มหากาพย์ “ศึกสายเลือด” ความขัดแย้งระหว่าง 3 พี่น้อง ทายาทของ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ผู้ก่อตั้งกลุ่มดุสิตธานี ประกอบด้วย ชนินทธ์ โทณวณิก, สินี เธียรประสิทธิ์ และสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ดูเหมือนจะยังไม่จบลงง่ายๆ
หลังจากวานนี้ (27 ส.ค.68) ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และหนึ่งในทายาทท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ตัดสินใจแถลงต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก หลังเกิดความขัดแย้งภายในครอบครัว
ชนินทธ์ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากความวุ่นวายของการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 32/2568 ที่ผ่านมาทั้ง 2 ครั้ง และการไม่อนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ของ บมจ. ดุสิตธานี แต่จุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” สิ้น
เนื่องจากท่านผู้หญิงฯ ได้มอบหมายให้ผมเป็น “เสาหลัก” ในการดูแลกิจการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี และธุรกิจอื่นของครอบครัวเป็นเวลากว่า 30 ปี ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา อำนาจกรรมการของบริษัทภายใต้การดูแลของท่านผู้หญิงฯ คือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับผม หรือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับคุณสินี เธียรประสิทธิ์ โดยเมื่อท่านผู้หญิงฯ ไม่อยู่แล้ว ผมคือ ผู้ลงนามหลัก ที่ต้องลงนามร่วมกับคุณสินี หรือผมลงนามร่วมกับน้องคนเล็ก
ต่อมา น้องทั้งสองคนของผมได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเดิมที่คุณแม่กำหนดไว้ เพื่อแก้ไขอำนาจกรรมการ โดยไม่ฟังเสียงของผม โดยจากที่ผมมีอำนาจหลักในการลงนามร่วมกับใครคนใดคนหนึ่ง เปลี่ยนให้เป็นกรรมการ 2 ใน 3 ลงนามร่วมกัน และหลังจากนั้นน้องๆ ก็ร่วมกันปลดผมออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด รวมถึงการปลดผมออกจากการเป็นกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก ทั้งที่ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม ผมจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของผม และขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
ต่อมาในช่วงโควิด เราทั้งสามคนมีการตกลงที่จะแบ่ง “กองมรดก” ออกเป็น 3 ส่วน คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี) บริษัท ปิยะศิริ จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท) และ บริษัท ธนจิรัง จำกัด (เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนา และให้เช่าอสังหาริมทรัพย์) โดยทุกฝ่ายตกลงให้ผมได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัทดังกล่าว และให้นำทรัพย์สินอื่นๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรม และเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย แต่ในภายหลัง ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด หลังจากโควิดจบลง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว และยังหวังว่าการฟ้องร้องต่างๆ ของผมที่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายจะนำไปสู่การไกล่เกลี่ย และประนีประนอม แต่วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะการกระทำแบบเดียวกันได้ขยายมาถึง บมจ.ดุสิตธานี
“ก่อนหน้านี้ พวกเขาใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงิน ทั้งที่งบการเงินไม่ได้มีปัญหา และล่าสุดยังพยายามถอดถอนผมออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ.ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอีกด้วย นอกจากนี้ ผมเห็นว่าผู้ที่จะต้องเสียหายไปด้วยก็คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถตอบโต้ หรือทำอะไรได้เลย” ชนินทธ์ กล่าว
ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 พ.ค.68 ที่ผ่านมา รายงานข่าวจากบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจง ความตอนหนึ่งระบุว่า งบการเงินของดุสิตธานีมีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องมากว่า 5 ปี จนมียอดขาดทุนสะสมสูงถึง 1,254 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าทุนจดทะเบียนบริษัทที่มีเพียง 850 ล้านบาท จึงทำให้บริษัท ชนัตถ์และลูก ซึ่งเคยได้รับเงินปันผลปีละ 80 ล้านบาท ไม่ได้รับเงินปันผลเลยมากว่า 5 ปี
ทางบริษัทยืนยันว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะทำร้ายหรือทำลายบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มีแต่จะให้การสนับสนุนให้กิจการเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
สำหรับกรณีที่บริษัทลงมติไม่เห็นด้วยกับการให้เลือกตั้งกรรมการที่ออกตามวาระทั้ง 4 คนกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่งนั้น บริษัทขอชี้แจ้งว่า แม้กรรมการทั้ง 4 คนจะมีความรู้ความสามารถ แต่ผลประกอบการที่ผ่านมาของดุสิตธานีกลับขาดทุนต่อเนื่อง กรรมการทั้ง 4 คนยังดำรงตำแหน่งมานานมากแล้ว บางคน 12 ปี บางคน 10 ปี จึงควรให้มีการเลือกตั้งบุคคลอื่นเข้ามาเป็นกรรมการชุดใหม่แทน เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทได้คัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถช่วยฟื้นฟูกิจการให้กลับมาทำกำไรได้
บริษัท ชนัตถ์และลูก ยังได้ชี้แจงเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยระบุว่า ความขัดแย้งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการของบริษัทแล้ว เนื่องจากกลุ่มของนางสินี เธียรประสิทธิ์ และนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการบริษัทอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว หลังจากนายชนินทธ์ โทณวณิก ถูกถอดถอนจากการเป็นกรรมการบริษัทเมื่อเดือนพ.ย.2567 และนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร ได้มีคำสั่งรับจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2568
ส่วนความขัดแย้งระหว่างทายาทของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เกี่ยวกับการแบ่งมรดกนั้น บริษัทระบุว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ทายาททั้ง 3 คนต้องไปว่ากล่าวกันเอง ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างนายชนินทธ์ โทณวณิก ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ หลังจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้พิพากษายกฟ้องคดีที่นายชนินทธ์ฟ้องนางสินี และนางสุนงค์ โดยอ้างว่าทั้งสองผิดสัญญาข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดก แต่ศาลวินิจฉัยว่ายังไม่มีข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกตามที่นายชนินทธ์อ้าง
ทั้งนี้ การลงมติในการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท ดุสิตธานี และผู้ถือหุ้นโดยรวม และเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัท ดุสิตธานี ต้องขาดทุนต่อเนื่องต่อไปอีก
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





