อาณาจักร “ดุสิตธานี” เจ้าของตำนาน 76 ปีแบรนด์โรงแรมไทยร้าวหนัก ศึกภายใน 3 ทายาทท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย “ชนินทธ์-สินี-สุนงค์” ปะทุอีกระลอก สะเทือนความเชื่อมั่น “ศุภจี” ซีอีโอนอกสายเลือด ย้ำยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้น จนกว่าที่ประชุมผู้ถือหุ้น 26 ก.ย.68 เคาะมติ ขณะที่มิกซ์ยูส 4.6 หมื่นล้าน “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” พร้อมเก็บเกี่ยวรายได้-ทำกำไรในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปี 69 “ชนินทธ์” เปิดใจครั้งแรก หลังปมขัดแย้งในครอบครัวลามถึงดุสิตธานี ฟาก “เซ็นทรัลพัฒนา” แจง “นั่งกรรมการ” ดุสิตธานี ตามสัดส่วนหุ้น ไม่มีอำนาจควบคุม
กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT ก่อตั้งขึ้นในปี 2491 เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านการบริการท่องเที่ยวและโรงแรม ดำเนินกิจการครอบคลุม 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต และวิลล่าหรู ดำเนินธุรกิจภายใต้ 8 แบรนด์ ในจุดหมายปลายทางชั้นนำกว่า 300 แห่งใน 18 ประเทศทั่วโลก 2. ธุรกิจการศึกษา 3.ธุรกิจอาหาร 4.ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ 5.ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการต้อนรับ
เฉพาะ 3 กลุ่มธุรกิจหลัง เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่บริษัทเพิ่งเริ่มกระจายการลงทุนในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามแผนกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างความสมดุล การเติบโต และการกระจายความเสี่ยง
ในช่วงปี 2567-2569 จะเป็น 3 ปีที่จะได้เห็นพัฒนาการเติบโตของกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผ่านโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” (Dusit Central Park) มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท บนที่ดิน 23 ไร่ ทำเลไพร์มโลเคชันหัวมุมถนนสีลมตัดกับถนนพระราม 4 ภายใต้การผนึกกำลังระหว่าง 2 บริษัทใหญ่ ได้แก่ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ร่วมทุน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) โดยโครงการนี้มี 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ โรงแรม เรสซิเดนส์ ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และสวนลอยฟ้า
วานนี้ (27 ส.ค.68) รายงานข่าวจากบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2568 ในวันที่ 26 ก.ย.2568 เวลา 14.00 น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพียงรูปแบบเดียว โดยกำหนด Record Date ในวันที่ 10 ก.ย.2568 โดยมีวาระสำคัญ อาทิ รับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568, พิจารณาอนุมัติงบการเงินปีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2567, พิจารณาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะกรรมการ รวมถึงการถอดถอน และแต่งตั้งกรรมการใหม่ โดยบริษัท อยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ และพิจารณาเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ และมอบอำนาจในการดำเนินการจดทะเบียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าวว่า การจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ เป็นกระบวนการปกติภายใต้กฎหมาย และหลักบรรษัทภิบาล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องสำคัญของบริษัท
“ขอยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น โดยทีมผู้บริหาร และพนักงานทุกคนยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ จนกว่าที่ประชุมผู้ถือหุ้นจะมีมติ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต บริษัทพร้อมที่จะแจ้งให้ทราบโดยทันที และเรายังคงยึดมั่นในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย ด้วยความโปร่งใสภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กร ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน”
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหาร และพนักงานของกลุ่มดุสิตธานี ได้ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ โดยมุ่งหวังที่จะวางรากฐานที่มั่นคงให้กับดุสิตธานี โดยเฉพาะโครงการสำคัญอย่าง ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งนับเป็นอีกก้าวแห่งประวัติศาสตร์ที่จะยกระดับบริษัท เข้าสู่แชปเตอร์ (Chapter) ใหม่
“หลังจากนี้จะเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวจากสิ่งที่ผู้บริหาร และพนักงาน รวมถึงคณะกรรมการบริษัท ได้สร้างไว้ ดังนั้นไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้บริหาร แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้อย่างแน่นอน คือ การที่ดุสิตธานีจะสามารถรับรู้รายได้ และผลกำไรในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนภายในปีหน้า หลังจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอาคารที่พักอาศัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค และเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มดุสิตธานี” นางศุภจี กล่าว
“ชนินทธ์” ฮึดสู้แถลงเปิดใจครั้งแรก
วานนี้ นายชนินทธ์ โทณวณิก หนึ่งในทายาทของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย และรักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกหลังเกิดกรณีความขัดแย้งภายในครอบครัวว่า จากข่าวเรื่อง บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.ดุสิตธานี ได้เสนอวาระให้ถอดถอนตนออกจากตำแหน่งกรรมการ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ บมจ.ดุสิตธานี ที่จะถึงในเดือนก.ย.2568
“ก่อนหน้านี้ พวกเขา (น้องสาวทั้งสอง) ใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงิน ทั้งที่งบการเงินไม่ได้มีปัญหา ล่าสุดยังพยายามถอดถอนผมออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ. ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอีกด้วย นอกจากนี้ ผมเห็นว่าผู้ที่จะต้องเสียหายไปด้วยก็คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถตอบโต้ หรือทำอะไรได้เลย”
ชนินทธ์ โทณวณิก
กังวลความพยายาม “เทคโอเวอร์”
นายชนินทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะมีการเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มเซ็นทรัล และมีการเปลี่ยนกรรมการที่มีอำนาจจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอกที่ไม่เคยบริหาร และไม่รู้จักดุสิตธานีอย่างแท้จริงมาก่อน โดย 2 ใน 3 สามารถลงนามแทนบริษัท เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีกรรมการเดิมลงนามเลยก็สามารถผูกพันดุสิตธานีได้
และที่ผ่านมา ยังมีความพยายามผลักดันให้ผมแบ่งหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี ออกเป็นสามส่วน เพื่อขายต่อให้คนนอก ทั้งๆ ที่ข้อบังคับของบริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุไว้ว่า ไม่ให้ขายหุ้นของชนัตถ์และลูก ให้แก่คนนอกครอบครัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เท่ากับเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการที่เคยเป็นของครอบครัวสร้างมาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง
หวั่นธุรกิจทับซ้อน “ดุสิตฯ-เซ็นทรัล”
ทั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัลเคยพยายามเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.ดุสิตธานี หลายครั้ง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้นดุสิตธานี จนถึง 22.5% โดยไม่แจ้งให้เราทราบ ทั้งที่เป็นพันธมิตร และคู่สัญญาในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค จนผมต้องไปเจรจา เพื่อขอให้เขาขายหุ้นออกครึ่งหนึ่ง และขอไม่ให้กลุ่มเซ็นทรัลส่งคนมานั่งเป็นกรรมการ เพราะธุรกิจเรามีความทับซ้อนกัน เช่น ธุรกิจสายโรงแรมก็มีการแข่งขันกันโดยตรง และยังมีธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอาหารเหมือนกัน ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์
“ผมได้ทราบมาจากหลายช่องทาง และเข้าใจว่า ทางกลุ่มเซ็นทรัล และบริษัท ชนัตถ์และลูก ภายใต้การบริหารของน้องสาวทั้งสองของผม ได้มีการหารือกันหลายครั้ง เพื่อหาทางซื้อหุ้นเพิ่ม ผมเข้าใจว่าการหารือกันระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเข้าควบคุมอำนาจบริหารกิจการดุสิตธานี ซึ่งผมเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง”
ทั้งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส และยังอาจมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากความทับซ้อนของธุรกิจ ที่สำคัญ ณ ปัจจุบัน โครงการนี้ สามารถขายไปได้แล้วกว่า 92% เพราะผู้ซื้อเชื่อมั่นในชื่อเสียง และการบริหารงานอย่างมีคุณภาพ และการไม่เอาเปรียบผู้ซื้อของดุสิตธานี แต่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ และอาจจะส่งผลกระทบต่อการโอนห้องชุดที่จะเริ่มในไม่กี่เดือนข้างหน้า และกระทบต่อความเชื่อมั่นในโครงการทั้งหมด
“ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” จ่อสร้างรายได้มหาศาล
นายชนินทธ์ กล่าวว่า “เหตุผลที่ต้องออกมาแถลง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่คือ การพยายามเทคโอเวอร์ (Take Over) ดุสิตธานีโดยไม่เป็นธรรม มันคือเรื่องของอนาคตบริษัท และแบรนด์ดุสิตธานี ที่เราสร้างมากว่า 76 ปี ผมจึงต้องออกมาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคม ขอความเป็นธรรม และไม่อยากให้ถูกเข้าใจผิด”
ด้านผลการขาดทุนอย่างต่อเนื่องของบริษัท เกิดจากภาระดอกเบี้ยจากการลงทุนในช่วงก่อนเกิดโควิด (เช่น โรงแรมดุสิต สวีท ราชดำริ กรุงเทพฯ โรงแรมอาศัย กรุงเทพฯ ไชน่าทาวน์ และ โรงแรมอาศัย กรุงเทพฯ สาทร) รวมถึงการลงทุนในโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มูลค่า 46,000 ล้านบาท และการประคับประคองบริษัทให้ผ่านพ้นสถานการณ์โควิด ซึ่งเป็นวิกฤติหนักที่สุด ซึ่งปัจจุบันโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์คใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว และกำลังจะสร้างรายได้มหาศาลที่จะทำให้บริษัทกลับมากำไรอีกครั้ง
“เรากับกลุ่มเซ็นทรัลเป็นพันธมิตรร่วมกันในโครงการดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค และเซ็นทรัลเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่งในดุสิตธานี ซึ่งที่ผ่านมาผมเคยเจรจาขอร้องไม่ให้เข้ามานั่งในคณะกรรมการ เพราะธุรกิจเรามีการทับซ้อนกัน การที่วันนี้มีรายชื่อกรรมการใหม่ที่เชื่อมโยงกับพวกเขา ผมจึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่ากังวลต่ออนาคตบริษัท”
นายชนินทธ์ ย้ำว่า อยากให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริง และช่วยกันจับตาไม่ให้การ Take Over ที่ไม่โปร่งใสเกิดขึ้น สิ่งที่ผมทำคือเพื่อรักษาเจตนารมณ์ของครอบครัว และปกป้อง “ดุสิตธานี” ให้ยังคงเป็นแบรนด์ไทยที่น่าภาคภูมิใจ
"เซ็นทรัลพัฒนา" ย้ำได้รับโอกาสร่วมทุน
ขณะที่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเกี่ยวกับการถือหุ้นบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) อ้างถึงข่าวพาดพิง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดต่อนโยบายการเข้าลงทุนของ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัท ขอปฏิเสธข้อมูลที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ และขอชี้แจง ดังนี้
"บริษัท ได้รับโอกาสในการร่วมลงทุน และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับดุสิตธานีในการพัฒนาโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งใช้งบลงทุนมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท โครงการดำเนินการพัฒนาด้วยดีมาโดยตลอด ในส่วนของโรงแรม และอาคารสำนักงานได้เปิดดำเนินการแล้ว และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค กำลังจะเปิดให้บริการในวันที่ 4 ก.ย.นี้"
ปัจจุบัน เซ็นทรัลพัฒนาถือหุ้นในดุสิตธานีจำนวน 145,238,320 หุ้น คิดเป็น 17.09% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของดุสิตตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งที่ผ่านมา เซ็นทรัลพัฒนาเคารพในการบริหารงานของผู้ถือหุ้นใหญ่ และสนับสนุนการดำเนินงานด้วยดีมาโดยตลอด
ดังนั้น เมื่อ เซ็นทรัลพัฒนา ได้รับการเสนอให้ส่งตัวแทนเพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งเป็นกรรมการของดุสิตธานี ทางเซ็นทรัลพัฒนา เล็งเห็นว่าจะสามารถใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของดุสิตธานีให้เติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป การเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามแนวทางการมีส่วนร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้นซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติตามปกติ ในการดูแลเงินลงทุน โดยไม่มีอำนาจในการควบคุมในดุสิตแต่อย่างใด
ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการตัดสินใจ “ชนัตถ์และลูก”
ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนา มีเจตนาอันดี และดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลตามแนวทางของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลเรื่องการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) อันเป็นสิ่งที่เซ็นทรัลพัฒนา ให้ความสำคัญ และดำเนินการในแนวทางปฏิบัติเดียวกันกับการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกรายทั้งใน และต่างประเทศมาโดยตลอด
"ดุสิตธานี บริหารงานโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เซ็นทรัลพัฒนา ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการตัดสินใจดำเนินการของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด"
เซ็นทรัลพัฒนา ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 45 ปี และได้รับการรับรอง และตรวจสอบอย่างโปร่งใสมาโดยตลอด รวมถึงสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





