โจทย์หิน “ท่องเที่ยวไทย” ปาดเหงื่อหนักครึ่งปีหลัง สมาคมโรงแรมฯ ชี้เพื่อนบ้านเปิดศึกชิงทัวริสต์เดือด ภาษีทรัมป์กดดัน ลุ้นตีตื้นไฮซีซัน แรงส่งนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 35.5 ล้านคน เท่าปีก่อน หลังครึ่งปีแรกติดลบกว่า 5% หวังปี 2569 ต้องโตให้ได้ 7% ด้านสมาคมค้าปลีก กระทุ้งรัฐปั้นแม่เหล็กใหม่ “ไทยแลนด์ ชอปปิง พาราไดซ์” ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ เร่งแซนด์บ็อกซ์มาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทันที ณ ร้านค้า ปลุกใช้จ่าย
สถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-13 ก.ค. 2568 มีจำนวนสะสม 17,754,055 คน ลดลง 5.62% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังคงตั้งเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 35.5 ล้านคน เท่าปี 2567 คาดสร้างรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.77 ล้านล้านบาท ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยตั้งเป้า 205 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้ตลาดในประเทศ 1.1 ล้านล้านบาท โดยปี 2568 แนวโน้มรายได้รวมการท่องเที่ยวน่าจะอยู่ที่ 2.87 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยวางไว้ 3 ล้านล้านบาท
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยล่าสุด (9 ก.ค.) คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยปี 2568-2569 เติบโตเฉลี่ย 3.5% ต่ำกว่าประมาณการเติบโตภาคการท่องเที่ยวโลกในปี 2568-2569 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 5% ส่วนหนึ่งมาจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ส่วนการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนเริ่มทรงตัว และการฟื้นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยยังต้องใช้เวลา
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า หากไทยต้องการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2567 ให้ได้เท่ากับปี 2567 เพื่อให้อัตราการเติบโตกลับมาเป็นศูนย์ จากครึ่งปีแรกติดลบ 5% และตามที่ ธปท. ระบุว่าช่วงปี 2568-2569 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 3.5% เท่ากับว่าในปี 2569 ต้องสร้างการเติบโตเชิงจำนวนให้ได้ถึง 7% ถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก
“ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 6 เดือนแรกติดลบไปแล้ว 5% ฉะนั้นช่วง 6 เดือนหลัง โดยเฉพาะไฮซีซันไตรมาส 4 ต้องบวกหนักมาก ให้ได้อย่างน้อย 5% ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 35.5 ล้านคนทั้งปีนี้เป็นเรื่องท้าทายและยากมากในตอนนี้ แต่ถ้าภาครัฐและเอกชนช่วยกันผลักดันให้ดี จะช่วยตีตื้นได้ จะมากจะน้อย ก็ขอให้เห็นภาพไฮซีซันปีนี้มีชีวิตชีวาเหมือนปีที่แล้ว ก็มีโอกาสสร้างแรงส่งให้ปี 2569 ทำยอดตีตื้นขึ้นมาได้”
ทั้งนี้ ก่อนเกิดปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัยในสายตานักท่องเที่ยวจีนเมื่อต้นปี 2568 ในปี 2567 ไทยมีอัตราการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 70% เทียบยุคก่อนโควิด-19 ระบาด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกฟื้นตัวแตะระดับ 80-90% แม้ประเทศอื่นจะมีอัตราการฟื้นตัวมากกว่าไทย แต่ตัวเลขการเดินทางเข้าไทยนั้นถือว่าค่อนข้างมาก ด้วยจำนวนทั้งหมดกว่า 35.5 ล้านคน เพราะเคยทำได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปี 2562 ก่อนโควิดด้วยจำนวนเกือบ 40 ล้านคน
ท่องเที่ยวแข่งเดือด-ภาษีทรัมป์กดดัน
สำหรับปัจจัยกดดันท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีหลัง ให้น้ำหนักกับทั้งการแข่งขันรุนแรงจากเพื่อนบ้านในเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น เวียดนาม แม้แต่จีนก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยนโยบายต่างๆ เช่น Free Tax คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 13% ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อกระตุ้นการชอปปิง
ส่วนปัจจัยกำแพงภาษีนำเข้าสหรัฐ คาดอีก 4-6 เดือนถึงจะส่งผลกระทบชัดเจน แต่ด้วยบรรยากาศเศรษฐกิจซบเซาจากปัญหาค่าครองชีพ อาจทำให้คนไม่ค่อยอยากเที่ยว ส่วนคนที่พร้อมออกมาเที่ยวจริงๆ น่าจะมีจำนวนน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ต้องรอลุ้นว่าก่อนถึงไทม์ไลน์ของสินค้านำเข้าจาก 14 ประเทศจะถูกสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าแบบเหมารวม เฉพาะประเทศไทยถูกเก็บในอัตราสูง 36% เริ่มตั้งแต่ 1 ส.ค. 2568 เป็นต้นไป ทีมไทยแลนด์จะสามารถเจรจาต่อรองภาษีการค้ากับสหรัฐไปในทิศทางไหน ได้เปรียบเพื่อนบ้านหรือไม่ และข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับชาติอื่นๆ เป็นอย่างไร
จีนฟื้นเกินหมื่นคนต่อวัน แต่ไม่ใช่ระดับน่าพอใจ
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่ ธปท. ระบุว่าสถานการณ์ลดลงของนักท่องเที่ยวจีนเริ่มทรงตัว และการฟื้นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยยังต้องใช้เวลา สมาคมฯ มองว่าจากสถิตินักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยกลับมามากว่า 10,000 คนต่อวัน ถือว่าดีขึ้นจากระดับ 7,000-8,000 คนต่อวัน แต่ในอดีตเคยทำได้ถึง 30,000 คนต่อวัน ยอดการเดินทางในปัจจุบันจึงไม่ใช่ระดับน่าพอใจ แต่ก็ยังมีศักยภาพกลับมาที่เดิม
“เคยคุยกับผู้บริหารสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) บอกว่าจริงๆ นักท่องเที่ยวจีนพำนักในไทยเฉลี่ย 3-5 วันเท่านั้น ส่วนคนจีนที่พำนักในไทย 7-10 วัน ส่วนใหญ่มาทำงาน ทำธุรกิจ มากกว่ามาท่องเที่ยว แต่ก็ได้อานิสงส์การใช้จ่ายตามมาด้วย”
ทั้งนี้ จากประกาศรายชื่อ 93 ประเทศหรือดินแดนที่ได้รับสิทธิยกเว้นวีซ่า (ฟรีวีซ่า) และพำนักในประเทศไทยเป็นการชั่วคราวได้ไม่เกิน 60 วัน เพื่อการท่องเที่ยว การติดต่อธุรกิจ และการทำงานระยะสั้น เริ่มบังคับเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2567 สมาคมฯ เคยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดวันพำนักฟรีวีซ่า “หลายรอบ” แล้ว เพราะในแง่ความมั่นคง ซึ่งนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยส่วนใหญ่มาจาก 30-40 ประเทศ และด้วยพฤติกรรมการเดินทางและจำนวนวันพำนักเฉลี่ยที่แตกต่างกัน ไม่จำเป็นต้องให้วันพำนักฟรีวีซ่าเท่ากันทุกประเทศ
“มองว่าไม่เป็นการเสียหาย หากต้องลดวันพำนักฟรีวีซ่าแก่บางตลาด เช่น จีน ที่เคยให้นาน 60 วัน อาจลดเหลือ 15 วันให้สอดคล้องกับพฤติกรรมท่องเที่ยวจริง เหมือนญี่ปุ่นให้ฟรีวีซ่าคนไทยพำนักไม่เกิน 15 วัน ไม่ได้มากถึง 60 วัน ตอนนี้รอว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการหรือไม่ เพราะเอกชนชงข้อเสนอนี้ไปบ่อยครั้งแล้ว โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดปัญหาภาพลักษณ์ความไม่ปลอดภัยเมื่อต้นปี 2568”
คาดอัตราเข้าพัก ก.ค. เฉลี่ย 52%
ด้านผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม ประจำเดือน มิ.ย.2568 จัดทำโดย ทีเอชเอ และ ธปท. สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการ 105 แห่ง (13-27 มิ.ย.) ธุรกิจโรงแรมกว่า 83% ได้รับผลกระทบจากลูกค้าจีนที่ลดลง ส่วนใหญ่ปรับตัวหันมาทำการตลาดเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มอื่นแทน เช่น ลูกค้ายุโรป โดยโรงแรมระดับไม่เกิน 3 ดาว เน้นทำการตลาดในกลุ่มลูกค้าไทย โรงแรม 4 ดาวขึ้นไป เน้นรับลูกค้ากลุ่มสัมมนา (MICE) มากขึ้น
สำหรับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 54% ลดลงจากเดือนก่อน คาดอัตราการเข้าพักเดือน ก.ค. 52% ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงในช่วงโลว์ซีซัน ส่วนวันพำนักของนักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาส 2 กว่า 40% ประเมินว่าทั้งตลาดระยะใกล้และระยะไกลจะลดลงกว่าปีก่อน ส่วนหนึ่งจากชาวอินเดียและตะวันออกกลางที่เข้าพักสั้นลง โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่ภาคกลาง และอีกกว่า 40% ประเมินว่าจำนวนวันพำนักใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ชาวยุโรปตะวันตกและออสเตรเลียบางส่วนเข้าพำนักนานขึ้น
ดันแม่เหล็กใหม่ “ไทยฮับชอปปิง”
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า หนึ่งในแนวทางสำคัญเพื่อฟื้นเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวไทยที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสมาคมฯ เสนอภาครัฐเร่งผลักดันแม่เหล็กท่องเที่ยวผ่าน “Thailand Shopping Paradise” เพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาใช้จ่ายภายใต้แนวทางต่างๆ เช่น ทดลองมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทันที ณ ร้านค้า (Instant Tax Refund) สำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท โดยอาจเริ่มจากร้านค้าสมาชิกในย่านชอปปิงหลักของกรุงเทพฯ
มาตรการลดภาษีนำเข้า (Import Tax) สำหรับสินค้าในกลุ่ม แฟชั่น เสื้อผ้า น้ำหอม และเครื่องสำอาง ซึ่งปัจจุบันไทยมีอัตราภาษีนำเข้าสูงถึง 20-30% เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค และกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ที่สำคัญลดแรงจูงใจในการซื้อสินค้าจากตลาดสีเทา
นอกจากนี้ เห็นควรพิจารณาจัดตั้งเขตปลอดภาษี (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว และส่งเสริมการกลับมาเที่ยวซ้ำในระยะยาว การจัดมหกรรมลดราคาสินค้าทั่วประเทศในรูปแบบเดียวกับ “Great Singapore Sale” (งานสิงคโปร์ลดทั้งเกาะ) โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างห้างค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อสร้างบรรยากาศจับจ่ายทั่วประเทศ เป็นต้น
“เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้กลุ่มนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มคุณภาพ มีการใช้จ่ายสูง นิยมพำนักระยะยาว น่าจะมีการขยายระยะเวลาวีซ่าของนักท่องเที่ยวรัสเซียจาก 30 วัน เป็น 45 วันหลังสิ้นสุดโครงการเดิม”
อย่างไรก็ตาม การปราบปรามธุรกิจ “นอมินี” สวมสิทธิ์โดยชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม และซูเปอร์มาร์เก็ต และการคุมเข้ม“ สินค้านำเข้าราคาถูกไม่ได้มาตรฐาน” สมาคมฯ มองว่ารัฐมาถูกทางและเริ่มเห็นผลลัพธ์บ้างแล้ว แต่ขอเสนอให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและจริงจังเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอี





