ธุรกิจร้านอาหารเตรียมคึกคัก ฟื้นพิษไข้หลัง "คนละครึ่ง" ต่อลมหายใจ สมาคมภัตตาคารไทย เชื่อผู้ประกอบการเดินหน้าได้ วอนร้านค้าอย่าขึ้นราคา
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า ภารกิจรัฐบาลระยะสั้นคือการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เผชิญ เพราะขณะนี้สถานการณ์ความเป็นอยู่ของประชาชนเหมือนกำลังจะตาย
ขณะที่ภาคธุรกิจ อย่างร้านอาหารที่มีขนาดเล็กใหญ่ ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาประสบภาวะยอดขายหดตัวอย่างหนัก จากเศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว ซึ่งผู้ประกอบการที่สายป่านสั้นเหมือนกำลังจะตาย เพราะโดยปกติจะอยู่ได้ราว 3 เดือนเท่านั้น อาจต้องล้มหายตายจากปิดกิจการ และสิ่งที่ร้านอาหารซบเซาเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงปัจจุบัน 5 เดือนแล้ว การที่จะให้กัดฟันอดทนถึงเดือนพฤศจิกายน ช่วงไฮซีซันการค้าขายจึงรอไม่ไหว
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้สมาคมฯ เดินหน้าหารือกับรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี งัดโครงการ"คนละครึ่ง"กลับมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทั้งฝั่งของประชาชน และธุรกิจร้านอาหาร
“ตอนนี้เหมือนเราอยู่ในภาวะอดข้าวอดน้ำ ต้องการกำลังใจและยาแรงในการฟื้นตัว ส่วนธุรกิจร้านอาหารในวงการคือเผชิญความทุกข์มานาน ที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้แต่ส่งเสียงถึงรัฐบาล แต่จังหวะนี้เป็นโอกาสดีที่รัฐบาลรู้ทุกข์ของประชาชน ภาคธุรกิจ สมาคมฯจึงได้นำเสนอความต้องการ และภาครัฐตอบสนอง ซึ่งระยะสั้นคือการทำให้ผู้ประกอบการอยู่รอดด้วย”
สำหรับ โครงการคนละครึ่ง สมาคมฯ ยังเสนอเงื่อนไขผ่านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการใช้จ่าย นอกจากช่วยเหลือกลุ่มประชาชนผู้เปราะบาง 50:50 คือรัฐช่วยสนับสนุนครึ่งหนึ่งจากประชาชนจับจ่ายใช้สอยครึ่งหนึ่ง แต่กลุ่มที่มีการเสียภาษี ควรช่วยเหลือเพิ่มอีก 10% เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย จึงออกมาในรูปแบบ 60:40
“โครงการคนละครึ่งพิจารณาบนเงื่อนไขเดิม แต่ที่เสนอต่อรัฐบาลคือถ้าหากประชาชนที่เสียภาษี เติมให้อีก 10% เพราะที่ผ่านมาคนที่เสียภาษีแทบไม่มีสิทธิ์ได้อะไรเลย ต้องเข้าใจเพราะทุกคนมีความรู้สึก ส่วนร้านอาหารอย่าตั้งเงื่อนไขมาก เพราะตอนนี้ผู้ประกอบการสะบักสะบอมแล้ว”
ทั้งนี้ สิ่งที่ธุรกิจร้านอาหารเผชิญในปี 2568 สะท้อนผ่านมายังสมาคมฯคือ ย่ำแย่กว่าตอนโควิด-19 ระบาด เพราะขณะนั้นมีเสียงความเดือดร้อนใดสะท้อนถึงรัฐ มีการรับฟัง รับรู้ และโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา จากข้อมูลไลน์แมนวงในระบุว่าช่วยธุรกิจร้านอาหารเติบโต 2.5-4 เท่า
อย่างไรก็ตาม ในการให้ยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และเซ็กเตอร์ร้านอาหารครึ่งนี้ สมาคมฯ ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการอย่าขึ้นราคาอาหาร ส่วนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีมีการขอลดกำไรหรือจีพี
“มาตรการครั้งนี้ เชื่อว่าจะยืดอายุผู้ประกอบการรายย่อยให้ฟื้นตัวได้ เหมือนคนป่วย หากให้ยาแรงจะฟื้น เดินได้ทันที”
ต่อประเด็น “เงื่อนไข” ของผู้ประกอบการที่อย่าคิดภาษีย้อนหลังกับกลุ่มเปราะบาง ถือเป็นการช่วยเหลือคนที่กำลังจะตาย หรือแม้กระทั่งการให้ 60% กับประชาชนที่เสียภาษีถือเป็นการให้กำลังใจประชาชน
สำหรับธุรกิจร้านอาหารมีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย หากรัฐไม่มีมาตรการช่วยเหลือ จะเห็นการเปิดปิดร้านปีละหลัก 5 หมื่นร้านค้า เพราะที่มีอยู่รายได้น้อยลง และติดหนี้สิน การมีมาตรการคนละครึ่งจึงทำให้ผู้ปนะกอบการมีความหวัง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นางฐนิวรรณ ย้ำคือไม่ต้องการให้ผู้ประกอบการขยับราคาขาย เช่น จาก 60 บาท เป็น 80 บาท เพื่อรับมาตรการคนละครึ่ง
"เราได้ขออย่าให้ร้านขึ้นราคาอาหาร จากขาย 60 บาท ขาย 80 บาท..แบบนี้ไม่ได้นะ"
นอกจากพื้นกำลังซื้อในประเทศระยะสั้น ช่วยเหลือผู้ประกอบการ อีกมาตรการที่เดินหน้าคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว โดยการนำโลโก้ “Trust” มาใช้กับร้านอาหารที่เปรียบเสมือนการการันตีให้กับโรงแรม ร้านอาหาร ซึ่งเป็นการต่อยอดสร้างความยั่งยืนให้ผู้ประกอบการระยะยาวด้วย จากเดิมที่มี SHA อยู่แล้ว
“ธุรกิจโดนหลากผลกระทบจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจีน ทั้งความเชื่อมั่น ความไม่ปลอดภัย แพง เราจึงจะฟื้นความเชื่อมั่นตลาดท่องเที่ยวควบคู่ไปด้วย”
ก่อนหน้านี้ ชญานิศ สมสุข นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB EIC) เผยรวมตลาดร้านอาหารปี 2568 คาดการณ์มูลค่า 6.74 แสนล้านบาท เติบโต 3.1% ส่วนแนวโน้มปีหน้าคาดการณ์เติบโต 3.3% และมูลค่าแตะ 6.97 แสนล้านบาท
ขณะที่ตลาดเติบโต ยังมีผลจาก“ต้นทุน” ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีการขยับราคาสินค้าด้วย
ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารยังแข่งแรง ผสานปัจจัยลบรุมล้อม ทำให้จำนวนผู้ประกอบการลดลง ณ เดือนมิถุนายน 2568 ธุรกิจร้านอาหารที่เป็นนิติบุคคลรวมมี 25,485 ราย เทียบกับเดือนสิงหาคม 2567 มีจำนวน 44,058 ราย ผู้ประกอบการหายไปถึง 43% และส่วนใหญ่เป็น “รายเล็ก” จากสัดส่วนใหญ่ที่เป็นนิติบุคคลรายเล็ก(Small)ราว 97-98%
ตลาดร้านอาหารที่โตต่ำ เพราะได้ผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว จำนวนท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำกว่า 50 คนไทย 54% ไม่มั่นใจเศรษฐกิจ ส่งผลต่อเนื่องถึงการระมัดระวังใช้จ่ายมากขึ้น และ 67% ยังปรับตัวรับความไม่แน่นอน ทั้งลดค่าใช้จ่ายในการทานอาหารนอกบ้าน ลดใช้จ่ายในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น





