บทบาทของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก มีผลกระทบสำคัญต่อภาคธุรกิจ และจะทวีความสำคัญในโลกแห่งอนาคต ทั้งด้านการเสริมสร้างความสามารถด้านกลยุทธ์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี
รวมถึงสนับสนุนการปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เราสามารถวิเคราะห์การสร้างผลกระทบหลัก (Core Impact) ต่อภาคธุรกิจจากบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกได้ ดังนี้
ประการแรก คือ บริษัทที่ปรึกษาฯ ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการปรับเปลี่ยนและนวัตกรรม ช่วยแนะนำ กลยุทธ์ด้านนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงกระบวนการ และกลยุทธ์เทคโนโลยี ทำให้ภาคธุรกิจสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่เพื่อตอบโจทย์ตลาดและความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล
ประการที่สอง คือ บริษัทที่ปรึกษาฯช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม มีบทบาทในการช่วยวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ด้าน ESG ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของโลกธุรกิจปัจจุบันและอนาคต
ทำให้ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และภาคธุรกิจ สามารถปรับตัวโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคมได้มากขึ้น
ประการที่สาม คือ บริษัทที่ปรึกษาฯช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ช่วยปรับปรุงกระบวนการและการบริหารจัดการภายในองค์กร เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเกิดความคุ้มค่าและความยั่งยืนในเชิงธุรกิจ
ประการสุดท้าย คือ บริษัทที่ปรึกษาฯช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารความเสี่ยงและการบริหารความเปลี่ยนแปลง โดยร่วมวางกลยุทธ์รับมือกับความเสี่ยงและอุปสรรคที่เกิดจากเทคโนโลยีและตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นต้น
คำถามคือ อะไรคือขีดความสามารถหลัก (Core Competency) ของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกในการสร้างผลกระทบความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญแก่ภาคธุรกิจ
และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกนั้นวางกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนองค์กรของตนเองอย่างไร จึงจะสามารถสร้างสรรค์คุณค่าที่แท้จริงให้แก่ภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้
รวมถึงหากวิเคราะห์บทบาทสำคัญของบริษัทที่ปรึกษาฯ ในโลกแห่งอนาคตนั้น พวกเขากำลังปรับตัวเองอย่างไร เพื่อรับมือกับความท้าทายในบริบทของตนเองภายใต้ความเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งอนาคต
จากคำถามดังกล่าว ผู้เขียนได้ทำการวิเคราะห์-วิจัย พบว่า พลวัตความเปลี่ยนแปลงและทิศทางเชิงกลยุทธ์ (Strategic Direction) ของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก มีจุดร่วมในการปรับตัวและการวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ (Strategic Positioning) ที่มีความเหมือนหรือสอดคล้องกันในภาพใหญ่ของการทำ Strategic Move
กล่าวคือ กลยุทธ์ของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกนั้น มักเน้นไปที่การปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและแนวโน้มทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เช่น การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ทั้งในกระบวนการภายในองค์กรและกระบวนการภายนอกในการให้บริการแก่ลูกค้า, การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการให้คำปรึกษา การวางกลยุทธ์ และการพัฒนาธุรกิจให้แก่ลูกค้า เป็นต้น
ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ลงลึกในรายละเอียด จะพบว่า Strategic Direction ของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก กำลังมุ่งเน้นการให้บริการที่เป็นนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ มีการขยายการให้บริการในกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Service Platform)
การให้บริการด้านความยั่งยืน (ESG) และการช่วยลูกค้าในการปรับเปลี่ยนองค์กร (Transformation) โดยการผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีกับความรู้ด้านกลยุทธ์และการจัดการ
จะเห็นได้ว่า Strategic Move ของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกกำลังวางบทบาทของตนเอง ในการเป็นพันธมิตรด้านกลยุทธ์และพันธมิตรด้านเทคโนโลยีให้แก่ลูกค้า
ต้องการเสริมสร้างความสามารถในการให้คำปรึกษาที่มีคุณภาพสูงและครอบคลุม ตลอดจนมุ่งเน้นความเฉพาะทางของกลุ่มอุตสาหกรรม/กลุ่มธุรกิจ เพื่อสร้างกลยุทธ์นวัตกรรม กลยุทธ์ความยั่งยืน และกลยุทธ์ในการปรับเปลี่ยนองค์กรที่มีความเจาะจงมากขึ้น
การปรับตัวเชิง Strategic Move ของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกเหล่านี้ กำลังสะท้อนถึงอะไร และทำไมเราต้องรู้
คำตอบ คือ Strategic Move ของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกเหล่านี้ กำลังสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างการแข่งขัน ระบบนิเวศทางธุรกิจ และปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจภายใต้โลกแห่งอนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
หนึ่งคือ สะท้อนถึงทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และภาคธุรกิจต้องมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตและกระบวนการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุน
ตลอดจนสร้างความตระหนักว่าภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่โหมดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อบรรลุเป้าหมายด้าน ESG ทั้งขององค์กรและภาพรวม
อีกทั้งยังสะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงกลยุทธ์ เพื่อรองรับบริบทและรูปแบบการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป
ความจำเป็นที่ต้องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เพื่อสร้างและพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ที่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ตลอดจนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
เมื่อโครงสร้างการแข่งขัน ระบบนิเวศทางธุรกิจ และปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจภายใต้โลกแห่งอนาคตกำลังเปลี่ยนแปลงไป ภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และภาคธุรกิจต้องขยับตัวทำอะไรบ้างแล้วในตอนนี้
อาทิ 1) ควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการธุรกิจ (Business Process) และกระบวนการบริหารจัดการภายในองค์กร (Internal Process)
เช่น การใช้ซอฟต์แวร์ ERP เพื่อวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด, การใช้ IoT, Automation, AI, Robotic ฯลฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความผิดพลาด
2) ควรพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ (Product Innovation & Service Innovation) เช่น การสร้างสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือการออกแบบบริการใหม่ (New Service Design) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล
3) ควรปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจและรูปแบบธุรกิจ (Business Process & Business Model) โดยการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลเชิงลึกในการพัฒนานวัตกรรม (Data-Driven Innovation) เพื่อทำให้เกิดการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าและตลาดที่สามารถนำไปใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมและการพัฒนานวัตกรรม
4) ควรพัฒนาความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ โดยส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์และการทดลองให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
5) สร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา/อุดมศึกษาและสตาร์ตอัป เพื่อเปิดรับนวัตกรรมจากภายนอก (Open Innovation) ทั้งในรูปแบบของการเป็นเครือข่ายพันธมิตรและเครือข่ายสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นต้น
การปรับตัวของภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และภาคธุรกิจ ด้วยการดำเนินกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมดังกล่าว จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการตัวแปรซึ่งเป็นปัจจัยความสำเร็จในการสร้างความเปลี่ยนแปลง อาทิ
1) ตัวแปรด้านการสนับสนุนจากผู้บริหาร (Leadership) โดยผู้บริหารและทุกองคาพยพในองค์กรต้องมีความมุ่งมั่นและสนับสนุนการสร้างความเปลี่ยนแปลง มีความเป็นเอกภาพและมองไปในทิศทางเดียวกัน ครอบคลุมทั้งในส่วนของการบริหารเชิงกลยุทธ์ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากร
2) ตัวแปรด้านวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับนวัตกรรมทั้งจากภายในและภายนอก ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การคิดนอกกรอบ กล้าคิดริเริ่ม และกล้าที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
3) ตัวแปรด้านการลงทุนในเทคโนโลยีหรือทรัพยากรที่จำเป็นต่อการสร้างความสามารถเชิงนวัตกรรมและความสามารถใหม่ให้แก่องค์กร
4) ตัวแปรการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในส่วนของภาคการศึกษา ภาคเทคโนโลยี สมาคมธุรกิจ และสตาร์ทอัพ เพื่อนำพาโอกาสใหม่ด้านนวัตกรรม
5) ตัวแปรด้านความสามารถในการปรับตัวและการบริหารความเสี่ยง
กล่าวโดยสรุป การถอดกลยุทธ์ของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ได้สะท้อนถึงโจทย์ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และภาคธุรกิจในประเทศไทย เนื่องจากสององคาพยพดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ช่วยสร้างผลผลิตที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ทำให้ภาคการผลิตและภาคบริการซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้รับการขับเคลื่อนอย่างเป็นยุทธศาสตร์ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ประเทศไทย รวมถึงอาจมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ
โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้างโอกาสเพื่อเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจให้แก่คนในสังคมมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมบริษัทเทคโนโลยี (Tech Company) ในประเทศไทย รวมถึงสตาร์ตอัปที่มุ่งเน้นการลงทุนและการสเกลอัพธุรกิจที่มีการพัฒนาด้าน Deep Tech, Data Analytic, AI เป็นต้น
เพื่อขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และภาคธุรกิจของไทยให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของโลกธุรกิจในยุคดิจิทัลแห่งอนาคตภายใต้โจทย์เรื่องของการสร้างความยั่งยืนไปพร้อมกัน.
iBelieve Consulting Group
คือ บริษัทให้คำปรึกษาด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล,
การวิจัยกลยุทธ์องค์กร และการบริหารโครงการเชิงยุทธศาสตร์ด้าน ESG เป็นบริษัทที่ปรึกษาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองจาก กระทรวงการคลัง (ที่ปรึกษาประเภทนิติบุคคล ระดับ 3 หมายเลข 5955)





