“เช็งซิมอี๊” ร้านขนมหวานที่มาพร้อมสีสันฉูดฉาด สร้างการจดจำจากท็อปปิ้งที่มีให้เลือกหลายสิบรายการ ที่สำคัญนี่ยังเป็นร้านของหวานเพียงไม่กี่แห่งที่เปิดดึกยาวๆ ไปจนถึงตีสอง โดย “เช็งซิมอี๊” เปิดให้บริการมานาน 67 ปี ยุคก่อนยังไม่มีหน้าร้านบนตึกแถวหรือเข้าไปขายบนห้างสรรพสินค้า ทว่า เติบโตจากรถเข็นขายเต้าทึงของอากงที่โล้สำเภามาจากเมืองจีน กระทั่งกิจการขยับขยายส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 2 และมีทายาทรุ่นที่ 3 ทยอยเข้ามารับช่วงกิจการกันแล้ว
สาขาต้นตำรับของ “เช็งซิมอี๊” ภายใต้การก่อตั้งของทายาทรุ่นที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณจุฬาฯ ซอย 5 เป็นหนึ่งในร้านเก่าแก่คู่ย่านบรรทัดทองมาหลายสิบปี นอกจาก “เฮียตี๊-สมชาติ คงศักดิ์ศรีสกุล” ทายาทรุ่นที่ 2 และผู้ก่อตั้งร้านเช็งซิมอี๊ สาขาจุฬาฯ ซอย 5 ตอนนี้ยังมี พล-ธนพล คงศักดิ์ศรีสกุล พาร์ท-ภัทรภณ คงศักดิ์ศรีสกุล และ แพท-ศศธร คงศักดิ์ศรีสกุล ลูกๆ ของเฮียตี๊เข้ามาช่วยต่อยอดธุรกิจอีกแรง ทั้งสามคนบอกว่า หลังจากเรียนจบก็ไม่เคยคิดไปทำงานที่อื่นเลย คิดตลอดว่า ต้องกลับมาดูแลธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น
เริ่มจากรถเข็นขายเต้าทึงของอากง แตกไลน์ทำหน้าร้าน-ท็อปปิ้งล้นในรุ่นคุณพ่อ
ก่อนจะเป็น “เช็งซิมอี๊” ย้อนกลับไปในปี 2501 ร้านอากงมีของหวานเพียงไม่กี่อย่าง หลักๆ เป็นเมนูเต้าทึง ใช้รถเข็นเป็นพาหะนะเดินขายไปตามเส้นวัดดวงแข วัดหัวลำโพง เลียบย่านจุฬาฯ “แพท” เล่าว่า เหตุผลที่ต้องเป็นของหวาน เนื่องจากเป็นความรู้ติดตัวอากงมาจากแผ่นดินใหญ่เมื่อครั้งอพยพเสื่อผืนหมอนใบมาจากซัวเถา เคยทำอะไรขายที่นู่นก็หยิบมาประยุกต์ทำการค้าที่นี่ พื้นเพของคนแต้จิ๋วชอบกินของหวานมาก คนไทยเองก็ชอบกินหวานเช่นกัน แตกต่างกันตรงที่เมืองไทยอากาศร้อนจึงเติมน้ำแข็งลงไปด้วยในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นร้านก็เริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ จนมาถึงรุ่นที่ 2 “พล” เล่าว่า อากงมีลูกเยอะมากถึง 10 คน พ่อของตนเป็นลูกคนสุดท้อง และเป็นผู้ริเริ่มนำร้านเช็งซิมอี๊มาสานต่อที่จุฬาฯ ในรูปแบบตึกแถว มีโต๊ะนั่งทานจริงจัง พร้อมกับเพิ่มท็อปปิ้งใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพ อาทิ น้ำกะทิ น้ำแดง ชาไทย ไมโล ไอศกรีม ฯลฯ จนทุกวันนี้ “เช็งซิมอี๊” มีจำนวนท็อปปิ้งมากกว่า 40-50 รายการ แต่ยังไว้ซึ่งเอกลักษณ์ท็อปปิ้ง “แผ่นแป้งกลม” ที่คนอื่นไม่มี
เห็นสาขาเยอะแบบนี้ แต่ “พล” เล่าว่า ทุกสาขายังเป็นธุรกิจในครอบครัวทำกันเอง แบ่งเป็นบริษัทของสมาชิกครอบครัวแต่ละคน เพราะเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นจากอากง-อาม่า จึงอยากรักษาให้อยู่กับลูกหลานเท่านั้น ไม่มีการขายแฟรนไชส์ และยังไม่คิดทำโมเดลแฟรนไชส์เร็วๆ นี้ แม้จะมีคนมาขอซื้อเยอะมาก เยอะแบบที่ “พล” และ “พาร์ท” บอกว่า ติดต่อเข้ามาเกือบทุกวัน
ความหมายของชื่อ “เช็งซิมอี๊” อ่านแยกเป็นสองคำ “เช็ง” แปลว่า สบายใจ ชื่นใจ ส่วน “อี๊” คือบัวลอยลูกกลมๆ ถือเป็นขนมมงคลของคนจีน มีความหมายรวมกันว่า ราบรื่น โชคดี สำหรับชื่อห้อยท้าย “ลือลั่นสะท้านโลกันต์” ทายาทรุ่นที่ 3 เล่าว่า คุณพ่ออยากให้มีชื่อที่อ่านแล้วนึกถึงกลิ่นอายแบบจีน ซึ่งยุคนั้นก็มีหนังจีนที่ใช้ชื่อแนวนี้ค่อนเยอะ จึงได้มาเป็นสโลแกน “ลือลั่นสะท้านโลกันต์”
มีแผนพา “เช็งซิมอี๊” ไปต่างจังหวัด เจออินไซต์คนไทยชอบกินของหวานตอนดึก
เนื่องจากเป็นการแบ่งสัดส่วนเปิดสาขาแต่ละครอบครัวภายในสกุล จึงไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า ปัจจุบัน “เช็งซิมอี๊” มีทั้งหมดกี่สาขา เฉพาะครอบครัวของพล-พาร์ท-แพท มีราวๆ 60-70 แห่ง ถามว่า ความยากในการทำร้านขนมหวานคืออะไร “พล” บอกว่า การควบคุมคุณภาพสินค้าให้มีมาตรฐานเดียวกันเป็นเรื่องยากที่สุด ของเชื่อมได้สัมผัสนุ่มเท่านี้ ความหวานต้องอยู่ระดับไหน แป้งต้องต้มให้ได้ที่ ทุกอย่างมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซ่อนอยู่
ส่วนแผนการขยายสาขาตอนนี้จะเริ่มเข้าห้างมากขึ้น “เช็งซิมอี๊” เริ่มจากโลตัส บิ๊กซี จากนั้นจึงเข้าไปอยู่ในเดอะมอลล์ เซ็นทรัลมากขึ้น กลุ่มลูกค้าที่มากินทั้งในและนอกห้างไม่แตกต่างกัน แต่ที่น่าสนใจและดูจะโดดเด่นมากหน่อย คือสาขาสยามพารากอน พบว่า ได้กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติเยอะมาก ไม่เฉพาะคนจีนเท่านั้น แต่ยังเจอลูกค้าเวียดนามเยอะขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
“เรามีไปต่างจังหวัด ญาติๆ ไปเปิดที่หาดใหญ่ ครอบครัวเราไปโคราช และปีหน้าว่าจะไปขอนแก่นแต่เป็นรูปแบบเข้าไปอยู่ในห้างคงไม่ได้ไปเปิดหน้าร้าน มีคนติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ทุกวัน มีเข้ามาตลอด เหตุผลที่ยังไม่ขายเพราะครอบครัวอยากให้ทำกันเอง บริหารกันเอง เลยไม่ได้คิดขายให้ใคร ส่วนต่างประเทศเคยมีติดต่อเข้ามาแต่เราก็ไม่ได้ขาย แผนอยากไปต่างประเทศอาจจะมีในอนาคต เป็นสเตปการเติบโตไปเรื่อยๆ รุ่นลูกก็เพิ่งเริ่มเข้ามาทำได้ไม่นาน กำลังพัฒนาและเรียนรู้”
ถามว่า สาขาไหนขายดีที่สุด ทั้งสามคนระบุว่า ทุกสาขามียอดขายเฉลี่ยเท่าๆ กัน ขึ้นๆ ลงๆ ตามสถานการณ์ เช่น ฝนตกเยอะ หรือเป็นหน้าเทศกาล เป็นต้น แต่ข้อสังเกตที่น่าสนใจ ก็คือ สาขานอกห้างของ “เช็งซิมอี๊” จะมีลูกค้าเยอะเป็นพิเศษช่วงดึก โดยเฉพาะหลังเที่ยงคืนไปจนถึง 02.00 น. ทยอยมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ 21.00 น. คาดว่า เป็นช่วงที่ลูกค้ากินอาหารค่ำเสร็จแล้วมาหาของหวานกินต่อ ตรงนี้จะแตกต่างจากร้านในห้างที่มีลูกค้าแวะเวียนมากินตั้งแต่ช่วงกลางวัน
อยากให้ Gen Z รู้จักร้านเยอะๆ อนาคตอาจได้เห็น “เช็งซิมอี๊” เข้าร้านสะดวกซื้อ
พล พาร์ท และแพท เข้ามาดูแลธุรกิจตั้งแต่เรียนจบ “พล” ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตจบ BBA จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ส่วน “พาร์ท” และ “แพท” จบจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเช่นกัน แม้จะมีคิดอยากไปหาประสบการณ์นอกบ้านมาต่อยอด แต่สุดท้ายก็เลือกเข้ามาช่วยที่บ้านทันที “แพท” บอกว่า เป็นสิ่งที่เห็นมาตั้งแต่เกิด จึงมีความถนัดมากที่สุด
ทุกวันนี้ยังสนุกกับการได้ลงมือทำทุกอย่างเอง ลงไปดูสาขา วางระบบให้ดี ไม่ได้รู้สึกเครียดหรือกังวล มองเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำทุกวัน ซึ่งนอกจากแผนขยายสาขา “พล” ระบุว่า มีคิดเรื่องนำสินค้าเข้าไปขายในร้านสะดวกซื้อเหมือนกัน แต่คงต้องใช้เวลากับกระบวนการ R&D พอสมควร เพื่อให้ขนมหวานยังคงรสชาติอร่อยเหมือนมาทานที่ร้าน เป็นโจทย์สำคัญพอๆ กับการทำ “Shelf-life” หรืออายุการเก็บรักษาได้นาน
เรื่องแตกแบรนด์ทำไลน์สินค้าอื่น “พาร์ท” บอกว่า จริงๆ แล้วที่ร้านเช็งซิมอี๊บางสาขามีขายเมนูของคาวอย่าง “บะหมี่เป็ด” ซึ่งเป็นเมนูที่คุณพ่อค่อยๆ พัฒนาขึ้นมา ส่วนเมนูอื่นที่เพิ่งเริ่มวางขาย ได้แก่ ขนมปัง วางขายที่หน้าร้านเช็งซิมอี๊ สาขาศรีนครินทร์
“แพท” มองว่า ความยากของธุรกิจครอบครัวที่อยู่มานาน คือการสร้าง Brand Awareness ในกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z ที่อาจจะยังไม่รู้จัก “เช็งซิมอี๊” เท่ากับ Gen X หรือ Gen Y โจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้รู้จักแบรนด์ ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ทำการตลาดหรือสร้างเอนเกจเมนต์มากนัก หลังจากนี้จะเริ่มบุกโซเชียลมีเดีย เข้าใกล้คนรุ่นใหม่มากขึ้น
“รายได้ปีที่แล้วเฉพาะสาขาที่เราดูอยู่เกินร้อยล้านอยู่แล้ว ปีนี้ส่วนของสาขาหลักยังไม่คิดขยาย แต่สาขาในห้างมีคิดไว้เหมือนกัน ล่าสุดเปิดที่เซ็นทรัลพาร์คไปแล้ว และเดือนนี้จะมีเปิดที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าด้วย ผู้บริโภคเปลี่ยนไปเราก็ต้องปรับตามเหมือนกัน เอาเฉพาะสาขาที่ติดถนนตอนนี้เช็งซิมอี๊ก็น่าจะอยู่ทุกพื้นที่แล้ว เราเลยอยากขยายเข้าห้าง”





