วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เปิดวิชั่นนายกใหม่ TEA ฝ่าเศรษฐกิจโตแผ่ว ปักธง ‘ไทย’ ผู้นำแสดงสินค้าอาเซียน

เปิดวิชั่นนายกใหม่ TEA ฝ่าเศรษฐกิจโตแผ่ว  ปักธง ‘ไทย’ ผู้นำแสดงสินค้าอาเซียน

ปกติแล้วการเติบโตของธุรกิจ “แสดงสินค้า”​ (Exhibition) มักจะล้อไปกับการเติบโตของ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ” (GDP) สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA ประเมินแนวโน้มธุรกิจแสดงสินค้าในประเทศไทยปี 2568 น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับจีดีพี คาดเติบโตระดับ 2-3% ขณะที่ธุรกิจแสดงสินค้าทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโต 2-6% ตามจีดีพีโลก

ล่าสุดภายใต้การนำของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ วาระปี 2568-2569 ได้ตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ “All Inclusive” รวมกันเป็นหนึ่ง ทำงานสอดประสานกัน “All Responsive” ตอบสนองเร็วทันสถานการณ์ตลาด และ “Forward Thinking” การคิดและพัฒนา นำพาสมาชิกสมาคมฯ ก้าวไปข้างหน้าสู่ระดับโลก ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกรวมประมาณ 100 ราย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้จัดงาน (Professional Exhibition Organizers) สถานที่จัดงาน (Venues) ผู้ให้บริการก่อสร้างคูหา (Stand Contractors) และโลจิสติกส์ (Freight Forwarders)

ลอย จุน ฮาว นายก TEA ฉายภาพว่า ในภูมิภาคเอเชีย “ประเทศจีน” ครองอันดับ 1 ของตลาดการแสดงสินค้านานาชาติ รองลงมาคือญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง อินเดีย สิงคโปร์ ส่วน “ประเทศไทย” รั้งอันดับ 7 ของภูมิภาค

ทั้งนี้หากดูในเชิง “ขนาดพื้นที่” พบว่าประเทศไทยมีขนาดพื้นที่การจัดแสดงสินค้ารวมกันมากเป็น “อันดับ 1” ของภูมิภาค “อาเซียน” คิดเป็นจำนวน 19,029,591 ตารางเมตรตลอดทั้งปี ครอบคลุมทั้งประเภทงานแสดงสินค้าเพื่อการค้า (B2B) และงานแสดงสินค้าสำหรับผู้บริโภค (B2C) ซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพฯ สะท้อนถึงขนาดและศักยภาพของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าในประเทศ

“หลังโควิดระบาด เราเห็นดีมานด์ที่กักเก็บไว้มานาน (Pent-up Demand) ฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2564 แต่ในตอนนี้ของจริงได้เริ่มต้นแล้ว มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อธุรกิจแสดงสินค้าในไทย ซึ่งขึ้นกับภาคการผลิต ภาคการส่งออก และภาคการลงทุน โดยนโยบายของภาครัฐทั้ง 3 ส่วนนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมแสดงสินค้า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องการใช้จ่ายและเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลต่อการจัดงานโชว์แบบ B2C ด้วย”

สำหรับในปี 2568 มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจจาก “นักเดินทางต่างชาติ” ที่มาร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศไทยจะอยู่ที่ 28,996 ล้านบาท จากจำนวนนักเดินทางต่างชาติประมาณ 376,577 ราย และมีการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติประเภท B2B ทั้งสิ้น 129 งาน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงศักยภาพและความน่าสนใจของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ!

“แต่ละปีจะมีงานแสดงสินค้าในประเทศไทยกว่า 120 งานจากทั้งภาครัฐและเอกชน เฉพาะงานของภาครัฐคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% แต่กิจกรรมหลักๆ กว่า 80-90% จัดโดยภาคเอกชน ทั้งการสร้างโชว์ใหม่ในประเทศไทย และถ้าเป็นผู้แสดงโชว์จากต่างประเทศ เขาจะโคลนนิ่งโชว์มาจัดในไทย โดยสถานการณ์ตลาดแสดงสินค้าจะเติบโตตามเศรษฐกิจและเทรนด์โลก อย่างในปีนี้ก็จะเห็นว่ามีงานด้านเทคโนโลยีจัดขึ้นจำนวนมาก”

สำหรับปี 2567 งานแสดงสินค้าของไทยมีสัดส่วนระหว่างงาน B2B อยู่ที่ 44% ขณะที่งาน B2C มีสัดส่วน 56% แสดงให้เห็นว่าตลาดมีความหลากหลายและยังคงให้ความสำคัญกับทั้งสองประเภทอย่างสมดุล

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรม “5 อันดับแรก” ที่มีสัดส่วนการจัดงานแสดงสินค้าสูงสุดในปี 2567 พบว่า อันดับ 1 คืออุตสาหกรรมการผลิต 25% รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 23% อุตสาหกรรมดิจิทัล 18% อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ 18% และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม 16% สะท้อนถึงความหลากหลายและความสำคัญของแต่ละภาคส่วนต่อเศรษฐกิจงานแสดงสินค้าไทย

กวิน กิตติบุญญา อุปนายก TEA กล่าวเสริมว่า ภาพใหญ่ของงานแสดงสินค้าทั่วโลกในตอนนี้กำลังมุ่งมาที่ “อาเซียน” หลังจากงานแสดงสินค้าในยุโรปชะลอตัวมา 10 ปีแล้ว หลายๆ งานในยุโรปย้ายมาจัดที่อาเซียนมากขึ้น ทั้งในไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม

ปัจจุบันในไทยมีงานโชว์ใหญ่ๆ ระดับภูมิภาค ด้วยผู้จัดงานและผู้แสดงสินค้าระดับประเทศมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพ สามารถผสานการขายร่วมกับกลุ่มประเทศ “CLMV” (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ให้เป็นตลาดเดียวที่มีไซส์ใหญ่ขึ้นได้ ส่วน “ผู้จัดงานต่างชาติ” นอกเหนือจากยุโรปที่เข้ามาปักหลักจัดงานในไทยแล้ว ก็เริ่มมีจากประเทศอื่นๆ เข้ามาด้วย โดยเฉพาะ “จีน” ที่เข้ามาจัดงานเอง เพราะในประเทศเขาไม่โต ก็เข้ามาจัดงานในบ้านเรามากขึ้น นี่คือทิศทางการเติบโตของงานแสดงสินค้าในไทย

“เทรนด์การจัดงานแสดงสินค้าทั้งแบบ B2B และ B2C ในไทยตอนนี้ ทางสํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ก็กำลังมุ่งผลักดัน 5 เซ็กเตอร์ ได้แก่ สุขภาพ อาหารกับเกษตรกรรม โลจิสติกส์ ดิจิทัล และครีเอทีฟ ให้เติบโตมากยิ่งขึ้น”