‘ไทย’ ยืนหนึ่ง ‘งานแสดงสินค้า’ แห่งอาเซียน ชู New S-Curve รับเทรนด์โลก! ดันรายได้โตสู่ 1.13 แสนล้าน

‘ไทย’ ยืนหนึ่ง ‘งานแสดงสินค้า’ แห่งอาเซียน ชู New S-Curve รับเทรนด์โลก! ดันรายได้โตสู่ 1.13 แสนล้าน

ทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรม “งานแสดงสินค้า” (Exhibition) ของประเทศไทย กำลังต่อยอดจากความแข็งแกร่งและปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ ที่ประเทศไทยสั่งสมมาจนได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ทั้งในแง่ทำเลที่ตั้งใจกลางภูมิภาค “อาเซียน” และการเป็น “ศูนย์กลางการบิน” ของภูมิภาค ทำให้มีความสะดวกในการเดินทางเข้ามาประกอบธุรกิจ

ในแง่โครงสร้างพื้นฐาน “สถานที่จัดงาน” และ “สถานที่พัก” ครบเครื่องทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลาย เพราะนอกจากจะมีจำนวนเพียงพอแล้ว ยังได้มาตรฐานสากลและมีผลงานความสำเร็จของการจัดงานระดับนานาชาติมากมาย ขณะเดียวกัน “นโยบายภาครัฐ” เปิดกว้างทางการค้าและการลงทุน มีการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น การแพทย์ อาหาร พลังงาน ดิจิทัล ล้วนสร้างโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายสาขา รวมถึงระบบนิเวศอุตสาหกรรมการแสดงสินค้ามีความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชน

ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า “ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงานแสดงสินค้าระดับ ASEAN Edition หลายรายการของผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ตอกย้ำบทบาทประเทศไทยเป็นแพลตฟอร์มให้ผู้ประกอบการนานาชาติเจาะตลาดอาเซียน และเป็นแพลตฟอร์มให้ผู้ประกอบการอาเซียนเข้าถึงตลาดโลก”

“ทีเส็บ” จึงเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้า สร้างแบรนด์ประเทศไทยในฐานะฮับงานแสดงสินค้าแห่งภูมิภาค หรือ “The Best Exhibition Nation of ASEAN” เพื่อเชื่อมตลาดโลก-ตลาดอาเซียน ผ่านการดึงงานใน “5 คลัสเตอร์หลัก” ของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ ดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ BCG (เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ แปรรูปอาหาร) และบริการ (ท่องเที่ยวสุขภาพ ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี การบินและโลจิสติกส์ การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา)

สอดคล้องกับนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาลที่ต้องการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ภายในระยะเวลาอันสั้น และยังเป็นการวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยใช้อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศทั้ง 5 คลัสเตอร์หลักอย่างเป็นระบบ รวมถึงงานที่สอดรับกับ “เมกะเทรนด์โลก” ในเรื่องความยั่งยืน ดิจิทัล นวัตกรรม โดยมีพันธมิตรต่างประเทศและภาคเอกชนไทยร่วมขับเคลื่อน

จากปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนประเทศไทยมากมาย หนึ่งในนั้นคือพื้นที่จัดแสดงสินค้านานาชาติที่มากเป็น “อันดับ 4 ของเอเชีย” และ “อันดับ 1 ของอาเซียน” และเฉพาะในปีงบประมาณ 2569 งานแสดงสินค้านานาชาติหน้าใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากทีเส็บและมีกำหนดจัดในไทยจนถึงขณะนี้ มีจำนวน 9 งาน มีทั้งงานของผู้ประกอบการไทย อินเดีย จีน เยอรมนี และสหราชอาณาจักร

“อุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าของไทยยืนอยู่ในตำแหน่งผู้นำตลาด และเป็นประตู (Gateway) สู่อาเซียน แม้ว่าปัจจุบันจะมีคู่แข่งโดดเด่น เช่น มาเลเซีย และเวียดนามที่มีหลายประเทศเข้ามาลงทุน หลายอุตสาหกรรมเติบโตดี ล่าสุดมีการสร้างศูนย์ประชุมแห่งใหม่ในเวียดนาม ขนาดพื้นที่ใช้สอยกว่า 1 แสนตารางเมตร แต่ในมุมผู้ซื้อและผู้ขายต่างมองว่าการมาร่วมงานแสดงสินค้าในไทยจะได้ตลาดทั้งอาเซียนอัตโนมัติ เฉพาะในกรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าไปแล้วกว่า 120 งาน”

การเดินหน้าสร้างแบรนด์ประเทศไทยครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการต่อยอดจากโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพงาน “Gastech 2026” ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและการประชุมด้านพลังงานแก็สที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าภาพงาน “UFI Asia Pacific 2026” ซึ่งเป็นการประชุมของบุคลากรมืออาชีพด้านอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของสมาคมการแสดงสินค้าโลก หรือ UFI รวมถึงการเป็นเจ้าภาพงาน “World Bank – IMF Annual Meetings 2026” ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

“ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ มีงานแสดงสินค้านานาชาติมากกว่า 30 งานในหลากหลายอุตสาหกรรมที่จะเปิดตัวเพื่อซื้อขายทางธุรกิจ โดยมีงานในภาคอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อาทิ การแพทย์และสุขภาพ ดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และอุตสาหกรรมบริการ งานขนาดใหญ่ข้างต้นและจำนวนงานแสดงสินค้านานาชาติคือดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งของนักธุรกิจต่างชาติในการเลือกประเทศไทยเป็นฐานในการจัดงานแสดงสินค้า”

สำหรับประมาณการตัวเลขในช่วงปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567 – ก.ย. 2568) อุตสาหกรรม “งานแสดงสินค้า” สร้างรายได้และดึงดูด “นักเดินทางไมซ์” (MICE: งานประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) สูงสุด มีมูลค่ารวมกว่า 103,000 ล้านบาท จำนวนนักเดินทางแบ่งเป็นนักเดินทางในประเทศ 23,229,309 คนและนักเดินทางจากต่างประเทศ 356,262 คน ส่วนในปี 2569 ทีเส็บคาดว่าอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทยจะสร้างรายได้กว่า 113,000 ล้านบาท หรือเติบโต 10%

ศุภวรรณ เล่าเสริมว่า การสร้างแบรนด์ประเทศไทย “The Best Exhibition Nation of ASEAN” หรือประเทศแห่งการจัดงานแสดงสินค้าที่ดีที่สุดของภูมิภาค พร้อมเทียบชั้นเวทีระดับโลก นอกเหนือจากการนำเสนอจุดเด่นของการจัดงานในประเทศไทยแล้ว ทีเส็บยังได้วางยุทธศาสตร์การสร้างแบรนด์เชิงรุกที่ครอบคลุมทั้งมิติของภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจสังคม ผ่านวิสัยทัศน์ “Change That Matters” เพื่อใช้งานแสดงสินค้าเป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าเชิงลึกต่อเศรษฐกิจของประเทศ

โดยมี 4 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย 1.Global Reach ดึงงานระดับโลกที่ตอบโจทย์คลัสเตอร์อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ เช่น เฮลท์เทค ดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจหมุนเวียน เข้ามาจัดในไทย เพื่อสร้าง “High Impact & High Value” ต่อระบบเศรษฐกิจ 2.Local Strength ยกระดับงานภายในประเทศให้เป็นอีเวนต์เรือธง (Flagship Events) ที่สามารถดึงดูดผู้ประกอบการจากทั่วโลกและสร้างคุณค่าให้กับผู้ประกอบการไทย 3.Organization Transformation ปรับองค์กรสู่ระบบดิจิทัล ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล และพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการแข่งขันระดับโลก และ 4.Capabilities Excellence ยกระดับบทบาทของทีเส็บ ให้เป็นผู้กำหนดนโยบาย (Policy Shaper) สร้างมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม และพัฒนาผู้ประกอบการให้เป็นมืออาชีพระดับสากล

“ทีเส็บอยากสร้างโพสิชันนิง (Positioning) ของประเทศไทยในฐานะเกตเวย์ของอาเซียน รองรับการจัดงานแสดงสินค้าในมิติต่างๆ มุ่งดึงงานที่ตอบสนองเป้าหมายนโยบายรัฐบาล สร้างมาตรฐานการจัดงานไมซ์ระดับนานาชาติ ไม่ให้กระจุกแค่ในกรุงเทพฯ อย่างเดียว หวังกระจายไปในภาคต่างๆ ของไทย รวมถึงการสร้างระบบนิเวศในไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ด้วยการสนับสนุนออร์กาไนเซอร์ในประเทศที่ยังมีค่อนข้างน้อยให้เติบโตรองรับโอกาสที่เข้ามา”