วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

‘สมาคมโรงแรมไทย’ ยื่นศาลปกครอง ถอนมติขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท

‘สมาคมโรงแรมไทย’ ยื่นศาลปกครอง  ถอนมติขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท

“สมาคมโรงแรมไทย” ยื่น “ศาลปกครอง” พิจารณาถอนมติค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ ย้ำ ธุรกิจโรงแรมทุกภูมิภาคกระทบหนัก โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อย และสภาพเศรษฐกิจไม่ดี จี้ดำเนินการให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจแต่ละพื้นที่ ด้านสถานการณ์ “ต่างชาติเที่ยวไทย” ชี้ปัจจัยท้าทายใน 2 ปีข้างหน้า ทัวริสต์ยังวิตกภาพลักษณ์ “ความปลอดภัย” หลังฉุดยอดตั้งแต่ ก.พ. ถึงปัจจุบันร่วง 20% ด้าน “ยุทธชัย” ซีอีโอเครือออนิกซ์ ประเมินปี 68 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย 30 ล้านคน ส่วนปี 69 คาดทรงตัวเท่าปีนี้

วานนี้ (20 ส.ค.68) สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) แถลงข่าวประเด็นการนำเรื่องให้ศาลปกครองได้ตรวจสอบความชอบด้านกฎหมาย กรณีการออกประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิ.ย.2568 ให้กิจกรรมโรงแรมและกิจการสถานบริการทั่วประเทศ มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ ทุกจังหวัดไม่ได้ขึ้นกับพื้นที่ มีผลบังคับใช้ 1 ก.ค.2568 ซึ่งกระทบกับธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อย และสภาพเศรษฐกิจไม่ดี

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ทางสมาคมโรงแรมไทยเห็นพ้องด้วยกับการที่คณะกรรมการค่าจ้าง ได้พิจารณาปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้กับลูกจ้าง ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มกำลังซื้อของแรงงานอันจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมผ่านการบริโภคที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ เห็นว่า กระบวนในการพิจารณาทางปกครองที่จะนำไปสู่การประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิ.ย. 2568 ที่กำหนดให้ประเภทกิจกรรมโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม เฉพาะโรงแรมประเภท 2 โรงแรมประเภท 3 และโรงแรมประเภท 4 ในท้องที่ทุกจังหวัดมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละ 400 บาททั่วประเทศ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2568 เป็นต้นไปนั้น จะส่งผลให้สมาชิกของสมาคมฯ และโรงแรมทั้ง 3 ประเภทที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของประกาศ ได้รับผลกระทบต่อการประกอบกิจการในหลายพื้นที่ เพราะบางพื้นที่ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อย และสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งต้องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันไปด้วย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อต้นทุนการบริการ และความสามารถของธุรกิจ ซึ่งต้นทุนค่าแรงคิดเป็นอัตรา 25-30% รองลงมาเป็นค่าไฟฟ้า 25% รวมกันเฉพาะค่าไฟฟ้า และค่าแรงเกินครึ่งของต้นทุนของโรงแรม ส่วนที่เหลือเป็นต้นทุนด้านอื่นๆ อาทิ ค่าน้ำ ค่าอาหาร เป็นต้น

“โรงแรม” ย้ำขึ้นค่าจ้าง 400 บาท “ไม่เป็นธรรม”

ขณะเดียวกันหากสมาชิกของสมาคมฯ กลุ่มที่อยู่ในพื้นที่จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยจะต้องมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไปถึง 650 บาทต่อวันตามนโยบายรัฐบาล ก็จะต้องได้รับผลกระทบเพิ่มเป็นทวีคูณ ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูง และสภาพเศรษฐกิจดี ย่อมจะไม่ได้รับผลกระทบต่อต้นทุนการบริการ และความสามารถของธุรกิจ ดังนั้นประกาศดังกล่าวที่กำหนดให้ปรับอัตราค่าจ้างประเภทกิจการโรงแรมในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราวันละ 400 บาทเท่ากันทั้งประเทศจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจในการออกประกาศที่ไม่ชอบตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

“แทนที่จะสนับสนุนให้โรงแรมที่ถูกกฎหมายแล้วให้รางวัลที่พัฒนาคุณภาพขึ้นมาได้สูงกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง แต่เหมือนเป็นการทำโทษผู้ประกอบการที่ทำดี จากการปรับขึ้นต้นทุน โดยเฉพาะค่าจ้างแรงงาน”

เร่งยื่นศาลปกครองภายใน 20 ก.ย.68

ทั้งนี้การปรับค่าแรงขั้นต่ำมีความจำเป็นตามมติของคณะกรรมการค่าจ้าง เพราะเข้าใจว่าค่าครองชีพมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ที่ต้องยื่นศาลปกครองเพื่อทบทวนอัตราค่าจ้างเพราะโรงแรมประเภท 2 และประเภท 3 ปรับในอัตราเดียวกัน ทำให้สมาชิกมีการร้องเรียนเข้ามา เนื่องจากขนาดของโรงแรมแต่ละแห่งมีต้นทุน และรายรับไม่เท่ากัน รวมถึงราคาห้องพักจังหวัดท่องเที่ยวหลัก และจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองราคาไม่เท่ากัน ซึ่งสมาคมฯ มีเวลาในการยื่นภายใน 30 วัน หรือไม่เกินวันที่ 20 ก.ย.68 นี้ จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ทันกรอบเวลาตามที่กฎหมายกำหนดว่าสามารถยื่นคัดค้านได้ภายใน 90 วันหลังการประกาศใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการ

ทางสมาคมฯ ได้ศึกษากระบวนการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายรัฐ นายจ้าง และลูกจ้างฝ่ายละ 5 คน โดยคณะกรรมการค่าจ้างจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างจังหวัดในแต่ละจังหวัดขึ้นเพื่อศึกษาบริบทในพื้นที่ จากนั้นจะเสนอค่าจ้างขั้นต่ำแก่คณะอนุกรรมการวิชาการ และกลั่นกรองเพื่อพิจารณาข้อเสนอของแต่ละจังหวัด แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการค่าจ้างเพื่อพิจารณาลงมติรับรองข้อเสนอของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างจังหวัดในแต่ละจังหวัดที่ได้ผ่านการกลั่นกรอง จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศในราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้ต่อไป

โดยสมาคมฯเห็นว่า ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของคณะกรรมการค่าจ้างจะต้องคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้า และบริการ ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และสภาพทางเศรษฐกิจ และสังคมประกอบกันด้วย

เกิดความเสียหาย จำเป็นต้องยื่นศาลปกครอง

ทั้งนี้ตามมาตรา 87 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ทางสมาคมฯ เห็นว่า แม้ว่ามาตรา 87 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จะให้อำนาจคณะกรรมการค่าจ้างพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใช้เฉพาะกิจการโรงแรม ในท้องถิ่นใดก็ได้ก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าคณะกรรมการค่าจ้างจะพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างในกิจการโรงแรมได้ตามอำเภอใจ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 87 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันด้วย

โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการค่าจ้างได้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประเภทกิจการโรงแรมเป็นเงินวันละ 400 บาททั้งประเทศดังกล่าว ทั้งที่ภาพรวมเศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละพื้นที่ในประเทศมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น ดัชนีค่าครองชีพแต่ละจังหวัด ราคาของห้องพักที่แตกต่างกันของแต่ละจังหวัด ตลอดจนต้นทุนการบริการ และความสามารถของธุรกิจในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการออกประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้สมาชิกผู้ประกอบกิจการโรงแรมได้รับผลกระทบในการประกอบกิจการอย่างร้ายแรง เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และสมาคมฯ ยังเห็นว่า หากไม่มีข้อกำหนดดังกล่าวใช้บังคับกับผู้ประกอบกิจการโรงแรม ก็ยังมีประกาศคณะกรรมการค่าจ้างในข้อที่ได้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่มีความแตกต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจ และสังคมแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศอย่างเป็นธรรมอยู่แล้ว

“สมาคมฯ จึงมีความจำเป็นต้องนำความเดือดร้อนหรือเสียหายจากประกาศของคณะกรรมการค่าจ้างดังกล่าว เสนอต่อศาลปกครองเพื่อให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายตามข้อ 2(1) ของประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิ.ย.2568 และให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่อไป” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว

ทัวริสต์วิตกภาพลักษณ์ “ความปลอดภัย”

นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมความท้าทายของภาคธุรกิจโรงแรมไทยในระยะกลางอีก 2 ปีข้างหน้า มองว่ามีหลายปัจจัย เช่น ปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัยซึ่งกระทบต่อทุกตลาด ไม่ใช่แค่ตลาดจีน จึงอยากให้ภาครัฐเร่งสื่อสารภาพลักษณ์ความปลอดภัย เพราะหลังเกิดเหตุนักแสดงชาวจีนหายตัวไปบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา และเหตุแผ่นดินไหวในไตรมาสแรก กระทบต่อภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยตั้งแต่เดือนก.พ. จนถึงปัจจุบัน ลดลงประมาณ 20% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

อย่างล่าสุดบริษัท เทนเซนต์ (Tencent) จัดทำผลสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเดินทางไมซ์ (MICE: การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) ระบุว่านักเดินทางไมซ์ต้องการให้มีแพลตฟอร์มแบบวันสต็อปเซอร์วิสเพื่อรายงานว่าจุดไหนในประเทศไทยมีความปลอดภัย 100% บ้าง เพราะคนจีนที่ไม่เคยมาประเทศไทยเลย เขากลัวการเดินทางมาไทยมาก แต่คนจีนที่เคยมาไทยแล้ว ไม่ค่อยกลัว จึงคาดว่านักท่องเที่ยวจีนทั่วไปก็น่าจะมีความต้องการเหมือนกัน อีกปัจจัยคือ ค่าครองชีพ พอเงินบาทแข็งค่าเป็น 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากปีที่แล้วอยู่ที่ 34 บาท ก็มีผลต่อการใช้จ่ายในไทย

“ออนิกซ์” คาดปี 68 ต่างชาติเที่ยวไทย 30 ล้านคน

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อิตัลไทย จำกัด และบริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเมินแนวโน้มตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยตลอดปี 2568 ไว้ที่ 30 ล้านคน แม้จะไปไม่ถึง 35 ล้านคนที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายเอาไว้ แต่ได้ตัวเลขนี้ก็ถือว่าเก่งแล้ว เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี เฉพาะภาพรวมทั้งประเทศในไตรมาส 4 ซึ่งเข้าสู่ไฮซีซัน คาดรายได้จะลดลงประมาณ 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนปี 2569 มองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะยังทรงตัวเมื่อเทียบกับปีนี้

สำหรับลูกค้าธุรกิจโรงแรมในอนาคตอยู่ที่การทำตลาดของผู้ประกอบการ หาลูกค้าให้เข้ากับโปรดักต์ แม้ว่าภาพรวมตลาดยุโรปจะมีกระแสการเดินทางดี แต่ไม่ค่อยมีความตื่นเต้นแล้ว ยกเว้นบางตลาดอย่างรัสเซีย โปแลนด์ และตลาดอื่นๆ รวมถึงเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน ส่วนลูกค้าจีนจะกลับมาเที่ยวไทยเมื่อไรนั้น มองว่าในปี 2569 ก็ยังไม่กลับมา ถือเป็นตลาดที่กำลังเจ็บปวดจากภาพใหญ่เศรษฐกิจจีนที่ยังสาหัสสากรรจ์ บรรยากาศการเดินทางไม่ค่อยดี อย่างโครงการอสังหาฯ สำหรับการพำนักระยะยาวของเครือออนิกซ์ที่มีฟุตปรินต์ในจีน และฮ่องกง เห็นภาพรวมตลาดในตอนนี้ว่าดิ้นรนกันหมด

“โจทย์สำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทยในตอนนี้คือ การเชื่อมกับกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น การแพทย์และสุขภาพ และส่วนตัวเชื่อว่าเมืองไทยแข็งแกร่ง สามารถยกระดับการเป็นฮับท่องเที่ยว และจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมได้”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์