเกินไป แต่อย่างน้อยการลุกขั้นมาลุยธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ เปิดคาเฟ่ มีร้านเบเกอรี จนถึงร้านหมูกระทะ นับว่าเป็นการมาถูกทาง
ร้านหมูกระทะ “ตั๊กบ้านโตน” เกิดจาก “ณัฐกิตติ์” ได้สูตรลับจากรุ่นพี่ชื่อ “ตั๊ก” ในจังหวัดชัยนาท แล้วนำมาต่อยอดพัฒนาสูตรร่วม 2 ปี จนกลายเป็นหมูกระทะที่สร้างความแตกต่าง โดยมีกากหมูเจียวเรียกเสียง “ซู่” เมื่อเทลงบนกระทะปิ้งย่าง มีคะน้าทานเคียง มีมะนาวบีบช่วยชูรสชาติให้เด่นและแซ่บยิ่งขึ้น มีน้ำสับปะรดทานปิดท้ายตัดเลี่ยน เป็นต้น
“เมื่อได้สูตรต้นตำรับจากพี่ตั๊ก ได้มาทำการบ้านจะขายหมูกระทะอย่างไรให้แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่น เราต้องรู้จักสินค้าตัวเองให้ชัดเจน มีจุดแข็ง ดีอย่างไร จึงรังสรรค์หมูกระทะที่มีกากหมูโรยในชามหมู เทลงบนกระทะได้ยินเสียงซู่ เป็นสัมผัสแรก มีน้ำจิ้มที่ทานแล้วไม่เหมือนใคร หรือทานคู่กับหมูสูตรเท่านั้น กินคู่กันแล้วต้องไม่เหมือนทั่วไป สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง”
การทำตลาด มีการสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจหรือ Storytelling พร้อมกับใส่ใจเติม “รายละเอียด” เข้าไปในมื้ออาหารที่เสิร์ฟ เช่น จานเสิร์ฟผักมีกิมมิกจากประโยคกินผักแล้วขมกินผมดีกว่า มีคีย์เวิร์ด คำนี้ขึ้นสวรรค์ ไว้บอกต่อ ด้านบริการ วันสำคัญของลูกค้าจะมีการจัดแต่งโต๊ะเตรียมดอกไม้ไว้ต้อนรับ คนอกหักมาทานมีร้องหมีคอยนั่งข้างๆคลายเหงา สะท้อนการคอยซัพพอร์ตลูกค้า
นอกจากนี้ ตอนเปิดร้านระยะแรกมีพนักงาน 9 คน ภายหลังเพิ่มเป็น 17 คน เพื่อเสริมด้านบริการ เก็บโต๊ะ เสิร์ฟอาหารภายในกี่นาที มีเกณฑ์กำหนดไว้ครบครัน เพราะอาหารคือหัวใจสำคัญ “การรักษามาตรฐาน” ต้องยึดถือไว้ หากผักช้ำกากหมูเจียวไม่ได้สี คุณภาพตามที่วางไว้ต้องไม่เสิร์ฟ ลูกค้าที่มารอคิวนานมีไอศกรีมให้ทาน เป็นต้น
ส่วนร้านมีการตกแต่งบรรยากาศให้ลูกค้าเข้ามาแล้ว “ต้องถ่ายรูป” แล้วแชร์ โพสต์ลงบนสื่อออนไลน์ สร้างสรรค์คอนเทนต์เป็น “กระบอกเสียง" ในการสร้างการรับรู้แบรนด์(Brand Awareness) เกิดการบอกต่อไปยังกลุ่มเป้าหมายตัวจริง โดยไม่ต้องพึ่งพาการยิงโฆษณาออนไลน์
“กลยุทธ์เราทำให้ลูกค้าถ่ายรูปสินค้าในร้านให้ได้ แล้วบอกต่อปากต่อปากเหมือนการยิงแอดตรงกับลูกค้าเป้าหมายมากสุด ซึ่งงบการตลาดเราศูนย์บาท เป็นออแกนิก 100% เพราะเกิดจากลูกค้าทานหมูกระทะแล้วประทับใจแชร์บอกต่อประสบการณ์ที่ได้รับจากทางร้าน”
ทั้งนี้ ลูกค้าที่มาทานหมูกระทะ “ตั๊กบ้านโตน” มีหลากหลายเพศ วัย และมาจากทั่วถิ่นแดนไทย บางรายขับรถจักรยานยนต์ 200 กิโลเมตร(กม.) เพื่อมาทาน บางรายจ่ายเงิน 4,000-5,000 บาท นั่งเครื่องบินมาทานหมูกระทะราคา 350 บาท ซึ่งที่ไกลสุดเป็นคนไทยจากสหรัฐฯ ที่ไปรอคิวทาน
“การคอนเทนต์สื่อสารการตลาดต้องทำสม่ำเสมอเหมือนเรื่องในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างแบรนด์” ซึ่ง “ตาล วรัญญา พจนาภรณ์” (แฟนสาว) รับหน้าที่นี้ ขณะที่ ซึ่ง “ณัฐกิตติ์” รบบทดูแลสูตรและภาพรวมในร้าน
7 เดือน เป็นเพียงการลงสนามระยะเริ่มต้น ในการจะชนะใจผู้บริโภค “ณัฐกิตติ์” บอกว่า การเสิร์ฟเมนู วัตถุดิบคุณภาพ รักษามาตรฐานสม่ำเสมอสำคัญมาก บริการที่ดี การสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงานกับลูกค้า ต้องไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ยอมรับว่าบางครั้งลูกค้ารอคิวนาน อาจมีความไม่เข้าใจ อารมณ์ร้อนบ้าง ทำให้ต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าแตกต่างกันไป
จากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และอยู่ภูธร ปี 2569 “ณัฐกิตติ์” อยากพาแบรนด์ “ตั๊กบ้านโตน” เข้าเขตเมืองกรุงเทพฯและปริมณฑล เบื้องต้นเล็งทำเล “นครปฐม” หากจะเปิดร้านใหม่คาดใช้งบลงทุนไม่เกิน 2 ล้านบาท มีขนาด 30 ที่นั่ง แม้จะมีเพื่อนแนะนำทำเลรัชโยธิน แต่ยังไม่ตอบโจทย์
“เป้าหมายปีหน้าอยากพาตั๊กบ้านโตนออกจากพื้นที่อุทัยธานี พยายามทำการบ้านอย่างหนัก เพราะการเข้าเมืองใหญ่ ไม่กล้าสู้กับแบรนด์ใหญ่ ด้วยประสบการณ์ต่างๆและเราต้องพิจารณาว่าแบรนด์เราไปต่อได้ ไม่ใช่แค่เกิดเพราะกระแส”
ในฐานะเอสเอ็มอี มีประสบการณ์ทำธุรกิจร่วม 8 ปีแล้ว มีข้อเสนอแนะผู้ประกอบการหน้าใหม่จะลงสนาม ต้องรู้จักสินค้าตัวเองให้ถ่องแท้ ขายสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่ตนเองหรือแบรนด์อยากขายอะไร ต้องมีความจริงใจ เพราะจะทำให้กล้าสื่อสารได้เต็มปากว่ามอบของดีให้ผู้บริโภค แบรนด์ต้องจริงใจ เป็นตัวเองให้มากสุด เสิร์ฟตัวตนที่แท้จริง ไม่สร้างภาพ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า นำเรื่องราวสร้างสรรค์คอนเทนต์ ดึงอัตลักษณ์ของดีในท้องถิ่นมาต่อยอด
“ที่สำคัญถ้ามีโอกาสลุยเลย ถ้าเกิดความกลัว การปัดความกลัว สำหรับผม เป็นคนที่ไม่รอ ถ้ามีโอกาสลุยเลย ถ้ามัวแต่รอไม่เกิดขึ้นแน่นอน กล้าที่จะทำ กล้าที่จะลงทุน หาจุดขายสินค้าให้เจอ ทำเถอะ..สักวันจะเติบโต เหมือนผมที่กว่าจะได้รางวัลนี้เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว”





