“สมาคมโรงแรมไทย” ยื่น “ศาลปกครอง” พิจารณาถอนมติค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ ย้ำ ธุรกิจโรงแรมทุกภูมิภาคกระทบหนัก โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อย และสภาพเศรษฐกิจไม่ดี จี้ดำเนินการให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจแต่ละพื้นที่ ด้านสถานการณ์ “ต่างชาติเที่ยวไทย” ชี้ปัจจัยท้าทายใน 2 ปีข้างหน้า ทัวริสต์ยังวิตกภาพลักษณ์ “ความปลอดภัย” หลังฉุดยอดตั้งแต่ ก.พ. ถึงปัจจุบันร่วง 20% ด้าน “ยุทธชัย” ซีอีโอเครือออนิกซ์ ประเมินปี 68 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย 30 ล้านคน ส่วนปี 69 คาดทรงตัวเท่าปีนี้
วานนี้ (20 ส.ค.68) สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) แถลงข่าวประเด็นการนำเรื่องให้ศาลปกครองได้ตรวจสอบความชอบด้านกฎหมาย กรณีการออกประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิ.ย.2568 ให้กิจกรรมโรงแรมและกิจการสถานบริการทั่วประเทศ มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันทั่วประเทศ ทุกจังหวัดไม่ได้ขึ้นกับพื้นที่ มีผลบังคับใช้ 1 ก.ค.2568 ซึ่งกระทบกับธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อย และสภาพเศรษฐกิจไม่ดี
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ทางสมาคมโรงแรมไทยเห็นพ้องด้วยกับการที่คณะกรรมการค่าจ้าง ได้พิจารณาปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้กับลูกจ้าง ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มกำลังซื้อของแรงงานอันจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมผ่านการบริโภคที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ เห็นว่า กระบวนในการพิจารณาทางปกครองที่จะนำไปสู่การประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิ.ย. 2568 ที่กำหนดให้ประเภทกิจกรรมโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม เฉพาะโรงแรมประเภท 2 โรงแรมประเภท 3 และโรงแรมประเภท 4 ในท้องที่ทุกจังหวัดมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงินวันละ 400 บาททั่วประเทศ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2568 เป็นต้นไปนั้น จะส่งผลให้สมาชิกของสมาคมฯ และโรงแรมทั้ง 3 ประเภทที่ตกอยู่ภายใต้บังคับของประกาศ ได้รับผลกระทบต่อการประกอบกิจการในหลายพื้นที่ เพราะบางพื้นที่ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อย และสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งต้องปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันไปด้วย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อต้นทุนการบริการ และความสามารถของธุรกิจ ซึ่งต้นทุนค่าแรงคิดเป็นอัตรา 25-30% รองลงมาเป็นค่าไฟฟ้า 25% รวมกันเฉพาะค่าไฟฟ้า และค่าแรงเกินครึ่งของต้นทุนของโรงแรม ส่วนที่เหลือเป็นต้นทุนด้านอื่นๆ อาทิ ค่าน้ำ ค่าอาหาร เป็นต้น
“โรงแรม” ย้ำขึ้นค่าจ้าง 400 บาท “ไม่เป็นธรรม”
ขณะเดียวกันหากสมาชิกของสมาคมฯ กลุ่มที่อยู่ในพื้นที่จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยจะต้องมีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไปถึง 650 บาทต่อวันตามนโยบายรัฐบาล ก็จะต้องได้รับผลกระทบเพิ่มเป็นทวีคูณ ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูง และสภาพเศรษฐกิจดี ย่อมจะไม่ได้รับผลกระทบต่อต้นทุนการบริการ และความสามารถของธุรกิจ ดังนั้นประกาศดังกล่าวที่กำหนดให้ปรับอัตราค่าจ้างประเภทกิจการโรงแรมในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราวันละ 400 บาทเท่ากันทั้งประเทศจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจในการออกประกาศที่ไม่ชอบตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
“แทนที่จะสนับสนุนให้โรงแรมที่ถูกกฎหมายแล้วให้รางวัลที่พัฒนาคุณภาพขึ้นมาได้สูงกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง แต่เหมือนเป็นการทำโทษผู้ประกอบการที่ทำดี จากการปรับขึ้นต้นทุน โดยเฉพาะค่าจ้างแรงงาน”
เร่งยื่นศาลปกครองภายใน 20 ก.ย.68
ทั้งนี้การปรับค่าแรงขั้นต่ำมีความจำเป็นตามมติของคณะกรรมการค่าจ้าง เพราะเข้าใจว่าค่าครองชีพมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ที่ต้องยื่นศาลปกครองเพื่อทบทวนอัตราค่าจ้างเพราะโรงแรมประเภท 2 และประเภท 3 ปรับในอัตราเดียวกัน ทำให้สมาชิกมีการร้องเรียนเข้ามา เนื่องจากขนาดของโรงแรมแต่ละแห่งมีต้นทุน และรายรับไม่เท่ากัน รวมถึงราคาห้องพักจังหวัดท่องเที่ยวหลัก และจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองราคาไม่เท่ากัน ซึ่งสมาคมฯ มีเวลาในการยื่นภายใน 30 วัน หรือไม่เกินวันที่ 20 ก.ย.68 นี้ จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ทันกรอบเวลาตามที่กฎหมายกำหนดว่าสามารถยื่นคัดค้านได้ภายใน 90 วันหลังการประกาศใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการ
ทางสมาคมฯ ได้ศึกษากระบวนการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายรัฐ นายจ้าง และลูกจ้างฝ่ายละ 5 คน โดยคณะกรรมการค่าจ้างจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างจังหวัดในแต่ละจังหวัดขึ้นเพื่อศึกษาบริบทในพื้นที่ จากนั้นจะเสนอค่าจ้างขั้นต่ำแก่คณะอนุกรรมการวิชาการ และกลั่นกรองเพื่อพิจารณาข้อเสนอของแต่ละจังหวัด แล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการค่าจ้างเพื่อพิจารณาลงมติรับรองข้อเสนอของคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างจังหวัดในแต่ละจังหวัดที่ได้ผ่านการกลั่นกรอง จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศในราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้ต่อไป
โดยสมาคมฯเห็นว่า ในการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของคณะกรรมการค่าจ้างจะต้องคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้า และบริการ ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และสภาพทางเศรษฐกิจ และสังคมประกอบกันด้วย
เกิดความเสียหาย จำเป็นต้องยื่นศาลปกครอง
ทั้งนี้ตามมาตรา 87 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ทางสมาคมฯ เห็นว่า แม้ว่ามาตรา 87 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จะให้อำนาจคณะกรรมการค่าจ้างพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใช้เฉพาะกิจการโรงแรม ในท้องถิ่นใดก็ได้ก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าคณะกรรมการค่าจ้างจะพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างในกิจการโรงแรมได้ตามอำเภอใจ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 87 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันด้วย
โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการค่าจ้างได้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำประเภทกิจการโรงแรมเป็นเงินวันละ 400 บาททั้งประเทศดังกล่าว ทั้งที่ภาพรวมเศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละพื้นที่ในประเทศมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น ดัชนีค่าครองชีพแต่ละจังหวัด ราคาของห้องพักที่แตกต่างกันของแต่ละจังหวัด ตลอดจนต้นทุนการบริการ และความสามารถของธุรกิจในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน จึงเป็นการใช้ดุลพินิจในการออกประกาศกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้สมาชิกผู้ประกอบกิจการโรงแรมได้รับผลกระทบในการประกอบกิจการอย่างร้ายแรง เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และสมาคมฯ ยังเห็นว่า หากไม่มีข้อกำหนดดังกล่าวใช้บังคับกับผู้ประกอบกิจการโรงแรม ก็ยังมีประกาศคณะกรรมการค่าจ้างในข้อที่ได้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่มีความแตกต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจ และสังคมแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศอย่างเป็นธรรมอยู่แล้ว
“สมาคมฯ จึงมีความจำเป็นต้องนำความเดือดร้อนหรือเสียหายจากประกาศของคณะกรรมการค่าจ้างดังกล่าว เสนอต่อศาลปกครองเพื่อให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายตามข้อ 2(1) ของประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิ.ย.2568 และให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่อไป” นายเทียนประสิทธิ์ กล่าว
ทัวริสต์วิตกภาพลักษณ์ “ความปลอดภัย”
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมความท้าทายของภาคธุรกิจโรงแรมไทยในระยะกลางอีก 2 ปีข้างหน้า มองว่ามีหลายปัจจัย เช่น ปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัยซึ่งกระทบต่อทุกตลาด ไม่ใช่แค่ตลาดจีน จึงอยากให้ภาครัฐเร่งสื่อสารภาพลักษณ์ความปลอดภัย เพราะหลังเกิดเหตุนักแสดงชาวจีนหายตัวไปบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา และเหตุแผ่นดินไหวในไตรมาสแรก กระทบต่อภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยตั้งแต่เดือนก.พ. จนถึงปัจจุบัน ลดลงประมาณ 20% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
อย่างล่าสุดบริษัท เทนเซนต์ (Tencent) จัดทำผลสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเดินทางไมซ์ (MICE: การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) ระบุว่านักเดินทางไมซ์ต้องการให้มีแพลตฟอร์มแบบวันสต็อปเซอร์วิสเพื่อรายงานว่าจุดไหนในประเทศไทยมีความปลอดภัย 100% บ้าง เพราะคนจีนที่ไม่เคยมาประเทศไทยเลย เขากลัวการเดินทางมาไทยมาก แต่คนจีนที่เคยมาไทยแล้ว ไม่ค่อยกลัว จึงคาดว่านักท่องเที่ยวจีนทั่วไปก็น่าจะมีความต้องการเหมือนกัน อีกปัจจัยคือ ค่าครองชีพ พอเงินบาทแข็งค่าเป็น 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากปีที่แล้วอยู่ที่ 34 บาท ก็มีผลต่อการใช้จ่ายในไทย
“ออนิกซ์” คาดปี 68 ต่างชาติเที่ยวไทย 30 ล้านคน
นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อิตัลไทย จำกัด และบริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเมินแนวโน้มตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยตลอดปี 2568 ไว้ที่ 30 ล้านคน แม้จะไปไม่ถึง 35 ล้านคนที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายเอาไว้ แต่ได้ตัวเลขนี้ก็ถือว่าเก่งแล้ว เพราะตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี เฉพาะภาพรวมทั้งประเทศในไตรมาส 4 ซึ่งเข้าสู่ไฮซีซัน คาดรายได้จะลดลงประมาณ 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนปี 2569 มองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะยังทรงตัวเมื่อเทียบกับปีนี้
สำหรับลูกค้าธุรกิจโรงแรมในอนาคตอยู่ที่การทำตลาดของผู้ประกอบการ หาลูกค้าให้เข้ากับโปรดักต์ แม้ว่าภาพรวมตลาดยุโรปจะมีกระแสการเดินทางดี แต่ไม่ค่อยมีความตื่นเต้นแล้ว ยกเว้นบางตลาดอย่างรัสเซีย โปแลนด์ และตลาดอื่นๆ รวมถึงเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน ส่วนลูกค้าจีนจะกลับมาเที่ยวไทยเมื่อไรนั้น มองว่าในปี 2569 ก็ยังไม่กลับมา ถือเป็นตลาดที่กำลังเจ็บปวดจากภาพใหญ่เศรษฐกิจจีนที่ยังสาหัสสากรรจ์ บรรยากาศการเดินทางไม่ค่อยดี อย่างโครงการอสังหาฯ สำหรับการพำนักระยะยาวของเครือออนิกซ์ที่มีฟุตปรินต์ในจีน และฮ่องกง เห็นภาพรวมตลาดในตอนนี้ว่าดิ้นรนกันหมด
“โจทย์สำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทยในตอนนี้คือ การเชื่อมกับกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น การแพทย์และสุขภาพ และส่วนตัวเชื่อว่าเมืองไทยแข็งแกร่ง สามารถยกระดับการเป็นฮับท่องเที่ยว และจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมได้”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





