สร้างเซอร์ไพรส์อย่างยิ่ง! เมื่อชื่อของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ติดโผ ครม.อนุทิน 1 หลังมีรายงานข่าวเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (8 ก.ย.68) ว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ได้ทาบทาม ศุภจี ให้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โลกโซเชียลต่างแซ่ซ้องว่า “โควตาคนนอก” ของ ครม.ชุดนี้มีแต่ “คนหน้าตาดี” เห็นแล้วอดตื่นเต้นไม่ได้!
ชีวิตการทำงานของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” (ชื่อเล่น แต๋ม) ตลอด 36 ปี คร่ำหวอดใน 3 อุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน ทั้งไอที ดาวเทียม และท่องเที่ยว-บริการ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญกับดิสรัปชัน (Disruption) มากมายจากเทคโนโลยี และตามรายงานข่าวล่าสุด ศุภจีกำลังจะกระโดดเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับประเทศ ประจำกระทรวงพาณิชย์ หลังได้รับการทาบทามจากนายกฯ อนุทิน
สำหรับประวัติการศึกษา ศุภจี จบการศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา ระดับปริญญาตรีสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และระดับปริญญาโทบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาการเงินและการบัญชีต่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทรอป สหรัฐ
ก่อนหน้าที่ ศุภจี จะเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2559 ได้มัดรวมความรู้ และประสบการณ์มาเป็นส่วนเสริม จากภูมิหลังเป็นคนไทยคนแรกที่ก้าวสู่ตำแหน่งผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักงานใหญ่ ไอบีเอ็ม (IBM) นิวยอร์ก สหรัฐ ทำงานในองค์กรไอบีเอ็มถึง 23 ปี ก่อนจะก้าวสู่อุตสาหกรรมดาวเทียม ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เป็นเวลาอีก 4 ปี กระทั่งข้ามฟากมาเป็นซีอีโอนำทัพกลุ่มดุสิตธานีขยายธุรกิจไปสู่น่านน้ำใหม่ นอกเหนือจากกลุ่มธุรกิจโรงแรม และรีสอร์ต
ศุภจี ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในช่วงรับไม้ต่อบริหาร ในการสวมหมวก “ซีอีโอนอกสายเลือด” ของกลุ่มดุสิตธานี ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2491 หรือนานกว่า 77 ปี โดย “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ผู้ก่อตั้ง “กลุ่มดุสิตธานี” เป็นซีอีโอนานกว่า 50 ปี ตามด้วยทายาทรุ่นที่ 2 อย่าง “ชนินทธ์ โทณวณิก” เป็นซีอีโออีก 15 ปี พร้อมรับมือกับความท้าทายที่ไม่ใช่แค่คนนอกตระกูล แต่ยังเป็นคนนอกอุตสาหกรรมอีกด้วย
ศุภจี มาพร้อมกับแผนกลยุทธ์ระยะยาวปรับรากฐานการเติบโตของกลุ่มดุสิตธานีในระยะ 9 ปี เพื่อสร้างการเดินทางบทใหม่ “New Chapter” ให้มีความมั่นคงขึ้นในแง่ที่มารายได้ของพอร์ตโฟลิโอ จากเดิมที่มีธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม พึ่งพารายได้กลุ่มโรงแรมและฮอสพิทาลิตี้มากถึง 90% ของรายได้ทั้งหมด อีกขาคือ กลุ่มการศึกษา
มุ่งหน้าปรับสู่กลยุทธ์ “Balance - Diversify - Expand” การสร้างความสมดุล การเติบโต และการกระจายความเสี่ยง ด้วยการเติมขารายได้ใหม่ ให้ยืนได้ด้วยธุรกิจหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มโรงแรมและฮอสพิทาลิตี้ ปัจจุบันมีโรงแรมในเครือรวมเกือบ 60 แห่ง เมื่อรวมกับกลุ่มแบรนด์ “อีลิธ เฮเวนส์” (Elite Havens) ธุรกิจบริหารจัดการ และให้เช่าวิลล่าหรูรายใหญ่ในเอเชีย ทำให้มีอสังหาริมทรัพย์ในพอร์ตโรงแรม และฮอสพิทาลิตี้รวมมากกว่า 300 แห่ง ภายใต้ 8 แบรนด์ กระจายใน 18 ประเทศ 2.กลุ่มการศึกษา กลุ่มดุสิตธานีน่าจะเป็นกลุ่มแรกที่ทำเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม และการทำอาหารอย่างจริงจัง 3.กลุ่มอาหาร 4.กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ 5.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการต้อนรับ เฉพาะ 3 กลุ่มธุรกิจหลัง เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่บริษัทเพิ่งเริ่มกระจายการลงทุนในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามแผนกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดยเป้าหมายกลยุทธ์ 9 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะในทุกๆ 3 ปี ระยะที่ 1 มุ่งวางฐานบริษัทให้แข็งแรง ก่อนเข้าสู่ระยะที่ 2 สร้างการเจริญเติบโต และระยะที่ 3 ก้าวสู่ New Chapter ของกลุ่มดุสิตธานี แต่ดันเจอวิกฤติโควิด-19 ระบาดหนักเมื่อปี 2562
จนถึงปี 2568 ก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ในการเป็นแม่ทัพใหญ่ของกลุ่มดุสิตธานี เป็นปีที่จะได้เห็นพัฒนาการเติบโตของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผ่านโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” (Dusit Central Park) มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท บนที่ดิน 23 ไร่ ทำเลไพร์มโลเคชันหัวมุมถนนสีลมตัดกับถนนพระราม 4 ภายใต้การร่วมลงทุนกันระหว่าง 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) โดยโครงการนี้มี 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ โรงแรม ที่พักอาศัย ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และสวนลอยฟ้า หลังจากได้ทยอยเปิดให้บริการแต่ละองค์ประกอบไปเกือบหมดแล้ว เหลือแค่โครงการที่พักอาศัยแบบ Branded Residence ภายใต้แบรนด์ “Dusit Residences” และ “Dusit Parkside” ซึ่งปัจจุบันมียอดขายกว่า 92-93% หรือคิดเป็นเงินกว่า 17,000 ล้านบาท จะเริ่มทยอยโอนในปลายปี 2568
แต่แล้ว ศุภจี ต้องเผชิญกับสถานการณ์ปมขัดแย้งภายในศึกสายเลือด 2 ขั้วของ “ทายาทดุสิตธานี” ระหว่างขั้วของ ชนินทธ์ โทณวณิก (พี่ชายคนโต) กับขั้วของ สินี เธียรประสิทธิ์ (ลูกสาวคนโต) และสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค (ลูกสาวคนเล็ก) ทายาทของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี ที่ยังคงเป็นประเด็นร้อน ณ ขณะนี้ หลังจากปมขัดแย้งภายในนำไปสู่การถอด “ชนินทธ์ โทณวณิก” ออกจากการมีอำนาจใน “บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด” ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เมื่อเดือนก.พ.2568
และน่าจับตาผลการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของดุสิตธานี ในวันที่ 26 ก.ย.2568 อย่างยิ่ง เพราะนอกเหนือจากวาระ ถอดถอน “ชนินทธ์ โทณวณิก” ให้ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทแล้ว ยังมีวาระขออนุมัติการเปลี่ยนแปลงอำนาจลงนาม จากเดิมซึ่งประกอบไปด้วย ชนินทธ์ โทณวณิก, สินี เธียรประสิทธิ์ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ ร่วมกัน 2 ใน 3 คน เปลี่ยนมาเป็นคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งประกอบด้วย สินี เธียรประสิทธิ์, กฤษดา กวีญาณ และ ศุภศักดิ์ จิรเสวีนุประพันธ์
การถอดชื่อ ศุภจี ออกจากการลงนามทั้งๆ ที่เป็นซีอีโอของ บมจ.ดุสิตธานี จึงไม่ต่างจากการริบดาบในการบริหารงาน สั่นคลอนเก้าอี้ซีอีโอของศุภจีอย่างยิ่ง!
แต่แล้ว... ก็ตรงกับจังหวะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ทาบทาม ศุภจี ให้มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในห้วงเวลาเพียง 4 เดือนก่อนยุบสภา ตามข้อตกลง MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน
ต้องติดตามกันว่าช่วงระยะเวลาอันสั้นนี้ หญิงแกร่งอย่าง “ศุภจี” จะเปลี่ยนมันให้มีความหมาย สร้างคุณค่า และมูลค่าแก่เศรษฐกิจไทยได้มากน้อยขนาดไหน?
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





