กลุ่มธุรกิจ “โรงแรม-ร้านอาหาร-สปา” ยังคงรับแรงกระแทกจากปัจจัยนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง เศรษฐกิจไทยและโลกชะลอตัวต่อเนื่อง สถิติ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-20 ก.ค. 2568 มีจำนวนสะสม 18,365,651 คน ติดลบ 5.91% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
วานนี้ (22 ก.ค.) ในงานเสวนา “พลิกเกมธุรกิจปรับกลยุทธ์ ธุรกิจบริการไทย” นายกสมาคมที่เกี่ยวข้องกับภาคท่องเที่ยวและบริการร่วมอัปเดตสถานการณ์และแนวทางการปรับกลยุทธ์นำพาธุรกิจให้รอด
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าไทย ต้องยอมรับว่าในเดือน ม.ค. เริ่มต้นปีได้ดีมาก แต่ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันกลับติดลบกว่า 5% จากประเด็นภาพลักษณ์ความไม่ปลอดภัยในสายตานักท่องเที่ยวจีน
“แนวโน้มจีนเที่ยวไทยปีนี้น่าจะได้ 5 ล้านคน ต่ำกว่าปีที่แล้วซึ่งปิดที่ 6.7 ล้านคน โดยตั้งแต่เดือน ก.พ. ถึงปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจีนลดลงเฉลี่ย 40-50% หลังเจอข่าวลบ ซิงซิง นักแสดงชาวจีนหายตัวไปไวรัลทั่วประเทศจีน จนป่านนี้ยังไม่หยุด พอเกิดเหตุแผ่นดินไหวปลายเดือน มี.ค. ซ้ำเติมภาคการท่องเที่ยวไทยช่วงครึ่งปีแรก มีแค่เดือน ม.ค.เท่านั้นที่กราฟสูง เติบโตกว่า ม.ค.ปีที่แล้ว”
ส่วนนักท่องเที่ยว “ตลาดระยะไกล” (Long-haul) โดยเฉพาะยุโรป เป็นตลาดที่ยังมีการเติบโตดีเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว การชะลอตัวช่วงนี้เป็นไปตามโลว์ซีซัน แต่ก็ต้องรอดูไฮซีซันปลายปีว่าจะช่วยดึงยอดภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนนักท่องเที่ยวสหรัฐ ยังต้องลุ้นว่า “ภาษีทรัมป์” จะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหนเช่นกัน
สำหรับ “กลยุทธ์การปรับตัว” อันดับแรกที่ต้องเร่งทำคือ รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาความกังวลด้านความปลอดภัย เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง ด้านผู้ประกอบการเองก็ปรับตัวไปจับตลาดอื่นๆ เช่น ตะวันออกกลาง มากขึ้น ปกติเขานิยมเที่ยวไทยช่วงหน้าฝน เดือน มิ.ย.-ส.ค. แต่จากเทรนด์ก็ยังมีจำนวนต่ำกว่าปีที่แล้ว เพราะสงครามอิหร่าน
“เราต้องพัฒนาโปรดักต์อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความพรีเมียม กระจายการทำรายได้จากหลายตลาดในยุคภาคการท่องเที่ยวปาดเหงื่อ นักท่องเที่ยวจีนลดกว่า 40% โจทย์สำคัญที่ภาคการท่องเที่ยวไทยต้องเร่งปรับเชิงโครงสร้างคือการหันมาพึ่งพาตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น ด้วยการออกมาตรการและสร้างวัฒนธรรมให้คนไทยออกเที่ยวช่วงโลว์ซีซันและวันธรรมดา”
ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า สถานการณ์ “ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม” ปี 2568 คาดมีมูลค่า “669,000 ล้านบาท” ใกล้เคียงปี 2567 โดยได้รับผลกระทบจาก “เศรษฐกิจไทยซบเซา” ค่าแรงสูง ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และภาคการท่องเที่ยวหดตัว ส่วนปัจจัยใหม่อย่างสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 36% เริ่มวันที่ 1 ส.ค. คาดกระทบธุรกิจอาหารด้วย
ส่วนร้านอาหารที่ยังอยู่ได้ จะเป็นกลุ่มที่มี “ความคุ้มค่า” ต่อผู้บริโภค เช่น ร้านอาหารจานเดียว ร้านบุฟเฟต์ และร้านที่ขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์
“หลังสงกรานต์ปีนี้คนไม่มีเงินแล้ว ร้านอาหารเริ่มเงียบ ก่อนหน้านี้เชฟต้น (ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟชื่อดังเจ้าของร้าน Le Du) บอกว่าธุรกิจร้านอาหารเหมือนกบที่ถูกต้ม ซึ่งจริงๆ เป็นคำที่ผู้ประกอบการร้านอาหารเราได้ใช้นิยามสถานการณ์ธุรกิจนี้มาตั้งแต่ปี 2566”
ยิ่งช่วงนี้เข้าสู่โลว์ซีซัน ร้านอาหารส่วนใหญ่ใช้แรงงานต่างด้าว 80-90% พอรายได้ลด ต้นทุนสูง “บางรายถึงกับบอกว่าช่วงโควิดระบาดยังดีกว่าช่วงนี้อีก!” เพราะคนอยู่บ้าน ไม่รู้จะทำอะไร ก็สั่งของมากิน เกิดร้านอาหารในคอนโดมิเนียม เพิ่มจากหาบเร่แผงลอยที่มีอยู่แล้ว 4-5 แสนราย รวมทั้งหมด 8 แสนราย พอเกิดปัญหาเศรษฐกิจตอนนี้ ยอดขายร้านอาหารหายไปเลย คนเน้นเทียบราคา ค่าสั่ง ความคุ้มค่าต่างๆ เป็นหลัก
“อีกจุดที่จะทำให้ร้านอาหารอยู่รอดได้ด้วยคือ TikTok เพราะอาหาร นอกจากความอร่อย ต้องเอาความอร่อยมาใส่ในมือถือด้วย เพราะคนเสิร์ชหรือตัดสินใจมาตั้งแต่บ้าน โรงแรม หรือประเทศต้นทางแล้วว่าจะไปร้านไหน”
สุนัย วชิรวราการ นายกสมาคมสปาไทย กล่าวว่า ธุรกิจเชิงสุขภาพ หรือ “เวลเนส” (Wellness) นับเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ปี 2567 มีรายได้จากตลาด “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” (Wellness Tourism) 28,000 ล้านบาท เติบโต 54% จากปี 2566 แต่ปัจจุบันได้รับผลกระทบไม่ต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ
“ตั้งแต่โควิดระบาด ได้เปลี่ยนมุมมองการทำธุรกิจสปาอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนคนมองแค่ความผ่อนคลาย แต่ตอนนี้ไม่เพียงพอ เขาต้องการฟังก์ชัน โดยเฉพาะบิ๊กดีมานด์ที่เห็นชัดมากหลังโควิดคือ ความเครียด การทำธุรกิจยุคนี้จึงต้องตีโจทย์ความเครียดให้ออก พัฒนาบริการที่ช่วยปลอบประโลม เติมไฟ เติมพลัง”
ทั้งนี้ “ตลาดภายในประเทศ” เป็นสิ่งที่ต้องเน้นมากๆ เพราะช่วงโควิดระบาด ประเทศที่รอดจากโควิดได้เร็วและไม่กระทบหนักคือประเทศที่มีการบริโภคภายในประเทศสูง เช่น สหรัฐ และญี่ปุ่น แต่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาเม็ดเงินจากต่างชาติในสัดส่วนสูง ไม่ใช่เป็นเรื่องไม่ดี แต่ถึงเวลาที่ต้องหันมามองตลาดคนไทยใหม่อีกครั้ง
“เรียกได้ว่ายุคนี้ไม่สามารถนำเสนอสิ่งเดียวกันในตลาดที่แตกต่างกัน ต้องมองมุมใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่หมดเลย”
สรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในภาวะที่ผู้ประกอบการมองหาสิ่งแปลกใหม่ งานแสดงสินค้า “Food & Hospitality Thailand 2025” วันที่ 20-23 ส.ค. 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะเป็นส่วนหนึ่งในการตอบโจทย์แนวทางพัฒนาโปรดักต์ บริการ และบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ





