สถานการณ์อุตสาหกรรม “ท่องเที่ยวไทย” ในครึ่งแรกปี 2568 เกิดเหตุการณ์สร้างความกังวลในการเดินทางหลายเหตุการณ์ ตั้งแต่การลักพาตัวนักแสดงชาวจีน ซิงซิง และเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจนตึกถล่มในประเทศไทย ทำให้ตลาด “นักท่องเที่ยวจีน” ลดลงไปเกือบ 50% และคาดว่าความกังวลจะลากยาวไปถึงกลางไตรมาส 3 ของปีนี้
ขณะที่ “เศรษฐกิจโลก” ในปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปี จากการขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐ ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความกังวลเกี่ยวกับรายได้ที่ไม่แน่นอนในอนาคต ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกมองหา “ความคุ้มค่า” ในการใช้จ่าย เลือกเดินทางไปยังประเทศใกล้บ้านมากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทั้งนี้พบด้วยว่าในไตรมาส 2/2568 “นักท่องเที่ยวมาเลเซีย” ซึ่งเป็นอีกตลาดหลักลดลง เนื่องจากกังวลต่อ “ความปลอดภัย” จากสถานการณ์การก่อวินาศกรรมใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งไตรมาส 2-3 ปีนี้เป็นช่วงโลว์ซีซันของการท่องเที่ยวประเทศไทย
ผกากรอง เทพรักษ์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย กล่าวว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทย ไตรมาส 2/2568 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 70 จากไตรมาส 1/2568 ซึ่งอยู่ที่ 83 และลดลงจากไตรมาส 2/2567 ซึ่งอยู่ที่ 79 ถือเป็นการลดลงอย่างมาก เหมือน “ตกหน้าผา!” เนื่องจากไตรมาส 2/2568 เข้าสู่โลว์ซีซันเร็วตั้งแต่เดือน เม.ย. จากปกติจะเริ่มเข้าเดือน พ.ค.
ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 65 เป็นการคาดการณ์ที่แย่กว่าไตรมาส 2/2568 และลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2567 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 68 อีกด้วย
สำหรับ “รายได้” ในภาพรวมของสถานประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไตรมาส 2/2568 ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมาในระดับมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 45% ของช่วงเวลาปกติก่อนโควิดระบาดในปี 2562 และใกล้เคียงกับไตรมาส 3/2565 ซึ่งเป็นช่วงที่การระบาดของโควิดเริ่มผ่อนคลาย ปัจจัยการลดลงของรายได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย โดยธุรกิจร้านอาหารมีรายได้ประมาณ 54% ของช่วงก่อนโควิด รองลงมาคือ ธุรกิจที่พักแรมมีรายได้ 48% ส่วนร้านขายของฝากของที่ระลึกมีรายได้ 38% และสถานบันเทิงมีรายได้ 38% ถือเป็นสองกลุ่มที่มีรายได้ลดลงมากที่สุด
“สภาวะทางเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้หนักมากๆ หนักพอๆ กับตอนโควิดระบาดด้วยซ้ำ”
ดัชนีความเชื่อมั่นดังกล่าวยังได้สำรวจผลการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 2/2568 และแผนในไตรมาส 3/2568 พบสิ่งที่น่ากังวลคือ “การปิดตัวของสถานประกอบการ” เพราะเมื่อดูในไตรมาส 1/2568 มีสัดส่วนสถานประกอบการเปิดให้บริการตามปกติ 97% มีการปิดตัวชั่วคราวประมาณ 2% ขณะที่ไตรมาส 2/2568 มีสัดส่วนเปิดให้บริการตามปกติ 94% ขณะที่การปิดถาวร 2% ปิดชั่วคราว 3% และเปิดบางส่วนหรือลดขนาดธุรกิจ 1%
โดยกลุ่มสถานประกอบการที่หยุดการให้บริการมากที่สุดคือ สถานบันเทิง มีสัดส่วนกว่า 13% รองลงมาคือแหล่งท่องเที่ยวแบบมนุษย์สร้าง 9% ร้านขายของฝากของที่ระลึก 5% ส่วนร้านอาหารอยู่ที่ 4%
ด้านอัตราการเข้าพักของ “ธุรกิจโรงแรม” ในไตรมาส 2/2568 ในภาพรวมอยู่ที่ 48% ลดลงในระดับมาก เทียบกับไตรมาส 1/2568 ซึ่งอยู่ที่ 56% โดยภาคตะวันตกมีอัตราการเข้าพักสูงกว่าภูมิภาคอื่น 53% รองลงมาเป็นภาคตะวันออก 50% พออัตราการเข้าพักไม่ค่อยดีแบบนี้ อาจเห็นการปิดตัวถาวรของธุรกิจ “โรงแรมขนาดเล็ก” มากขึ้นก็เป็นได้
ชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า สทท.ประเมินว่าจาก “ปัจจัยเสี่ยง” ต่างๆ คาดส่งผลกระทบต่อจำนวน “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2568 มีประมาณ “33.3 ล้านคน” ลดลง 16.5% เทียบกับปี 2562 ก่อนโควิดระบาด และลดลง 6.2% เทียบกับปี 2567 โดยสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.75 ล้านล้านบาท ลดลง 8.3% เทียบกับปี 2562 ถือเป็นการปรับลดจากคาดการณ์เดิมที่ สทท.เคยตั้งไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทาง 34.65 ล้านคน ทำรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.82 ล้านล้านบาท
เฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ คาดหดตัวอยู่ที่ 4.5 ล้านคน ใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาท/คน/ทริป สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 225,000 ล้านบาท
“ด้านแนวโน้มในปี 2569 สทท.คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 34-35 ล้านคน ต่ำกว่าเป้าหมายที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งไว้ 36 ล้านคน จึงจำเป็นต้องติดอาวุธและงบประมาณเพิ่มเพื่อไปให้ถึงเป้านั้น ส่วนจะกลับไปสู่ยุคทองมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคนเท่ากับปี 2562 ก่อนโควิดระบาดได้หรือไม่นั้น เรามองว่ายังมีความหวัง น่าจะทำได้ในปี 2571 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า” ประธาน สทท.กล่าว





