“หยกสด” ขนมไทยที่มาพร้อมคอนเซปต์ชัดเจน ทุกโปรดักต์ในร้านต้องมีส่วนผสมของใบเตยแท้ๆ โด่งดังและเป็นที่พูดถึงในวงกว้างจาก “อินทนิล” ขนมไทยเนื้อหนึบหากินยาก กระทั่งร้านเริ่มเติบโตจากการบอกต่อปากต่อปากในโซเชียลมีเดียในช่วงที่หยกสดก่อตั้งย่างเข้าสู่ปีที่ 3 นับจนถึงปัจจุบัน “หยกสด” ขยายไปแล้ว 28 สาขา พร้อมกับรายได้ที่มีอัตราการเติบโตทุกปี ขยับเข้าสู่หลักไมล์ “ร้อยล้าน” ครั้งแรกเมื่อปี 2566 และปีนี้ก็คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าด้วย
แต่รู้หรือไม่ว่า ร้านขนมไทยที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนแห่งนี้ไม่ได้มีรากฐานจากเชฟทำขนมไทยมือฉมังที่ไหน ไม่ใช่คนที่เกิดและเติบโตท่ามกลางธุรกิจร้านอาหาร ทว่า “จ๊าก-มหศักย์ สุรกิจบวร” เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีคุณพ่อเป็นหมอ คุณแม่ทำอาชีพหมอฟัน ส่วนน้องชายอีกคนก็เรียนจบเป็นหมอ
“จ๊าก” จึงไม่ได้มีวิชาทำขนมไทยสืบทอดติดตัวจากรุ่นสู่รุ่น แต่เลือกที่จะศึกษาค้นคว้าผ่านอินเทอร์เน็ต ลองผิดลองถูกโดยมีคุณแม่เป็นผู้ช่วยอยู่ข้างๆ และจุดเริ่มต้นที่ทำให้ “จ๊าก” หันมาสนใจขนมไทยก็ไม่ใช่เพราะเห็นโอกาสในตลาด แต่เริ่มจากมีโอกาสชิม “เปียกปูนกะทิสด” ที่ชาวบ้านนำมาใส่บาตรเมื่อครั้งตอนตนเองยังครองผ้าเหลือง
จากเปียกปูนในบาตรพระ สู่ “หยกสด” ที่มีอดีตวิศวกรเป็นเจ้าของ
ก่อนจะมาทำขนมเป็นเรื่องเป็นราว “จ๊าก” เปิดบริษัทสตาร์ทอัพด้านซอฟต์แวร์ได้ประมาณ 2 ปีกว่าๆ ทำไปสักพักก็รู้สึกว่า ไม่ใช่งานที่ถนัดเท่าไหร่ ประกอบกับความเครียดเริ่มก่อตัวทีละน้อยจึงตัดสินใจบวชพระอยู่เกือบเดือน ช่วงเวลานั้นเองที่ทำให้ “จ๊าก” ได้มีโอกาสลิ้มรสขนมไทยหลายอย่าง ตอนนั้นญาติโยมนิยมนำขนมไทยมาใส่บาตร แต่ที่ทานแล้วถูกใจมากที่สุด คือ “เปียกปูนกะทิสด”
แม้จะเป็นขนมไทยที่รู้จักกันทั่วไป แต่นั่นเป็นครั้งแรกที่ “จ๊าก” ได้กินเมนูเปียกปูนกะทิสด หลังจากสึกออกมาแล้วจึงลองเดินหาตามห้างสรรพสินค้า เขาได้พบข้อสังเกตที่ว่า ขนมไทยไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไปตามห้าง แต่มักซุกซ่อนอยู่ตามร้านเล็กในตลาดสดมากกว่า เมื่อหาซื้อไม่ได้จึงนึกสนุกหัดทำเองเสียเลย สูตรขนมไทยก็ได้จากการรีเสิชในอินเทอร์เน็ต ลองผิดลองถูกจนได้รสชาติที่ถูกใจ แม่ลองชิมก็บอกว่าอร่อย ลองให้เพื่อนสนิทใกล้ตัวชิมทุกคนชอบกันหมด
ระหว่างนั้น “จ๊าก” เรียนปริญญาโทไปด้วย จึงลองเปิดพรีออเดอร์ให้เพื่อนๆ สั่งไปกิน ปรากฏว่า ฟีดแบ็กที่ได้รับเป็นไปในทางบวก เมื่อทุกคนบอกว่าอร่อย ก็เริ่มมีใจอยากลองขายจริงจัง “จ๊าก” มองหาลู่ทางเปิดตลาดด้วยการออกบูธระยะสั้นๆ วันแรกขายได้ 4,000 กว่าบาท ไม่น้อยสำหรับจังหวะออกสตาร์ท แม้เหลือกำไรไม่เยอะแต่คิดข้ามช็อตไปว่า ถ้าวางแผนดีๆ ก็น่าจะเป็นธุรกิจที่เลี้ยงดูตัวเองได้
อดีตวิศวกรเครื่องกลคิดชื่อ “หยกสด” ตั้งแต่เริ่มขายวันแรกๆ ยึดจากวัตถุดิบแรกสุดที่ใช้ทำเมนูเปียกปูนกะทิสด พูดถึงใบเตยก็นึกถึงอัญมณีของมีค่าเช่นหยก ขายของกินก็อยากให้มีคำว่าสดมาต่อท้าย “หยกสด” จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2561 จากนั้น “จ๊าก” เริ่มมองถึงทราฟิกคนซื้อแต่ละวัน ถ้าเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่ๆ มีคนจับจ่ายเยอะๆ ได้ คงจะทำให้แบรนด์ติดตลาดได้ไม่น้อย “เดอะมอลล์บางแค” และ “เซ็นทรัลปิ่นเกล้า” คือห้างแรกๆ ที่เข้าไปนำเสนอ
ล้มเหลวจนต้องถอนตัวออกจากห้าง เปลี่ยนคอนเซปต์ใหม่เป็น “ขนมหายาก”
ก่อนนำสินค้าไปเสนอห้าง “จ๊าก” ขายเปียกปูนกะทิสดเพียงอย่างเดียว จึงคิดกิมมิคเล็กๆ น้อยๆ เป็นไอเดียเพิ่มเติม ด้วยการพัฒนาสูตรขนมให้มีมากกว่ารสใบเตย ตอนนั้นเปียกปูนที่ร้านจึงมีทั้งรสส้ม รสกาแฟ ไปจนถึงรสสตรอว์เบอร์รี ห้างทั้งสองแห่งซื้อไอเดียและให้พื้นที่กับร้านหยกสด ฟังดูเหมือนจะไปได้สวยเพราะไม่นานก็ได้เข้ามาอยู่ในห้างแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานยอดขาย “หยกสด” ค่อยๆ ตกลงเรื่อยๆ จนต้องถอนตัวออกจากพื้นที่ไปพร้อมๆ กันทั้งสองแห่ง
“สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ทราบมาก่อน คือผมไม่เคยทำธุรกิจในระยะยาว สินค้าพวกนี้คนจะสนใจอยากมาลองในช่วงแรก ผ่านไปสักพักถ้าไม่ถูกใจจริงๆ จะไม่กลับมาซื้อซ้ำ ขายดีอยู่ไม่เกิน 2 สัปดาห์แล้วก็ขายไม่ดีไปอีกยาวๆ ยอดขายน้อยร้านก็อยู่ไม่ได้ ซึ่งรสชาติที่ขายดีมีแค่ใบเตย กับเปียกปูนกากมะพร้าวเผา แต่เผากากมะพร้าวแล้วควันเยอะเลยทำแค่ใบเตยดีกว่า”
สิ่งที่ “จ๊าก” ได้เรียนรู้ในตอนนั้น คือขนมเปียกปูนกะทิสดไม่ใช่ของใหม่สำหรับผู้บริโภคทั่วๆ ไป จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องมาซื้อจากหยกสดเพียงผู้เดียว เขากลับมาทบทวนเหตุและผลที่ทำให้ยอดขายร่วง โดยยึดคอนเซปต์ใบเตยเอาไว้เพราะเป็นสิ่งที่ทำได้ดี ประกอบกับเห็นโอกาสหลายๆ อย่างของใบเตย เพราะตอนนั้นยังไม่มีแบรนด์ขนมเจ้าไหนใช้ใบเตยเป็นตัวชูโรง แต่ส่วนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ “หยกสด” เจอจุดหักเลี้ยว คือการตั้งตัวเป็นร้านขายขนมไทยหากินยาก
-อินทนิล ขนมไทยหากินยากขายดีตลอดกาลของหยกสด-
เขาเริ่มจากช่องทางง่ายๆ ใกล้ตัวเหมือนเดิม เสิชหาในอินเทอร์เน็ตก็พบว่า มีขนมไทยหลายชนิดที่คนอยากกินแต่หาซื้อไม่ได้ อาทิ หยกมณี บุหลันดั้นเมฆ เป็นต้น จึงลองหยิบขนมเหล่านี้มาปรับองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ให้เหมาะกับยุคสมัย แล้วใช้ใบเตยเป็นแกนหลักในการนำเสนอ กว่าจะ R&D ออกมาสำเร็จ มีทั้งตัวที่นำใบเตยมาปรับสูตรแล้วไม่เข้ามือ-ไม่ถูกปาก และสินค้าที่ได้ไปต่อจนนำไปขายหน้าร้านได้ กระทั่งได้ “อินทนิล” ขนมไทยแป้งเหนียวนุ่มกินคู่กับน้ำกะทิอบควันเทียนกลิ่นหอม
หลังจากนั้นก็เริ่มมี “วุ้นใบเตย” และ “ขนมถ้วยจีน” ตามมาติดๆ สิ่งที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนหลังปรับคอนเซปต์ไม่ใช่ยอดขายแต่เป็นการตอบรับจากลูกค้า หลายคนกลับมาซื้อซ้ำ บางคนเอ่ยปากว่า ชื่นชอบในคอนเซปต์ ไม่นานก็เจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่อีกระลอกเมื่อมีอินฟลูเอนเซอร์และบล็อกเกอร์สายอาหารมารีวิว
ตอนนั้น “จ๊าก” บอกว่า “หยกสด” ยังใช้วิธีออกบูธระยะสั้นๆ ไม่มีหน้าร้านสาขาประจำ ยอมรับว่า ยังมีความกลัวในการลงทุนเปิดหน้าร้านจากครั้งแรกที่ไม่ประสบผลสำเร็จ อาศัยจังหวะออกบูธหลายๆ พื้นที่ในกรุงเทพฯ ขยายฐานลูกค้าไปเรื่อยๆ ไม่นานธุรกิจเริ่มมีแนวโน้มเป็นบวก มีลูกค้าประจำแวะเวียนมาถามว่า ถ้าอยากกินอีกจะหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง “จ๊าก” จึงเริ่มคิดถึงการเปิดหน้าร้านอีกครั้ง ครั้งนี้คิดมาอย่างดีไม่ได้มุ่งไปที่ห้าง ขอเป็นโลเคชันที่คนมาซื้อง่าย ต้นทุนไม่สูง ลงทุนไม่เยอะ
“ตอนนั้นยังกลัวจึงเลือกเปิดที่ตึกสำนักงาน ไม่กล้าเปิดในห้างพื้นที่ไพร์มมากๆ เพราะพลาดแล้วจะเสียค่าใช้จ่ายเยอะ สาขาแรกจึงเปิดที่ตึก The Nine พระราม 9 เป็นตึกออฟฟิศที่อยู่ด้านหลังเซ็นทรัลพระราม 9 หลังจากเปิดสาขาแรกก็เป็นช่วงเดียวกับที่เดลิเวอรี่กำลังมา ใครเข้าใจและทำได้ก็จะได้รับการตอบรับที่ดี เราเองก็ได้รับการตอบรับแต่ไม่ได้ฉูดฉาดมาก เรียกว่า อยู่ได้และคิดถูกที่เปิด”
โตสุดๆ หลังโควิด-19 ขายดีที่สุดอยู่ที่ “สนามบินดอนเมือง”
หลังจากสาขา The Nine “จ๊าก” ยังใช้โมเดลไปตามตึกออฟฟิศเหมือนเดิม เลือกปักหมุดตึกชาร์เตอร์ สแควร์ สาทร เป็นสาขาที่ 2 ยังอยากให้เป็นพื้นที่ที่สะดวกกับการสั่งเดลิเวอรี่ และมีทราฟิกคนเดินสัญจรไปมาตลอดวัน ก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่ “หยกสด” ทยอยเปิดไปแล้ว 6-8 สาขา และหลังจบยุคโควิด-19 ปรากฏว่า ธุรกิจเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ช่วงปี 2564 และ 2565 “หยกสด” เริ่มขยายสาขาเข้าห้างสรรพสินค้า รายได้โตขึ้นกว่าเท่าตัว กลายเป็นไวรัลในทวิตเตอร์จนทำให้เกิดการบอกต่อปากต่อปาก ประกอบกับส่งขนมให้อินฟลูเอนเซอร์รีวิว สื่อเริ่มหันมาให้ความสนใจเพราะมองว่า เป็นคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำขนมไทยขาย
จนในที่สุด “หยกสด” เริ่มเข้าไปในอยู่ในโลเคชันแถบ CBD มากขึ้น โดยเป็นทางแลนด์ลอร์ดเข้ามาชักชวน-เสนอพื้นที่ เริ่มมีฐานลูกค้าเหนียวแน่นแบบที่เจอร้านแล้วถ่ายรูปส่งมาทักทายทางเพจ ปัจจุบัน “หยกสด” มีทั้งหมด 28 สาขา อยู่ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และต่างจังหวัด เริ่มขยายออกนอกกรุงเทพฯ ครั้งแรกเมื่อปี 2566 ไปใกล้ๆ ที่จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง จากนั้นกระจายไปจังหวัดหัวเมืองใหญ่อื่นๆ อาทิ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี เป็นต้น
ส่วนความนิยมของแต่ละสาขา “จ๊าก” บอกว่า สาขาสนามบินดอนเมือง เป็นสาขาที่ยอดขายไม่เคยตกลงเลย มีทั้งแบบที่ซื้อไปกินเองและซื้อเพื่อนำไปเป็นของฝาก การเข้าไปอยู่ในสนามบินดอนเมืองเกิดจากไอเดียเมื่อครั้งที่ “หยกสด” ยังไม่มีสาขาต่างจังหวัด คิดว่า จะทำอย่างไรให้สินค้าไปถึงลูกค้านอกพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ การเข้าไปอยู่บริเวณชั้นผู้โดยสารภายในประเทศ จึงน่าจะตอบโจทย์มากที่สุด
สำหรับขนมขายดีของทางร้าน “อินทนิล” ยังมาแรงเป็นอันดับ 1 ตลอดกาล ตามมาด้วย “เปียกปูนกะทิสด” และที่กำลังมาแรงอีกหนึ่งอย่าง ได้แก่ “ลอดช่องน้ำตาลไหม้” ราคาเริ่มต้นขนมที่ร้านอยู่ที่ 55 บาท ไปจนถึง 160 บาท โดยปีนี้จะมีสาขาเปิดใหม่อีกหนึ่งแห่งที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เลือกโลเคชันนี้เพราะเคยไปออกบูธแล้วได้รับการตอบรับที่ดี
ไม่ตั้งเป้าสูง คาดรายได้โตกว่าเดิม ถ้ามีโอกาสก็อยากไปต่างประเทศ
ทุกๆ ปี “จ๊าก” จะมีโจทย์ให้ทีมเรื่องการเปิดสาขาโดยเฉลี่ย 5-6 สาขาต่อปี บางปีอาจเกินเป้าตามโอกาสและความเหมาะสมที่เข้ามา ด้านเป้าเรื่องรายได้ปีนี้ “จ๊าก” บอกว่า ไม่คาดหวังจะโตแบบฟู่ฟ่า แต่เชื่อว่า ต้องโตกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน ยอมรับว่า ปี 2568 เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยากสำหรับการทำธุรกิจ แบรนด์ต้องคอยทำการบ้านหยิบของใหม่มานำเสนอตามความต้องการลูกค้า แม้ยากขึ้นแต่ไม่อยากโทษปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะทุกปีมีความท้าทายแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม เจ้าของร้านหยกสดบอกว่า เคยมีนักลงทุนมาชักชวนไปร่วมทุนอยู่บ้าง แต่ตนเองมองว่า อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ทำเองสบายใจมากกว่า ซึ่งตอนนี้มีเพียงจ๊ากและคุณแม่ที่ช่วยกันก่อร่างสร้างธุรกิจมาตั้งแต่วันแรก ส่วนเรื่องการแตกแบรนด์ก็ยังไม่ได้คิด อยากทำ “หยกสด” ให้ดีที่สุด พร้อมบอกว่า เป้าหมายตอนนี้ไม่ใช่การพาแบรนด์ไปไกลถึงต่างประเทศ ถ้ามีโอกาสก็พร้อมน้อมรับ ทว่า ตอนนี้อยากสร้างรากฐานของ “หยกสด” ให้แข็งแรงยั่งยืนมากที่สุดก็พอ
“ก่อนหน้านี้มีคนมาชวนเราไปออกบูธที่ต่างประเทศแต่ไม่ได้ไป ส่วนเรื่องแฟรนไชส์มีคนติดต่อเข้ามาเยอะมากแต่เราไม่เคยคิดถึงตรงนั้น อยากทำเองมากกว่า ทุกคนที่ทำแบรนด์ก็มีความหวังอยากให้แบรนด์เติบโตระดับนานาชาติได้ แต่ถ้าถามผมผมอาจจะคาดหวังในมุมความมั่นคง ความยั่งยืนมากกว่า ทำสินค้าออกมาแล้วคนชอบ อยู่กับไลฟ์สไตล์ของคนไปได้ยาวๆ คาดหวังมุมนี้มากกว่าการสเกลได้ใหญ่แค่ไหน เรื่องต่างประเทศก็อยากไปนะ แต่ต้องดูความพร้อมเป็นหลัก พร้อมเมื่อไหร่ก็ไปเมื่อนั้น”
ผลประกอบการ บริษัท หยกสด จำกัด มีรายละเอียด ดังนี้
ปี 2567: รายได้ 144 ล้านบาท กำไรสุทธิ 22 ล้านบาท
ปี 2566: รายได้ 121 ล้านบาท กำไรสุทธิ 19 ล้านบาท
ปี 2565: รายได้ 86 ล้านบาท กำไรสุทธิ 14 ล้านบาท
ปี 2564: รายได้ 44 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7.8 ล้านบาท
ปี 2563: รายได้ 25 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.4 ล้านบาท





