จับตา “สินเชื่อเงินสด” กราฟพุ่งแซงหน้าหนี้บ้าน-รถ “เครดิตบูโร” ชี้ ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง-ผ่อน 0% เร่งหนี้เสียโตพุ่ง “Gen Y” ครองแชมป์หนี้เยอะสุด ส่วน “Gen Z” ประหยัดกว่าที่คิด แนวโน้มกู้ยืมสูสี Baby Boomer กระทุ้งผู้มีอำนาจเร่งแก้ปัญหาหนี้เสีย ระเบิดเวลาลูกนี้ไม่มีใครได้ประโยชน์
ปัญหาหนี้เสียของคนไทยยังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี “สุรพล โอภาสเสถียร” ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) คือหนึ่งในบุคคลที่ออกมาเสนอแนะแนวทางอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจาก “เครดิตบูโร” ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลบัญชีสินเชื่อและประวัติการชำระสินเชื่อทุกประเภทของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล จึงทำให้มองเห็นภาพกว้างวงจรหนี้คนไทยได้ชัดเจน
“สุรพล” กล่าวบรรยายภายในงานสัมมนา “PRACHACHAT EXCLUSIVE FORUM 2025 คน…พลิกวิกฤต” ภายใต้หัวข้อ “คน...พลิกวิกฤต (หนี้)” ระบุว่า ขณะนี้ทั้งประเทศมีหนี้เสียอยู่ 1.2 ล้านล้านบาท หนี้ที่เริ่มจะเสียและนำไปปรับปรุงโครงสร้าง หรือ “Debt Restructuring” 1.18 ล้านล้านบาท และหนี้เริ่มค้าง หรือ “หนี้ SM” 450,000 ล้านบาท (ตัวเลข ณ เดือนเมษายน 2568)
เฉพาะส่วนที่เป็น “หนี้เสีย” 1.2 ล้านล้านบาท สุรพลระบุว่า มีจำนวนลูกหนี้อยู่ 5.1 ล้านคน ซึ่งลูกหนี้ที่ว่าก็เป็นส่วนหนึ่งของแรงงานในระบบกว่า 44 ล้านคนด้วย ความหมายก็คือตอนนี้เรามีแรงงานไทยเกือบ 10% ที่แบกหนี้เสีย เป็นคนที่ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติ ไม่รับโทรศัพท์ หนีหายจากเพื่อนฝูง รอรับหมายศาลอยู่ทั้งหมด 5.1 ล้านคน
ลึกลงไปพบว่า ในบรรดา 5.1 ล้านคนที่แบกหนี้เสีย มีอยู่มากถึง 3.3 ล้านคนที่เป็นหนี้เสียด้วยหนี้ต่ำกว่า “100,000 บาท” คิดเป็นมูลหนี้ 120,000 ล้านบาท เท่ากับ 10% ของจำนวนหนี้เสียทั้งหมด “สุรพล” บอกว่า คนกลุ่มนี้มีหนี้เสียคนละ 20,000 บาทบ้าง 50,000 บาทบ้างปะปนกันไป แรงงานที่แบกหนี้เสียอยู่ไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ ติดกับดักวนเวียนอยู่กับหนี้ตรงนี้ ซึ่งถ้าเราลองเทียบค่าเฉลี่ยการปรับฐานเงินเดือนประจำปีกับดอกเบี้ยที่เดินอยู่ทุกวัน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนทำงานหลายล้านคนจะหลุดออกจากวังวนนี้ได้
ทางแก้ในทัศนะของผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโร คือผู้มีอำนาจต้องหาทางปลดล็อกเพื่อให้โอกาสกับลูกหนี้ เปิดโต๊ะเจรจาหาทางออกร่วมกัน มีรายได้เท่าไหร่ มีกำลังในการชำระหนี้เท่าไหร่ มาการตกลงร่วมกันจะได้จบๆ กันไป เมื่อจบแล้วจากหนี้เสียจะได้กลายเป็นหนี้ที่ปิดบัญชี รอระยะเวลาเพื่อมีชีวิตใหม่ ได้ไปทำมาหากิน ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะขังลูกหนี้หลายล้านคนไว้ตรงนี้ โดยเฉพาะกลุ่ม “3.3 ล้านคน” ที่มีหนี้เสียต่ำกว่า 100,000 บาท
“3.3 ล้านคนคิดเป็นเกือบ 10% ของแรงงานในระบบไทย แรงงานในระบบไทยมีอยู่ 40 ล้านคน คำถามคือมีประโยชน์อะไรที่จะเอาแรงงานไทยซึ่งขาดแคลนอยู่แล้วไปกักไว้ เพื่อรอให้วันหนึ่งมีหมายศาลมาฟ้อง เพื่ออะไร มีเหตุผลอะไรที่เราต้องไปกักคนเหล่านั้น อย่างน้อย 3.3 ล้านคน หรือ 3.3 ล้านครอบครัวได้ไปตั้งต้นชีวิตใหม่ เขาอาจจะต้องได้รับการควบคุมพฤติกรรม ไม่ใช่จบแล้วไปกู้ใหม่ได้ มันก็ยังมีประวัติอยู่”
หนึ่งในข้อมูลที่สะท้อนถึงชีวิตคนตัวเล็กที่ต้องแบกหนี้เสียและหนี้กำลังจะเสีย คือสัดส่วนรถกระบะและรถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังจะถูกยึด “สุรพล” บอกว่า ขณะนี้มีรถกระบะ 252,334 สัญญา หรือ 252,334 คันที่มีความเสี่ยงจะถูกยึด อยู่ระหว่างค้างชำระ 31-90 วัน ส่วนมอเตอร์ไซค์พบว่า มีมากถึง 1.03 ล้านคันที่ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน ถูกจัดให้เป็นหนี้เสียเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองส่วนคือดัชนีชี้วัดมนุษย์เดินถนนทั้งสิ้น ชี้ให้เห็นได้ว่า ขณะนี้ปัญหาหนี้วิกฤติแล้วหรือไม่
“ถ้าเราดูตัวเลขเป็นสิ่งไม่มีชีวิต เราจะมีความเมตตากับเรื่องนี้ต่างกัน สิ่งที่ผมเรียกร้องต่อ Policy Maker คืออย่าดูคนเป็นกราฟ อย่าดูตัวเลขไม่มีชีวิต เพราะสิ่งมีชีวิตอยู่เบื้องหลังตัวเลขนี้ ถ้าเราเอาหนี้เสีย 1.2 ล้านล้านบาทมากางออก เราจะพบว่า มีคนที่อยู่ในหนี้เสีย 5.1 ล้านลูกหนี้ คนทำงานในประเทศไทยมีอยู่ 44 ล้านคน มีคนที่เป็นหนี้เสีย ไม่รับโทรศัพท์ หนีหาย มีชีวิตไม่ปกติ รอหมายศาลอยู่ 5.1 ล้านคน”
ทั้งนี้ “เครดิตบูโร” คาดการณ์ว่า อีก 1 ปีข้างหน้า หนี้กำลังจะเสีย หรือ “หนี้ SM” ส่วนที่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล หรือการกู้เงินก้อนมีแนวโน้มไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็รวมไปถึงบรรดา “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” หรือผ่อน 0% ส่วนหนี้บ้านและหนี้รถพบว่า มีแนวโน้มลดลงหรือคงที่
ถ้าดูข้อมูลเทียบเคียงกับพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านช่วงอายุหรือเจเนอเรชัน “Gen Y” หรือบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 31-45 ปี ยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะก่อหนี้เสียเพิ่มขึ้นมากที่สุดและมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย รองลงมา คือ “Gen X” หรือบุคคลที่มีอายุระหว่าง 46-60 ปี แนวโน้มความชันกราฟเริ่มปักหัวลง
อันดับต่อมา ได้แก่ “Baby Boomer” หรือคนที่มีอายุระหว่าง 61-79 ปี กราฟปักหัวลงเช่นกัน กลุ่มรองสุดท้าย คือ “Gen Z” อายุระหว่าง 16-30 ปี และท้ายสุด คือ “Silent Gen” อายุมากกว่า 80 ปี





