ตลาดชาพร้อมดื่มมีผู้ท้าชิงใหม่ "อาฟเตอร์ ยู" ต่อยอดเครื่องดื่มฟรีในร้าน สู่ขวด PET ลงสนามหมื่นล้านบาท เปิดราคาขาย 37 บาท แพงกว่าคู่แข่ง แม้จะมาทีหลัง
ขนมหวานพันล้าน บ่งบอกถึงอาณาจักรย่อมๆ “อาฟเตอร์ ยู” ที่ปลุกปั้นจากผู้หลงใหลในการทำขนมหวานอย่าง “เมย์ กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ”
เข้าโค้งสุดท้ายไตรมาส 4 “อาฟเตอร์ ยู”ได้เขย่าวงการ เดินหน้าออกสินค้าใหม่เจาะตลาดชาพร้อมดื่ม(RTD)ต่อยอดแบรนด์ในรอบ 17 ปี และขยายพอร์ตโฟลิโอเพื่อสร้างการเติบโต นอกจากมีร้านขนามหวาน มีร้านขายผลไม้ “ลูกก๊อ” มีสินค้าป้อนช่องทางจำหน่ายค้าปลีก(รีเทล) การไปต่างประเทศ เป็นต้น
ที่น่าสนใจการออกชาพร้อมดื่ม “อาฟเตอร์ ยู” ถือเป็นการลงสนามใหญ่ “หมื่นล้านบาท” ทว่า การแข่งขันเดือด! เพราะเต็มไปด้วยแบรนด์ไทย แบรนด์ต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น อังกฤษ เป็นต้น
คู่แข่งมากหน้าหลายตา แต่ส่วนแบ่งตลาดการ ถูกรวบอยู่ใน 2 บิ๊กแบรนด์คือ “โออิชิ-อิชิตัน”
มาทีหลังชาพร้อมดื่มอาฟเตอร์ ยูที่กำเนิดจาก “ชาบริการฟรี” ในร้าน มาสู่บรรจุภัณฑ์ขวดพีอีที(PET) ขนาด 440 มิลลิลิตร(มล.) ที่ใกล้เคียงคู่แข่งแบรนด์อื่นๆในตู้แช่ แต่กลยุทธ์การตั้ง “ราคา 37 บาท” กลับสูงกว่า ฉีกหนีสงครามราคา หาจุดยืนในตลาดเซ็กเมนต์พรีเมียม ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมานฐานเดิม ขยายฐานสู่คนรักชา
“เมย์ กุลพัชร์” โพสต์ข้อความผ่าน Instagram ถึงโปรเจค “ชาพร้อมดื่มอาฟเตอร์ ยู” ซุ่มต่อยอดไอเดีย สู่การพัฒนาสินค้าเป็นเวลาถึง 2 ปี ก่อนจะคลอดสู่ตลาดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 จำหน่ายผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น
13 กรกฎาคม 2566 อาฟเตอร์ ยู ได้ทดลองการทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงพิเศษ (Lab test UHT) ในขวดแก้วครั้งแรกที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากนั้นมีการทดลสอบกลิ่นและรสชาติของชาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตรงกับโจทย์และความต้องการ กระทั่ง 3 เดือนจึงผ่านทีมงาน และเข้าสู่กระบวนการหาผู้ผลิตขวด(ซัพพลายเออร์) เพื่อเลือกบรรจุภัณฑ์ที่โดนใจ ทดลองการผลิตจริง ในที่สุดวันที่ 11 กันยายน 2568 ได้เข้าไลน์ผลิตครั้งแรกกับ “ชาอาฟเตอร์ ยู รสหวาน” จากนั้นกระจายสินค้าสู่เซเว่นอีเลฟเว่น และวางจำหน่ายครั้งแรกวันที่ 6 ตุลาคม 2568
ตลาดชาพร้อมดื่มมีมูลค่า “หมื่นล้านบาท” หากสำรวจตู้แช่(ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น)มีร่วม 10 แบรนด์ เช่น โออิชิ อิชิตัน ลิปตัน ฮารุ ชิซึโอกะ เซปเป้ บิวตี้ ที เนเจอร์ ทวิตส์ ฟูจิชะ อิโตเอ็น ยูนิฟ เพียวริคุ ฯ แบ่งกลุ่มทั่วไป(แมส) จะมีหลากหลาย เช่น เพียวรุคุ ชาขาว เก๊กฮวยขาว ขนาด 350 มล. ราคา 13 บาท เฮอร์บิที ชามะขาม380 มล. ราคา 18 บาท ชาลิปตัน 445 มล. ราคา 20 บาท ยูนิฟ 400 มล. ราคา 25 บาท เซปเป้ บิวตี้ ที 400 มล. ราคา 25 บาท เนเจอร์ ทวิตส์ 350 มล. ราคา 20 บาท ทีพลัส 500 มล. 25 บาท โออิชิ 400 มล. ราคา 20 บาท และอิชิตัน 420 มล. ราคา 20 บาท ฯ
ส่วนเซ็กเมนต์พรีเมียม เช่น อิโตเอ็น 500 มล. ราคา 30 บาท ฮารุ 440 มล. 30 บาท ชิซึโอกะ 440 มล. ราคา 30 บาท และผู้ช้าทิงใหม่ “ชาอาฟเตอร์ ยู” 440 มล. ราคา 37 บาท นำร่อง 2 รสชาติ หวานน้อยและปราศจากน้ำตาล
“อาฟเตอร์ ยู” เป็นแบรนด์ขนมหวานที่แข็งแกร่ง เมื่อชาฟรีในร้านเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน การต่อยอดสู่ชาพร้อมดื่ม จึงเป็นจิ๊กซอว์ของการเติบโต เพราะผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น และซื้อดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา
สำหรับชาอาฟเตอร์ ยู จ้างผลิตกับบริษัท โตโย ไซกัน(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นมีประสบการณ์รับจ้างผลิตเครื่องดื่มให้หลากหลายยี่ห้อในไทย
ปี 2567 อาฟเตอร์ ยู สร้างรายได้กว่า 1,600 ล้านบาท กำไรสุทธิเกือบ 300 ล้านบาท ขณะที่ 6 เดือนปี 2568 สร้างรายได้ 809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิ 118 ล้านบาท ลดลง 7% ขณะที่ร้านขนมหวานมีทั้งสิ้น 62 สาขา ให้บริการลูกค้า เมื่อเทียบกับ “โอกาส” ทำเงินเจาะตลาดแมสด้วยชาพร้อมดื่ม ย่อมมีมากกว่า เพราะร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นทั่วไทยมีกว่า 1.5 หมื่นสาขาไปแล้ว และลูกค้าเข้ามาใช้บริการหลักสิบล้านคนต่อวัน
อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มเป็นสินค้าที่ช่วยดับกระหาย ให้ความสดชื่น นอกจากต้องแข่งกับตลาดชาพร้อมดื่มด้วยกัน ที่มักใช้กลยุทธ์ “หั่นราคา” ยังต้องแข่งกับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สารพัดหมวดด้วย เพื่อชิงการบริโภคหรือ share of throat จากกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งหน้าตู้แช่มีแบรนด์ดึงดูดมากมาย พร้อมสร้างการเปลี่ยนใจผู้บริโภคได้เสมอ ระยะยาวจึงต้องตามดูเกมนี้ “ชาอาฟเตอร์ ยู” จะสู้อย่างไร





