เส้นบุกปรุงรส กลายเป็นสินค้าใหม่และเข้าหมวดพระเอกที่ดันตลาดขนมขบเคี้ยวหรือสแน็คครึ่งปีกว่า 2 หมื่นล้านบาท เติบโต 10% "ทาโร" เบอร์ 1 ปลาเส้น งัดอาวุธปลุกยอดโค้งท้ายปี
ตลาดขนมขบเคี้ยวหรือสแน็คในหมวดปลาเส้นมีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ครึ่งปีการเติบโตอยู่ที่ 5% ขณะที่ “ทาโร” เป็นแบรนด์อันดับ 1 ที่ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 90% ในกลุ่มปลาเส้น ครึ่งทางการเติบโต 6%
ทว่า ตลาดสแน็คโดยรวมปี 2568 มีความคึกคักอย่างมาก เพราะมีสินค้าหมวดใหม่มาสร้างสีสันอย่าง “เส้นบุกปรุงรส” หรือที่คุ้นหูแบรนด์ “หมึกกรุบ” เข้ามาปลุกการเติบโตกว่า 10% จากมูลค่าตลาด 6 เดือนกว่า 2 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2567 ตลาดสแน็คมูลค่า 4.28 หมื่นล้านบาท (นีลเส็น ณ ธ.ค.67) เติบโต 8.1% แบ่งเป็นมันฝรั่ง 35.1% ขนมขึ้นรูป 32.3% ถั่ว 13.6% และปลาเส้น 6.6% เป็นต้น
ปิย สมุทรโคจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) และ วิภาส จิรภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี เอม ฟูด จำกัด ร่วมฉายภาพว่า ตลาดสแน็คปี 2568 “เติบโตดี” เพราะมีตัวแปรจากสินค้าและผู้เล่นใหม่คือบุกปรุงรส และสร้างหมวดหมู่ใหม่ให้กับตลาดสแน็คด้วย
“ครึ่งปีตลาดสแน็คมีบุกปรุงรสทำให้ตลาดตื่นตัวค่อนข้างมากราว 10% ส่วนปลาเส้นโต 5% และทาโรโต 6% น้อยกว่าตลาดรวม ซึ่งปกติเราขอโต 6-7% เพราะตลาดไม่มีการเติบโตในอัตรา 2 หลักมานานแล้ว ไม่เหมือนมันฝรั่ง ประกอบกับปีนี้ผู้บริโภคประหยัดการใช้จ่ายด้วย”
ทิศทางการทำตลาด “ทาโร” ปี 2568 จะมีการออกสินค้าใหม่ 4 รายการ กระตุ้นการบริโภคในช่วงไฮซีซันคือไตรมาส 4 และ 1 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล การเฉลิมฉลอง นอกจากนี้ ยังทุ่มงบ 16 ล้านบาท จัดแคมเปญ “ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง” หวังลดขยะ 1,000 ตันต่อปี ด้วยการเปลี่ยนซองพลาสติกเป็นพลังงานสะอาด
“ปกติเราผลิตสินค้ามีบรรจุภัณฑ์ซองพลาสติก 85 ตันต่อเดือน หรือราว 1,000 ตันต่อปี จุดเริ่มต้นของการทำแคมเปญ ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง เราต้องการเก็บบรรจุภัณฑ์ซองกลับมาให้มากสุด ผลิตเท่าไหร่ เก็บกลับเท่านั้น รวมถึงต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในการจัดการ ทิ้งขยะอย่างถูกวิธี ซึ่งการจูงใจอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้ผู้บริโภคสนุกกับกิจกรรมด้วย และเป้าหมายครั้งนี้ทาโรต้องการเป็นส่วนเล็กๆในการขยายผลเพื่อให้แบรนด์อื่นเห็นด้วย”
วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ กล่าวว่า ปัญหาโลกร้อนเป็นประเด็นที่ทุกคนในสังคมได้ยิน รับทรายมานานพอสมควร แต่สิ่งที่ขาดคือ “การร่วมลงมือฏิบัติ” ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคนในการแก้ไขปัญหา รวมถึงมิติอื่นทั้งขยะ พลังงาน ที่ล้วนเป็นเหตุแห่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่บริษัทเป็นผู้ผลิตขนมขบเคี้ยว อาหาร มีการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชั้นเพื่อรักษา ถนอมอาหารให้อยู่ได้เป็นเวลานาน เช่นเดียวกับสินค้าหใวดอื่นที่เห็นทั่วโลก ทว่า บรรจุภัณฑ์ซองพลาสติกเหล่านั้นไม่ได้ถูกกำจัดอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้มีโอกาสพบเห็นในท้องทะเล แม่น้ำ ลำคลอง เกิดขึ้นยาวนาน
วิเชียร พงศธร
ทาโร่ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่ปัญหา และในฐานะผู้ผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการผู้บริโภค จึงต้องการมีบทบาทในการ “สร้างพฤติกรรม” ในสังคม เมื่อปล่อยบรรจุภัณฑ์สินค้าออกไป จึงต้องการมีส่วนร่วมนำซองกลับมาสู่กระบวนการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเคลื่อนธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงชวนภาคีพันธมิตรทั้งไปรษณีย์ไทย พีทีจี เอ็นเนอยี โดยพลังงานพัฒนา 5 สลีค อีวี และคิด คิด ผู้ปลุกปั้นแพลตฟอร์ม ECOLIFE มาร่วมแคมเปญ ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง เดินหน้าเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy เปลี่ยนซองพลาสติกเป็นพลังงานสะอาด ลดขยะ และได้ลุ้นโชครวมกว่า 16 ล้านบาทด้วย
“เราชวนพันธมิตรมาร่วมกันสร้างพฤติกรรมใหม่ในการแยกขยะ มุ่งหวังให้อนาคต ผู้ผลิตสินค้าและบริการเก็บขยะกลับคืนให้ได้มากสุด จนเกิดเป็นพฤติกรรมธรรมชาติต่อไป เป็นการจุดประกายรักษ์โลกในอนาคต”
ด้านแผนธุรกิจระยะยาว “ทาโร” ต้องการขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ 10% หรือยอดขายระดับ 200 ล้านบาท จากปัจจุบันมีสัดส่วน 2-3% เท่านั้น โดยตลาดที่ให้ความสำคัญคือ สหรัฐ มุ่งเจาะช่องทางอีคอมเมิร์ซ และจีน ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า บรรจุภัณฑ์ต่างๆ และมีการร่วมมือกับพันธมิตรแล้ว
นอกจากนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าเพื่อสุขภาพ เช่น มีทาโร ไลท์ ลดปริมาณโซเดียมลง 30% มองโอกาสผลิตสินค้าตอบผู้บริโภคสูงวัย รับสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ เป็นต้น
“แผนธุรกิจระยะกลาง บริษัทมีสินค้าที่อยู่ในการพัฒนารอขาย หรือ pipeline สอดคล้องกับแนวทางสร้างคุณประโยชน์ สินค้าสุขภาพ เจาะกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงให้ความสำคัญกับการขยายพอร์ตโฟลิโอในตลาดต่างประเทศ”
ปิย สมุทรโคจร - วิภาส จิรภาส
สำหรับภาพรวมครึ่งปีแรก บริษัทมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 789.2 ล้านบาท หลักๆจากธุรกิจผลิต เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารแมว ที่การส่งออกเติบโตดีมาก ส่วนกำไรสุทธิ 322.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.6% ขณะที่ ปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมกว่า 4,900 ล้านบาท กำไรสุทธิกว่า 600 ล้านบาท โดยสแน็คเป็นพอร์ตโฟลิโอสำคัญของบริษัท
“สแน็คเป็นสินค้าที่ถูกกระตุ้นในการตัดสินใจซื้อ หรือ Impulse เมื่อเศรษฐกิจแย่ๆ ตลาดจะตกน้อยกว่าหมวดหมู่สินค้าอื่น รวมถึงการมีผู้เล่นใหม่กระพือทำให้ตลาดโตได้ การที่ทาโรยอดขายไม่ตก สะท้อนตลาดไม่หวือหวา และแม้ไม่มีผู้เล่นใหม่เข้ามา ตลาดก็ยังเติบโตได้ เห็นจากยอดขาย 6 เดือนแรก แต่ยอมรับว่าการทำตลาดยากขึ้น แต่เรามีอาวุธการตลาดใหม่ๆ ควักออกมากระตุ้น ทั้งสินค้าใหม่ เราเติบโตได้เช่นนี้ เพราะเราไม่ยอมแพ้กับปัจจัยลบ”





