วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

วานนี้ (29 ต.ค.) “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การท่องเที่ยวกับอนาคตประเทศไทย” ในการประชุมสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) หลังจากรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนท่องเที่ยว ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มเดินสายพบภาคเอกชนทุกเซ็กเตอร์ จัดเตรียมนโยบายพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569

อภิสิทธิ์ ฉายภาพว่า “เศรษฐกิจไทยมีปัญญายืดเยื้อมาเกิน 10 ปี ปัจจุบันเติบโต 2% ต่อปีก็โล่งใจกันแล้ว เป็นอัตราเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค ทั้งที่ในอดีตเคยโตได้ถึง 7% ต่อปี โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยและคุณภาพชีวิตคนไทยจะดีขึ้นไม่ได้เลยถ้ายังโตแบบ 10 ปีที่ผ่านมา”

“ภาคการท่องเที่ยว” ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เห็นชัดจากช่วงโควิด-19 ระบาด เมื่อภาคการท่องเที่ยวเจอปัญหา เศรษฐกิจไทยก็เดือดร้อนไปด้วย แม้คาดกันว่าภาคท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวได้เร็วหลังโควิด แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤติเมื่อปี 2562 ที่เคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 40 ล้านคน โดยในปี 2568 แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดต่ำกว่าเป้าหมายและอาจลดลงกว่าปีก่อน

“พอไทยเจอการระบาดของโควิด เศรษฐกิจก็ทรุดลง ทุกคนมีความหวังว่า เมื่อไรที่เปิดประเทศได้ เศรษฐกิจก็จะกลับมาดี การท่องเที่ยวจะกลับมาดี เพราะเราเคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 40 ล้านคนต่อปีก่อนโควิด พอหลุดพ้นมาได้ เรานึกว่าจะกลับไปสู่จุดนั้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในเชิงจำนวนและยอดการใช้จ่าย แต่สิ่งที่เราพบวันนี้คือตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติมีโอกาสต่ำกว่าปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าเกิดปัญหาแล้ว เครื่องจักรท่องเที่ยวที่เคยมีการเติบโตเร็ว วันนี้ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ผมจึงอยากนำเสนอความห่วงใยในหลายปัญหา ภาคการเมืองต้องเร่งผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาเข้มแข็ง

‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

สำหรับปัญหาหลักอย่างแรกคือ “นักท่องเที่ยวจีน” หายไปอย่างไม่น่าเชื่อ โดยก่อนโควิดเคยเดินทางมาไทยกว่า 10 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย กลับได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีน

สาเหตุสำคัญไม่ใช่เพราะนโยบายของจีนที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ แต่เพราะคนจีนรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” เมื่อมาไทย จากคลิปและข่าวที่เคยไวรัลบนโซเชียลมีเดียพูดถึงการลักพาตัว การค้าอวัยวะ และการเชื่อมโยงถึง “สแกมเมอร์” กับ “ธุรกิจสีเทา” ในไทย ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่จัดการอย่างจริงจังกับ “ปัญหาความปลอดภัย” และ “กลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย” ทางการจีนก็ยังไม่มั่นใจที่จะส่งเสริมให้คนมาท่องเที่ยวไทย ระบบราชการและเจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาดเพื่อฟื้นภาพลักษณ์ประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา

“เราจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาตลาดนักท่องเที่ยวจีน ก่อนหน้านี้ผมฟังผู้รับผิดชอบจากภาครัฐ หลายคนยังหลอกตัวเองว่าเป็นเพราะนโยบายของทางการจีนที่เน้นส่งเสริมให้ชาวจีนเที่ยวในประเทศ แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ไปญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซียกลับเติบโตมาก ส่วนจำนวนเดินทางเข้าไทยกลับลดลง ทั้งที่ปี 2568 ควรเป็นปีที่มีชาวจีนเที่ยวไทยมากกว่าปีอื่นๆ เพราะครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยสังเกตว่ามีเรื่องต่างๆ ที่ทางการจีนอยากให้ทำ หนึ่งในนั้นคือความปลอดภัย ตราบใดที่รัฐบาลไทยยังไม่จริงจังเรื่องนี้ ก็ไม่เห็นว่าทางการจีนจะปล่อยให้คนของเขามาเที่ยวไทย”

ขณะเดียวกัน ปัจจัย “ค่าเงินบาท” ที่แข็งค่าเกินจริง ทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน นักท่องเที่ยวบางตลาด เช่น รัสเซีย จำนวนมากหันไปเที่ยวเวียดนามแทน หวังว่าประเทศคู่แข่งเหล่านี้จะไม่ได้ชิงลูกค้าไปจากไทยแบบถาวร เพราะไทยยังมีศักยภาพดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางซ้ำซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่ามาก

อภิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พร้อมกันนี้ยังได้เสนอ “การบ้าน 5 ข้อ” ที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อยกระดับภาคการท่องเที่ยวไทย ได้แก่

1.การกระจายความหลากหลายของตลาด ด้วยการส่งเสริมให้ตลาดท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ (กรุ๊ปทัวร์) ปรับตัวรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมไม่เหมือนเดิม ประกอบกับสถานการณ์ตลาดหลักอย่าง “นักท่องเที่ยวจีน”​ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัย จำเป็นต้องส่งเสริมความหลากหลายที่มาของตลาด

2. การสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ในการใช้จ่ายเพื่อลดต้นทุนในการลงทุนด้านความยั่งยืน ให้สอดรับกับเทรนด์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่แสวงหาการท่องเที่ยวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

3.การเพิ่มพูนทักษะ ยกระดับมาตรฐานอาชีพคนท่องเที่ยว บูรณาการนำเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

4.ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงทุกระบบ เพื่อต่อยอดการท่องเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

และ 5.อุดช่องว่างการทำตลาดท่องเที่ยวไทย มุ่งขยายฐานการโปรโมตผ่านอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติ สร้างพลังการดึงดูดนักท่องเที่ยว

‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการแอตต้า กล่าวว่า “แอตต้า” มี 3 ข้อเสนอถึงภาครัฐเพื่อเร่งยกระดับภาคการท่องเที่ยวไทย ได้แก่ 1.สร้างระบบ “National Tourism Intelligence Platform” เปลี่ยนจากการท่องเที่ยวแบบนับหัว เป็นการบริหารด้วยข้อมูล ด้วยการจัดตั้งแพลตฟอร์มระดับชาติที่รวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์จากหลายแหล่ง ทั้งด่านตรวจคนเข้าเมือง สายการบิน บริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ โรงแรม บัตรเครดิต โทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม การใช้จ่าย เส้นทางเดินทาง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถคาดการณ์แนวโน้มการเดินทางล่วงหน้า เช่น ในตลาดจีน อินเดีย และอาเซียน ได้อย่างแม่นยำ

พร้อมช่วยวางระบบ Carrying Capacity และ Risk Map ของแต่ละจังหวัด และนำข้อมูลนี้ไปใช้วัดผลเชิงคุณภาพแทนปริมาณ เช่น รายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยว หรือสัดส่วนการใช้บริการท้องถิ่น นี่คือการสร้าง “สมองกลางของการท่องเที่ยว” ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและสเปนใช้เป็นฐานในการบริหารเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั้งระบบ

2.ปฏิรูประบบ “Destination Governance” จากส่วนกลางสั่งการ สู่การบริหารแบบร่วมมือระดับพื้นที่ ให้รัฐบาลออกแบบ “Tourism Management Zone” แต่ละภูมิภาคมี Regional Tourism Board ที่มีอำนาจจริงในการตัดสินใจด้านงบประมาณ แผนงาน และการบริหารทรัพยากร โดยมี 3 ภาคส่วนร่วมกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน

พร้อมเสนอให้ตั้ง “ซีอีโอการท่องเที่ยว” (Tourism CEO) ของแต่ละภูมิภาคที่มี KPI ชัดเจนด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน พร้อมปรับบทบาทของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จาก “ผู้จัดงาน” เป็น “ผู้กำหนดมาตรฐานและกลไกสนับสนุน” นอกจากนี้เสนอให้ใช้งบประมาณแบบ “Matching Fund” ที่ให้เอกชนและท้องถิ่นร่วมลงทุน เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนจากการทำแคมเปญท่องเที่ยวไปสู่การสร้างระบบด้านการท่องเที่ยวที่บริหารได้จริง

และ 3.ลงทุนระยะยาวใน “Tourism Human Capital & Trust Economy” เพราะเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยต้องอาศัยความเชื่อมั่นมากกว่าการโฆษณา เสนอให้จัดตั้ง Thailand Tourism Academy ทำหน้าที่พัฒนาและรับรองมาตรฐานแรงงานท่องเที่ยวทั้งระบบ รวมถึงทักษะด้านดิจิทัลและเอไอ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยและองค์กรนานาชาติ เช่น WTTC และ UNWTO โดยใช้โมเดล Lifelong Learning Credit ให้แรงงานท่องเที่ยวสะสมหน่วยกิตเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมพัฒนาระบบ Tourism Trust Mark สำหรับผู้ประกอบการและจุดหมายที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ความยั่งยืน และจริยธรรม ส่งเสริม Safe & Trusted Thailand เป็นแบรนด์กลางของประเทศ

‘อภิสิทธิ์’ แนะ 5 ข้อเสนอปลุกท่องเที่ยวไทยโตยั่งยืน  ล้างธุรกิจสีเทา-ฟื้นเชื่อมั่นปลอดภัยดึงตลาดจีน

อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์