background-default

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม 2569

Login
Login

‘สกาย ไอซีที’ ลุยปั๊มรายได้ปี 68 โต 15-20% ส่ง AOTGA ประมูลโปรเจกต์ใหญ่ ‘สุวรรณภูมิ’

‘สกาย ไอซีที’ ลุยปั๊มรายได้ปี 68 โต 15-20%  ส่ง AOTGA ประมูลโปรเจกต์ใหญ่ ‘สุวรรณภูมิ’

“สกาย ไอซีที” (SKY ICT) ผู้ดำเนินธุรกิจหลักเกี่ยวกับบริการเทคโนโลยีสารสนเทศด้านอุตสาหกรรมการบิน (Aviation) และระบบบริหารจัดการการเดินทางและข้อมูลการเดินทางของผู้โดยสารที่เดินทางเข้าออกประเทศไทย มานานกว่า 9 ปีแล้ว ปัจจุบันให้บริการ “แอร์พอร์ต ซิสเต็ม เซอร์วิส” มีฟุตปรินต์ครอบคลุมกว่า “13 สนามบิน” ทั่วประเทศไทย

ตอบโจทย์โซลูชันหลัก อาทิ CUTE (Common Use Terminal Equipment) ระบบออกตั๋วโดยสารที่เคาน์เตอร์, CUSS (Common Use Self-check in System) ระบบออกตั๋วโดยสารด้วยตัวเอง, CUBD (Common Use Bag Drop) ระบบโหลดกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ, PVS (Passenger Validation System) ระบบคัดกรองผู้โดยสารก่อนเข้าเกต และ SBG (Self-Boarding Gate) ระบบประตูทางออกขึ้นเครื่องอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Automated Biometric Identification System: Biometric) ซึ่งใช้การสแกนใบหน้าเพื่อพิสูจน์ตัวตนของผู้โดยสารก่อนเข้าสู่ระบบสนามบิน และอีกผลงานคือการพัฒนาแอปพลิเคชัน SAWASDEE by AOT ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน 1 ล้านคน มีผู้ใช้งานจริงประมาณ 10% รวมถึงการเปิดให้บริการพรีเมียม เซอร์วิส ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น

สิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือSKY ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI เมื่อปี 2560 ฉายภาพว่า แม้ “สกาย ไอซีที” จะมีรายได้หลักจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “การบิน” แต่ก็เน้นกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอ ขยายการให้บริการที่หลากหลายใน “สกาย กรุ๊ป” ทั้งผ่านบริษัท สกาย ไอซีที และบริษัทที่สกาย ไอซีที เข้าไปร่วมลงทุน

“ปัจจุบันสกายกรุ๊ปทำธุรกิจหลายอย่างมาก แต่เน้นเกียร์ด้วยเทคโนโลยี”

โดยมุ่งขยายใน 4 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ ผ่านบริษัท เมทเธียร์ ซึ่งทำธุรกิจซีเคียวริตี้ แมเนจเมนท์ ของอาคารต่างๆ ขณะที่บริษัท รักข์สยาม ซึ่งให้บริการด้านการรักษาความปลอดภัย มีพนักงานรักษาความปลอดภัยและแม่บ้านให้บริการเป็นอันดับต้นๆ ของไทย และนำคลีนนิ่งโรบ็อตมาใช้ โดยมีลูกค้า 400 สัญญาทั้งรัฐและเอกชน ใช้หุ่นยนต์ทำความสะอาดในพื้นที่ขนาดใหญ่ ส่วนพื้นที่ซับซ้อนใช้แม่บ้าน สร้างรายได้ประจำจากการให้บริการรายเดือน

2.บริษัท โปร อินไซด์ ซึ่งเริ่มมา 5 ปีแล้ว ทำโครงการภาครัฐ 100% เน้นพัฒนาไอทีเน็ตเวิร์ก 3.บริษัท สกาย ไอซีที ที่เซ็นสัญญากับภาครัฐในระยะยาว ทำให้มีความมั่นคงทางธุรกิจ ซึ่งในปี 2567 ให้บริการกว่า 100 สัญญาทั่วประเทศ ทั้งรัฐและเอกชน และ 4.บริษัท สกาย เอไอ นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในบริบทต่างๆ เช่น การใช้ AI Voice เพื่อทำให้การตอบสนองของลูกค้าสั้นลง

“การเดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่องทำให้ สกาย กรุ๊ป สามารถเพิ่มจำนวนพนักงานจาก 8,000 คน เป็น 14,000 คน และสร้างรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง”

ในปี 2567 “สกาย กรุ๊ป” ทำรายได้นิวไฮอยู่ที่ 6,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63% เทียบกับปีก่อน แม้ทำกำไรสุทธิ 481 ล้านบาท ลดลง 10% แต่ถ้าดูตัวเลขกำไรจากดำเนินงานถือว่าเติบโต ขณะที่ไตรมาส 1 ของปี 2568 มีรายได้อยู่ที่ 2,379 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีกำไรสุทธิ 205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86%

“คาดว่าตลอดปี 2568 สกาย กรุ๊ป จะมีรายได้เติบโตไม่น้อยกว่า 15-20% โดยเป็นรายได้จากธุรกิจการบิน 70% ขณะที่การประเมินมูลค่ามาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 9,181 ล้านบาท และมีรายได้ที่รอรับรู้ (Backlog) มูลค่ารวม 22,015 ล้านบาท”

สิทธิเดช เล่าเพิ่มเติมว่า “สกาย ไอซีที” ยังมองเห็นศักยภาพในการขยายธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับการบินอย่างต่อเนื่อง ผ่านบริษัทร่วมทุนอย่าง บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA (ออทก้า) ที่มีบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยสกายไอซีที ถือหุ้นผ่าน SAL ซึ่งเป็นบริษัทลูก ในสัดส่วน 42.12%

ล่าสุด AOTGA ได้เข้าร่วมประมูลโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 และโครงการให้บริการคลังสินค้า (คาร์โก้) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 ซึ่งได้เข้าร่วมยื่นประมูลไปเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา และคาดว่าเดือน ส.ค. 2568 จะทราบผลว่าใครเป็นผู้ชนะการประมูล โดยทั้ง 2 โครงการมีมูลค่ารวมกว่า 6 หมื่นล้านบาท สัญญา 25 ปี

สำหรับเหตุผลที่ AOT มองว่าจะเปิดให้บริการผู้ประกอบการรายที่ 3 ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากในยุคหลังโควิด-19 พอมีการเปิดประเทศ คนกลับมาเดินทางกันอีกครั้ง เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ทำให้กระเป๋าสัมภาระล้นสายพาน ตอนนี้มีแค่ “บีเอฟเอส” บริษัทในเครือบางกอกแอร์เวย์ส และ “การบินไทย” ที่ให้บริการภาคพื้น ซึ่งอาจทำไม่ทัน ท่ามกลางดีมานด์สายการบินที่เดินหน้าเพิ่มเที่ยวบินเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง ทาง AOTGA ก็หวังว่าจะได้เข้าไปช่วยงานทั้งสองบริษัทนี้เพื่อรองรับการบริการภาคพื้น

ด้านคาร์โก้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปัจจุบันการบินไทยมีพื้นที่ 9 หมื่นตารางเมตร บีเอฟเอส 7 หมื่นตารางเมตร เฉพาะที่ AOTGA เข้าร่วมประมูลรายที่ 3 มีพื้นที่ 4 หมื่นตารางเมตร รวมแล้วมีขนาดพื้นที่กว่า 2 แสนตารางเมตร หาก AOTGA ชนะประมูล ต้องลงทุนคาร์โก้หลักพันล้านบาทเพื่อพัฒนาเป็นแบบออโตเมทีฟ (Automative) ให้หมด

“เรามองเห็นโอกาสการเติบโตจากแผนยุทธศาสตร์การบินของรัฐบาล ที่ต้องการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น เอวิเอชั่น ฮับ (Aviation Hub) เฉพาะศักยภาพรองรับการขนส่งสินค้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อยู่ที่ไม่เกิน 3 ล้านตันต่อปี แต่ปัจจุบันรับขนส่งสินค้าอยู่ที่ 1.5 ล้านตันต่อปี ถ้า AOTGA ได้เป็นผู้ประกอบการรายที่ 3 ต้องเข้าไปมีส่วนขับเคลื่อนการขยายตัวของการขนส่งสินค้าทางอากาศ”

และถ้าประเทศไทยอยากเป็นฮับในเรื่องโลจิสติกส์ ต้องรองรับให้ได้อย่างน้อยเหมือน “สิงคโปร์” หรือ “ฮ่องกง” โดยสิงคโปร์รองรับสินค้าได้ 3-4 ล้านตันต่อปี ปัจจุบันขนส่งสินค้าแล้วที่ 2 ล้านตันต่อปี ส่วนฮ่องกงรองรับได้ถึง 6.7 ล้านตันต่อปี มากกว่าไทยเท่าตัว รับขนส่งสินค้าแล้ว 5 ล้านตันต่อปี