คนขาย-คนซื้อเลือกขนส่งเองไม่ได้? แม่ทัพใหญ่ “ไปรษณีย์ไทย” เผย ได้ส่วนแบ่งจากอีคอมเมิร์ซน้อยนิด เหตุหลายเจ้ามีขนส่งเป็นของตัวเอง บางรายใช้วิธีผูกปิ่นโตแทบทุกออเดอร์ ระบุ ไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษ-ขอความยุติธรรม ลูกค้าควรมีสิทธิ์เลือกขนส่งด้วยตัวเอง
“ไปรษณีย์ไทย” ขนส่งเก่าแก่อายุ 142 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุค ตั้งแต่ยังเป็นขนส่งเพียงรายเดียวในไทย กระทั่งถึงคราวธุรกิจเดลิเวอรีเข้าสู่น่านน้ำสีแดง ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น แข่งขันกันผ่านสงครามราคา หลังจากนั้นก็มีคนเจ็บตัวไปตามๆ กัน บางรายถอนตัวออกจากตลาด บางรายต้องเผชิญกับสถานการณ์ติดลบต่อเนื่องหลายปี
ไปรษณีย์ไทยที่ประกาศกร้าวไม่ขอร่วมเกมราคาตั้งแต่เริ่มต้นก็ขาดทุนอย่างหนัก กระทั่งปี 2566 ก็สามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้สำเร็จ และในช่วงครึ่ง 2568 ที่ผ่านมายังทำกำไรได้ 631 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
“ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ระบุว่า เหตุที่ทำให้ไปรษณีย์ไทยมีกำไรเพิ่มขึ้นมาจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเต็มที่ สามารถลดต้นทุนช่วงครึ่งปีแรกไปได้กว่า 100 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็มีจำนวนชิ้นงานและรายได้เพิ่มขึ้น ใช้วิธีการเข้าไปศึกษาอินไซต์ของลูกค้าแต่ละเซกเมนต์เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายกว่าเดิม อาทิ พ่อค้าแม่ค้าที่หนีตายจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพราะไปต่อไม่ไหวกับค่า GP “ไปรษณีย์ไทย” เข้าไปเติมเต็มส่วนนี้ ทำให้สัดส่วนกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์เติบโตขึ้นราว 10%
นอกจากนี้ “ไปรษณีย์ไทย” ยังเข้าไปทำงานกับผู้ค้ารายเล็กในชุมชน เช่น พ่อค้าแม่ค้าขายผลไม้ เพื่อนำสินค้าเหล่านี้มาวางขายบนช่องทางต่างๆ ของไปรษณีย์ไทย ทั้ง “ThailandPostMart” ที่เป็นช่องทางออนไลน์ รวมถึงช่องทางออฟไลน์ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ไทย ผู้บริหารมองว่า ยิ่งชุมชนขายได้มากเท่าไหร่ ไปรษณีย์ไทยก็มีการเติบโตมากเท่านั้น “ดนันท์” บอกว่า ส่วนนี้ได้ออกแบบให้เก็บค่า GP ต่ำ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักสินค้า ไม่ได้หวังเอากำไรมากมายแต่ก็ต้องรักษาระดับไม่ให้ขาดทุน เพื่อไม่ให้องค์กรเป็นภาระกับประเทศ
อย่างไรก็ตามส่วนที่เป็นประเด็นไม่แพ้กัน คือการเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่งบริการขนส่งบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อดัง ที่ผ่านมา “ดนันท์” เคยออกมาให้ความเห็นว่า “ไปรษณีย์ไทย” ยังคงเผชิญกับปัญหาโดนกีดกันจากแพลตฟอร์มเรื่อยมาปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้นหลักๆ มาจากการผูกขาดขนส่งบนแพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซในไทยที่มีอยู่หลักๆ 3 เจ้า พัฒนาระบบขนส่ง-ไรเดอร์ขึ้นมาเองไปแล้ว 2 เจ้า ส่วนอีกรายก็ทำพาร์ทเนอร์ร่วมกับขนส่งรายหนึ่ง กินรวบออเดอร์การสั่งซื้อมากกว่า 90% ของทั้งแพลตฟอร์ม
จะมีก็แต่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือพื้นที่บนเกาะที่ลัดเลาะเข้าไปในตัวพื้นที่ได้ยากจึงจะตกมาถึงไปรษณีย์ไทย ผู้บริหารไปรษณีย์ไทยมองว่า วิธีคิดเช่นนี้ไม่เป็นธรรมกับภาพรวมตลาด ตัวร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจากบริการขนส่งก็ไม่มีสิทธิ์เลือกด้วยตัวเอง “ดนันท์” อธิบายหลักการให้ฟังว่า ทันทีที่ลูกค้ากดสั่งซื้อของ บริการขนส่งจะขึ้นตัวเลือก “Standard Delivery” อัตโนมัติ โดยที่ปลายทางหรือลูกค้าก็ยังไม่รู้ว่า จะได้ขนส่งเจ้าไหนเป็นผู้ให้บริการ
“ถ้าบริการมีปัญหาเรื่องคุณภาพ คนที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ คือพ่อค้าแม่ค้าที่โดนของตีกลับ บางครั้งส่งของไปแล้วพ่อค้าแม่ค้าก็ตัดสต๊อก เกิดเหตุไม่คาดฝันตัดสต๊อกไปแล้ว สินค้าตีกลับมาอีกรอบเงินเขาหายไปไหน เขาส่งไปแล้วเงินก็ไม่ได้ ไม่ได้ไม่พอเอาเงินไปจ่ายซื้อของมาเพิ่มอีก การบริหารสต๊อกมันเพี้ยนไปหมด ถ้าเขาเลือกขนส่งเองแล้วมีปัญหาจากขนส่งนั้นเขาก็แค่เปลี่ยนขนส่ง กลายเป็นการแข่งขันในเรื่องความเชื่อมั่น เรื่องคุณภาพ ที่คิดว่าเขาจ่ายแล้วคุ้ม”
“ดนันท์” ยืนยันว่า บริการขนส่งไม่จำเป็นต้องราคาถูกที่สุดแต่ต้องถูกใจผู้รับบริการมากที่สุด ผู้บริโภคเลือกซื้อจากความถูกใจไม่ใช่ราคา เพราะเวลามีปัญหาขึ้นมาคนที่ต้องแบกรับต้นทุนเหล่านี้ คือร้านค้าหรือลูกค้าไม่ใช่แพลตฟอร์ม ส่วนร้านอื่นๆ ที่ไปรษณีย์ไทยเป็นผู้ให้บริการ “ดนันท์” บอกว่า เกิดจากการใช้ความพยายามมหาศาลของไปรษณีย์ไทยในการเข้าไปคุยกับร้านค้า
ระบุว่า บางร้านเป็นลูกค้าอยู่กับไปรษณีย์ไทยมายาวนาน วันหนึ่งแพลตฟอร์มเปลี่ยนบริการขนส่งร้านค้าก็อยากใช้เจ้าเดิมมากกว่า ต้องมีการพูดคุยกันแพลตฟอร์มจึงยอมปรับให้ ฉะนั้น สิ่งที่ต้องการสื่อสาร คือการตั้งโจทย์เรื่องความเป็นธรรม ไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษอะไรมากไปกว่าเจ้าอื่น





