รัฐบาลเคยตั้งเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 39-40 ล้านคนในปี 2568 ใกล้เคียงปี 2562 ก่อนโควิด-19 ระบาด ก่อนจะปรับเป้าหมายลดลงเหลือ 35.5 ล้านคนเท่ากับปี 2567 หลังเผชิญปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัย จากกรณี ซิงซิง นักแสดงชาวจีนหายตัวไปบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เมื่อต้นปี และยังมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือน มี.ค. จนถึงกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา สะเทือนความเชื่อมั่นด้านการเดินทางอย่างต่อเนื่อง
รายงานล่าสุดของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-21 ก.ย. 2568 มีจำนวนสะสม 23,450,122 คน ลดลง 7.44% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
นางสาวรุ่ง กาญจนวิโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวในงานแถลงแนวทางและนโยบายของ ททท. เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว วานนี้ (24 ก.ย.) ว่า ททท.คาดการณ์ล่าสุดว่าตลอดปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสิ้น 33.4 ล้านคน ลดลง 6% เทียบกับปีที่แล้ว จากการลดลงของนักท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่ติดลบ 25% ขณะที่อาเซียนติดลบ 8% ส่วนภูมิภาคที่ยังเติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ เพิ่มขึ้น 15%, ยุโรป เพิ่มขึ้น 15%, อเมริกา เพิ่มขึ้น 8%, โอเชียเนีย เพิ่มขึ้น 8% และตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้น 4%
“ททท. คาดการณ์รายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้น่าจะลดลง 5% เทียบกับปีที่แล้ว เป็นอัตราใกล้เคียงกับการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ”
ไทยต้องปรับภาพลักษณ์สดใหม่สู้คู่แข่ง
สำหรับความท้าทายของภาคการท่องเที่ยวไทย พบว่าประเด็นความปลอดภัยและข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชายังคงส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ นอกจากนี้ยังมีประเด็นแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมและการบริการไม่ได้มาตรฐาน ขาดโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยว และพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป
ขณะที่การแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านและจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ที่สำคัญ พบว่าประเทศจีนกลายเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามอง เพราะราคาไม่แพง มีสินค้าและบริการหลากหลาย มีแหล่งท่องเที่ยวสดใหม่ สะอาด ปลอดภัย มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ได้ดีมากขึ้น
ส่วนเวียดนาม เป็นคู่แข่งสำคัญอีกรายที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จากการใช้กลยุทธ์ตัดราคา ประกอบมีแหล่งท่องเที่ยวแบบมนุษย์สร้าง (Man-made Attraction) มาเสริมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
ทางด้านญี่ปุ่น คู่แข่งตลอดกาลของไทย ได้วางตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวตลาดบนหรือไฮเอนด์ ขณะที่ไทยวางตำแหน่งเจาะตลาดกลางค่อนบน
“ประเทศไทยในตอนนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเก่าในสายตานักท่องเที่ยว จึงถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงภาพลักษณ์ใหม่ในปี 2569 ด้วยแนวคิด นิว ไทยแลนด์ (New Thailand) เพื่อให้ประเทศไทยดูสดใหม่มากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังชูแนวคิด Value over Volume เน้นทั้งมิติคุณภาพ คุณค่า ปลอดภัย และยั่งยืน”
ททท. อัดบิ๊กอีเวนต์ไตรมาส 4 ปลุกมู้ดเที่ยว
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ช่วงไฮซีซันไตรมาส 4 ของปีนี้ถือเป็นความหวังของภาคท่องเที่ยวไทย โดย ททท.เตรียมจัดเทศกาลและอีเวนต์ เช่น มหาลอยกระทง จ.สุโขทัย นาน 2 สัปดาห์, การแข่งขันอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก ซึ่งอยากผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของมาราธอนระดับโลก ตีคู่กับเบอร์ลินและโตเกียว, งานวิจิตร เจ้าพระยา ขยายระยะเวลาจัดงานเป็นประมาณ 45 วัน เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงโค้งท้ายปี รวมถึงไฮไลต์อย่างงานเคานต์ดาวน์ 2026
โดยให้ความสำคัญกับทุกตลาดเพื่อผลักดันกระแสการเดินทางให้ได้มากที่สุด โดยได้จัดโครงการหนีห่าว มันธ์ (Nihao Month) ประกอบด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์และแคมเปญทางการตลาดต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ย. จนถึงปลายปีนี้เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีน ทั้งนี้เฉพาะโกลเด้นวีคหยุดยาววันชาติจีน 1 ต.ค. คาดว่าตลอดระยะเวลา 13 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. -8 ต.ค. 2568 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทย 25,000-30,000 คน/วัน รวมไม่น้อยกว่า 200,000 คน และอาจแตะ 300,000 คน สร้างรายได้สะพัดด้านการท่องเที่ยวประมาณ 10,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังเตรียมจัดเทศกาลดิวาลีเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่อินเดียอีกด้วย
ด้านตลาดในประเทศมีแนวคิดจะจัดโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” สนับสนุนให้คนไทยที่ส่วนใหญ่มักท่องเที่ยวด้วยตัวเอง หันมาใช้บริการบริษัททัวร์ เน้นนำเสนอแพ็กเกจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่เห็นแล้วว้าว อาทิ ทัวร์อาหาร ทัวร์สายศรัทธา และทัวร์สายสุขภาพ ทั้งนี้ต้องขอหารือเพิ่มเติมกับนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และขอพิจารณาเงื่อนไขโครงการนี้และดูงบประมาณที่เหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” วงเงิน 1,750 ล้านบาท ซึ่งมีการจองสิทธิหมดทั้ง 5 แสนสิทธิแล้ว เนื่องจากตอนนี้เงินบาทแข็งค่า กำลังดึงดูดคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ
เอกชนฝันทัวริสต์ต่างชาติทะลักไทย 70 ล้านคน
ททท. และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ยังได้จัดงานเสวนาหัวข้อ “ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับรัฐบาลไทย” วานนี้ (24 ก.ย.) โดยมีผู้บริหารของภาคเอกชน 3 สภา ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ สทท. เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวต้องเผชิญการแข่งขันสูงขึ้น ด้วยประเทศไทยพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของจีดีพี แบ่งเป็นรายได้จากภาคการส่งออก 60% และภาคการท่องเที่ยวอีกกว่า 10% ซึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักทั้ง 2 กำลังกังวลกับเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น
“หากเทียบกับเมื่อต้นปี 2568 ปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% แต่ถ้าเป็นช่วง 17 เดือนที่ผ่านมา แข็งค่าขึ้นกว่า 17% แล้ว ส่งผลต่อต้นทุนภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก เมื่อปี 2562 ก่อนโควิด มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.9 ล้านคน สร้างรายได้ 2 ล้านล้านบาท รวมตลาดไทยเที่ยวไทยด้วยมีรายได้รวม 3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18% ของจีดีพี เราอยากเห็นท่องเที่ยวต่างชาติงเข้าไทย 70 ล้านคนเหมือนที่ฝรั่งเศสทำได้ และมีรายได้ 20-25% ของจีดีพี เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศแข็งแกร่งมากขึ้น”
ท่องเที่ยวไทยเสียเปรียบ “ค่าเงิน”
ส่วนในช่วง 4 เดือนนับจากนี้ก่อนยุบสภา แม้ไตรมาส 4 จะตรงกับช่วงไฮซีซัน แต่การที่ไทยกำลังเสียเปรียบเรื่องค่าเงิน ขณะที่คู่แข่งหลักอย่างญี่ปุ่น มีปัจจัยเงินเยนอ่อนค่า อีกทั้งญี่ปุ่นมีภาพลักษณ์สะอาดและปลอดภัย อาหารอร่อย ไปแล้วชอปปิงสนุกกว่าเดิมเพราะเยนอ่อน คนจีนแห่ไปเที่ยวญี่ปุ่นสูงมาก ขณะที่เวียดนามก็มีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไปเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ พร้อมประกาศว่าจะเป็นปีที่เวียดนามมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามามากที่สุด สวนทางกับไทยที่มีผลกระทบจากปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัย และข่าวเชิงลบต่างๆ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัว
วอนรัฐบาลใหม่หนุนลดต้นทุนแข่งขัน
สำหรับข้อเรียกร้องจากภาคเอกชน อยากขอให้รัฐบาลช่วยลดต้นทุนต่าง ๆ ของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันย้ายฐานการผลิตจากจีนและประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาษีการค้าสหรัฐ เข้ามาในไทยรวมถึงประเทศในภูมิภาคเดียวกันเป็นฐานการผลิตแทน โดยปัจจุบันไทยเสียเปรียบเพื่อนบ้านในเรื่องต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าทำให้สิ่งที่ต้องการเรียกร้องจากภาครัฐคือ หากต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งภาคผลิตและภาคท่องเที่ยวบริการ จะต้องทำให้ต้นทุนของประเทศดีด้วย โดยเฉพาะประเด็นที่มองไม่เห็น คือกฎหมายที่มีอยู่แสนกว่าฉบับ เพราะกฎหมายที่ไม่เป็นคุณได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ จำเป็นต้องปรับแก้กฎหมายให้ทันกับโลกในปัจจุบัน
ด้านต้นทุนทางการเงิน ดอกเบี้ยต้องไม่สูง โดยเฉพาะกับธุรกิจเอสเอ็มอีที่เปราะบาง อยากได้เงินทุนสูง แต่เข้าถึงยาก ก็ต้องช่วยเหลือเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยปัจจุบันเอสเอ็มอีไทยมีสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้น 7.6% ถือว่าสูงและน่ากังวลมาก ขณะที่กำลังซื้อในต่างจังหวัดก็เหือดแห้ง นี่คือจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทย
“บางกลุ่มบอกว่าบาทแข็งมีประโยชน์ ทำให้ซื้อพลังงานนำเข้ามาได้ถูกลง สามารถใช้จ่าย และลงทุนได้ถูกลง แต่มองว่าอาจพูดผิดเวลาไปหรือไม่ เพราะเวลานี้ต้องเป็นโหมดการหารายได้เข้าประเทศ ทำให้ค่าเงินบาทต้องอยู่ระดับเหมาะสม 34-35 บาทต่อดอลลาร์” นายเกรียงไกรกล่าว





