“สแกมเมอร์กัมพูชา” ฉุดเชื่อมั่นภาคการท่องเที่ยว “แอตต้า” ชี้นักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออก “เกาหลี-ญี่ปุ่น-ไต้หวัน” ฐานตลาดสำคัญของอาเซียน ไม่มั่นใจในการเดินทาง จี้รัฐเร่งออกมาตรการเชิงรุก 4 ข้อ พร้อมแสดงภาวะผู้นำ ยกระดับไทย “ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน” ครม. ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว-เร่งเบิกจ่าย ดันจีดีพี ไตรมาส 4 คาดกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม 0.04%
จากประเด็นร้อน “สแกมเมอร์กัมพูชา” วาระแห่งโลก สร้างแรงสั่นสะเทือน และผลกระทบแก่หลายประเทศ โดยเฉพาะฐานนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภาคการท่องเที่ยวอาเซียน
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานสถานการณ์นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกในช่วงเดือนม.ค.- ก.ย.2568 (9 เดือนแรก) ส่วนใหญ่มีจำนวนลดลง ประกอบด้วย
1.จีน มีนักท่องเที่ยวมาไทย 3.47 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ลดลง 34.97%
2.เกาหลีใต้ มีนักท่องเที่ยวมาไทย 1.13 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ลดลง 17.70%
3.ญี่ปุ่น มีนักท่องเที่ยวมาไทย 0.80 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกับปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 5.39%
4.ไต้หวัน มีนักท่องเที่ยวมาไทย 0.73 ล้านคน เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว ลดลง 9.14%
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า กระแสข่าวเรื่อง "ศูนย์หลอกลวงออนไลน์" (Scammer Centers) ในกัมพูชา และประเทศเพื่อนบ้าน ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
โดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ความไม่มั่นใจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปลายทางในกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังลามมาถึงประเทศที่มีพรมแดนเชื่อมต่อ เช่น ไทย ลาว และเวียดนาม
ขณะนี้นักท่องเที่ยวจำนวนมากใช้ประเทศไทยเป็นจุดต่อเครื่อง (Transit Hub) ก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) แต่กลับยังไม่มีมาตรการหรือระบบดูแลที่ชัดเจนจากภาครัฐไทย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของนักเดินทางเหล่านี้
“สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบภาพลักษณ์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาเซียน แต่อาจกระทบรายได้ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาว หากไทยไม่เร่งแสดงบทบาทเชิงรุก” นายอดิษฐ์ กล่าว
อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์
จี้รัฐออก 4 มาตรการเชิงรุก
นายอดิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลควรเร่งประกาศมาตรการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวต่อเครื่องบินไปกลุ่มประเทศ CLMV ดังนี้
1.ประสานความร่วมมือกับประเทศต้นทาง โดยไทยควรเปิดการหารือเชิงนโยบายกับประเทศต้นทาง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และกลุ่มประเทศเป้าหมายเพื่อจัดตั้ง “Joint Safety Protocol” หรือ มาตรการเฝ้าระวังร่วมกันในระดับทวิภาคี และพหุภาคี โดยมีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยง และการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า
2.ระบบเอกสารกำกับการเดินทาง (Safety Endorsement) นักท่องเที่ยวที่ต่อเครื่องบินจากไทยไป CLMV ควรได้รับเอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐไทย เช่น “Tourist Safety Acknowledgement” ซึ่งยืนยันว่าผู้โดยสารผ่านจุดตรวจมาตรฐาน และได้รับข้อมูลความปลอดภัยที่จำเป็น คล้ายแบบฟอร์ม Travel Advisory Note ในยุโรป
3.ระบบ Monitor และ Database เชิงความปลอดภัย โดยไทยควรใช้ข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมือง และสายการบิน สร้างระบบติดตามเชิงสถิติ เช่น จำนวนผู้เดินทางต่อเครื่อง เส้นทางเสี่ยง และกรณีร้องเรียนด้านความปลอดภัย เพื่อส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานในกลุ่มประเทศ CLMV ใช้วางแผนเชิงป้องกันได้จริง
4.เครือข่ายข้อมูลข่าวสารร่วม (Regional Safety Network) ผ่านการจัดตั้งช่องทางข่าวสารเฉพาะด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV เช่น ศูนย์ข้อมูล “Safe ASEAN Travel Desk” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เหตุฉุกเฉิน และคำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักเดินทางทั้งภาครัฐ และเอกชน
หนุนไทยยกระดับศูนย์กลางความปลอดภัย
“จุดยืนของไทยในอาเซียนต้องชัด ไม่เพียงเป็นทางผ่าน แต่ต้องเป็นผู้คุ้มกัน แต่จะต้องประกาศมาตรการเชิงรุกนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันปัญหาภาพลักษณ์ แต่คือ การสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า ประเทศไทยคือ ประเทศศูนย์กลางที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรับผิดชอบต่อภูมิภาค” นายอดิษฐ์ กล่าว
อย่างไรก็ดี ในยุคที่ภัยไซเบอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติแฝงมาในคราบการท่องเที่ยว โลกต้องการผู้นำที่กล้าแสดงความรับผิดชอบ ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับบทบาทของตนเอง จากประเทศท่องเที่ยวสู่ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน
“ทีเส็บ” ชี้ไม่กระทบตลาดแสดงสินค้า
นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) กล่าวว่า จากสถานการณ์สแกมเมอร์กัมพูชา ทางทีเส็บมองว่าส่วนใหญ่น่าจะกระทบภาคการท่องเที่ยวมากกว่า แต่ด้วยงานแสดงสินค้าเป็นธุรกิจที่คนยังต้องเดินหน้าติดต่อทำธุรกิจกันอยู่ แล้วงานแสดงสินค้าระดับโลกมารอจัดงานตามปฏิทินแล้ว หากไม่มาร่วมงานอาจตกขบวนได้
“จากวิกฤติหลายๆ เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น จะมีประเด็นเรื่องประกันภัยว่าครอบคลุมการเดินทางหรือไม่ แต่จากสถานการณ์สแกมเมอร์ในกัมพูชา ล่าสุดยังไม่ได้รับแจ้งมาว่า ถ้านักธุรกิจเดินทางมาแล้วประกันจะไม่ครอบคลุม เมื่อประกันยังครอบคลุมปกติ จึงยังเห็นการเดินทางตามปกติ ทำให้ปัจจุบันไม่เห็นผลกระทบแต่อย่างใด”
นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป-ประเทศไทย บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ผลกระทบจากสถานการณ์สแกมเมอร์กัมพูชายังห่างไกลจากกลุ่มประเภทธุรกิจแสดงสินค้า จึงไม่เห็นผลกระทบในอุตสาหกรรมที่เราดำเนินการ แม้จะมีความกังวลเรื่องตลาดนักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกไม่มั่นใจในการเดินทางมาเที่ยวแถบประเทศไทย และเพื่อนบ้าน แต่ล่าสุดพบว่าผู้ร่วมออกงานแสดงสินค้า (Exhibitor) จากประเทศจีนยังเดินทางเข้าไทย และมีแต่จะเดินทางเพิ่มขึ้น”
สรรชาย นุ่มบุญนำ
รัฐบาลคลอดมาตรการพยุงท่องเที่ยว
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว และเร่งรัดการเบิกจ่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “Quick Big Win” ในเสาหลักที่ 1 ของรัฐบาล โดยมาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันไม่ให้ GDP ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ตกต่ำ และเพื่อให้ GDP กลับมาใกล้เคียงภาวะปกติให้มากที่สุด
ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการนี้มีความจำเป็น เนื่องจากข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์มหภาคชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวภายในประเทศมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจอย่างยิ่ง โดยคิดเป็น 24% ของการบริโภคภาคเอกชน และคิดเป็นประมาณ 14% ของ GDP ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการใดๆ คาดการณ์ว่าการขยายตัวของการท่องเที่ยวในปี 2568 จะติดลบที่ 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
“แม้เม็ดเงินกระตุ้นในส่วนนี้อาจไม่รุนแรงเท่าโครงการคนละครึ่ง พลัส หรือบัตรสวัสดิการ แต่ก็สำคัญในการสร้างบรรยากาศให้เกิดความคึกคักในการท่องเที่ยว” นายลวรณ กล่าว
หักลดหย่อนภาษีหนุนท่องเที่ยว
สำหรับแพ็กเกจมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ดังนี้
1.มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดรวม 20,000 บาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน 10,000 บาท แรกสามารถใช้ใบกำกับภาษีได้ทั้งรูปแบบกระดาษ และอิเล็กทรอนิกส์ และ 10,000 บาทที่สองต้องเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพื่อส่งเสริมความโปร่งใส และลดการทุจริต
นอกจากนี้ รัฐบาลสนับสนุนเดินทางไปเที่ยวเมืองรอง โดยกำหนดสิทธิประโยชน์ภาษีแตกต่างกัน ได้แก่ เมืองรอง 55 จังหวัด หักค่าลดหย่อนได้ 1.5 เท่า เมื่อใช้จ่าย 20,000 บาท จะลดหย่อนได้ 30,000 บาท โดยอำเภอที่ไกลในเมืองหลัก 15 อำเภอ ยังรวมในมาตรการนี้ เช่น อำเภอกัลยาณิวัฒนา ในจังหวัดเชียงใหม่
ขณะที่ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวเมืองหลักหักค่าลดหย่อนได้เท่าเดียว โดยเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 และสิ้นสุดวันที่ 15 ธ.ค.2568
“วันสิ้นสุดโครงการวันที่ 15 ธ.ค.68เพราะช่วงสิ้นปีถือเป็นเทศกาลไฮซีซันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงกำหนดให้สิ้นสุดก่อน” นายลวรณ กล่าว
2.มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการจัดสัมมนาของนิติบุคคลหากนิติบุคคลจัดการสัมมนาให้กับบุคลากร สามารถนำค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ทั้งนี้ การหักค่าใช้จ่ายต้องใช้ใบกำกับภาษีในรูปแบบ e-Tax Invoice เท่านั้น ยกเว้นค่าขนส่งที่อาจอนุโลมให้อยู่ในรูปแบบ e-Receipt
โดยกำหนดอัตราต่างกัน กรณีจัดสัมมนาในเมืองรองหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ส่วนเมืองหลักหักได้ 1.5 เท่า เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 และสิ้นสุดวันที่ 15 ธ.ค.2568
เร่งเบิกจ่ายงบสัมมนา 1.3 หมื่นล้าน
3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่าย (Front Load) มาตรการนี้ไม่ใช่การเพิ่มเม็ดเงินใหม่ แต่เป็นการโยกเงินงบประมาณทั้งปีมาใช้จ่ายในไตรมาสที่ 1 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้งบประมาณการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และปีนี้เพิ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามา
สำหรับมาตรการดังกล่าวไม่ใช่การขอความร่วมมือแต่เป็นการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ให้ผู้บริหารเบอร์ 1 ขององค์กรต้องเบิกจ่ายงบก้อนนี้ให้ได้ 60% โดยหากไม่มีมาตรการเร่งรัด ปกติแล้วจะมีการเบิกจ่ายในไตรมาสแรกเพียง 10-20% โดยคาดว่าจะโยกเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้ 13,000 ล้านบาท
4.มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ครบวงจร โดยผู้ประกอบการนำรายจ่ายการต่อเติมขยาย หรือปรับปรุงสถานประกอบการที่พักมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ซึ่งต้องเป็นรายจ่ายตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 ไปจนถึง 31 มี.ค.2569
สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรมหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินได้ 100% ของรายจ่ายดังกล่าว
ส่วนทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ อาคารถาวรที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบ และยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร สิทธิประโยชน์นี้ให้ใช้ตามส่วนเฉลี่ยเป็นจำนวนเท่ากันเป็นเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน โดยทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชี
ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยธนาคารออมสิน เพื่อรองรับการปรับปรุง และรีโนเวทโรงแรมที่พัก ซึ่งยังอยู่ระหว่างเสนอ ครม.พิจารณา คาดว่าจะมีผู้ประกอบการใช้สิทธิกว่า 1,200 ราย
5.มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสถานบันเทิงเป็นการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับสถานบันเทิงจากอัตรา 10% ให้เหลือ 5% ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2569
“คลัง”หวังกระตุ้นจีดีพี 0.04%
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่ามาตรการชุดนี้คาดว่าจะกระตุ้น GDP ในไตรมาสที่ 4 ได้ประมาณ 0.04% ซึ่งการคำนวณยังไม่รวมผลกระทบจากการจับจ่ายส่วนตัวที่เกิดขึ้นตามมา
“การประเมิน 0.04% เป็นผลกระทบที่วัดเฉพาะส่วนของนิติบุคคล และการเร่งรัดการเบิกจ่าย (front load) เท่านั้น ยังไม่ได้รวมการใช้จ่ายส่วนตัวของบุคคลที่เดินทางไปกับบริษัทหรือส่วนราชการ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินเพิ่มขึ้นได้อีก”
ทั้งนี้ เมื่อรวมผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ที่ผ่าน ครม. แล้ว ได้แก่ เงินประชารัฐและคนละครึ่ง พลัส ซึ่งคาดว่ากระตุ้น GDP ประมาณ 0.4% เมื่อรวมกับมาตรการล่าสุดจะส่งผลให้ GDP ถูกกระตุ้นรวม 0.44-0.45% โดยรัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากการดำเนินนโยบายลดหย่อนภาษี 5,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมีเป้าหมายเมื่อนำนโยบายทั้ง 5 เสาหลักมาประกอบกัน จะกระตุ้น GDP ไตรมาสสุดท้ายได้ 1%
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





