ไทยเป็นฐานทัพการผลิตสินค้าความงามระดับโลก Global Brand จ้างผลิตมากมาย "ศรีจันทร์" ยกทศวรรษหน้ารุ่งอรุณ T-Beauty ต่อยอด Made in Thailand
เรื่องราวของ “ศรีจันทร์”(SRICHAND) หลายคนรับรู้เกิดจากธุรกิจร้านขายยาเล็กๆ ปัจจุบันทรานส์ฟอร์มเป็นผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์ความงามสัญชาติไทยในชื่อเดียวกัน
เส้นทางของแบรนด์ “ศรีจันทร์” ยืนหยัดในสมรภูมิธุรกิจไทยกว่า 7 ทศวรรษ จากรุ่นปู่ สู่หลาน “รวิศ หาญอุตสาหะ” เจนเนอเรชัน 2 ที่รับบทเป็นแม่ทัพ หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด ขับเคลื่อนกิจการ ขยายอาณาจักรย่อมๆทำเงินระดับ “พันล้านบาท”
ทศวรรษหน้า โอกาสตลาดสินค้าความงามไทย
ก้าวต่อไปของ “ศรีจันทร์” โดยทายาท “รวิศ” ยังคงมุ่งมั่นพาแบรนด์ไทยก้าวไปสู่ระดับโลกหรือ Global Brand หมุดหมายใหญ่สุดท้าทายภายใน 10 ปีข้างหน้า
“ในฐานะแบรนด์ไทย เราพร้อมขยายตลาดมากๆ เรามอง 10 ปี หรือทศวรรษหน้าจะดีมากๆ สำหรับตลาดเครื่องสำอางไทย”
รวิศ วิเคราะห์ปัจจัยหนุนธุรกิจความงามหรือบิวตี้ของไทยมีดังนี้ 1.การสร้างแบรนด์ที่ต้องใช้สรรพกำลังกายและใจ ทีมงาน รวมถึง “พรีเซ็นเตอร์” ที่เป็นตัวแทนและกระบอกเสียงให้กับแบรนด์ “ศรีจันทร์” และ “ศศิ” ซึ่งที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ ครีมกันแดด และผลิตภัณฑ์กลุ่มสีสันหรือเมคอัพ ต่างมีพรีเซ็นเตอร์ระดับท็อป เช่น ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก แบมแบม กันต์พิมุกต์ เก้า สุภัสสรา และเสริมทัพด้วยทีป็อป(T-Pop)บอยแบนด์ PROXIE
2.กระแส T-Beauty สินค้าความงามของไทยที่กำลังได้รับการยอมรับมากขึ้น และความนิยมของผู้บริโภคทั้งเอเชีย และขยายวงไปทั่วโลก ที่จะได้อานิสงส์ทั้งองคาพยพจากนโยบาย “อำนาจละมุน”หรือ Soft Power ของไทยผ่านอาหารไทย การท่องเที่ยว ความบันเทิง ซีรีส์ต่างๆ เป็นต้น
ยิ่งกว่านั้น หากมองคุณประโยชน์หรือฟังก์ชันของสินค้าความงามไทย เช่น ผลิตภัณฑ์กันแดด ที่มาจากเมืองร้อน ได้ผลลัพธ์ประสิทธิภาพที่ดีกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และอีกแต้มต่อใหญ่ คือ “ไทยเป็นฐานผลิตสินค้าความงามแบรนด์ระดับโลก” จำนวนมาก สะท้อนถึงการเป็นฐานทัพที่ได้การยอมรับในระดับโลกอย่างแท้จริง
ต่อยอด Made in Thailand และ T-Beauty
“แบรนดไทยกำลังมาจริงๆ ผลิตภัณฑ์ Made in Thailand ได้การยอมรับอย่างมาก ผู้ผลิตสินค้าบิวตี้ไทยเข้มแข็งมาก ประกอบกับกระแส T-Beauty และ Soft Power ที่ร้อยเรียงกันทั้งองคาพยพจะทำให้ทรงพลัง และเราหวังปักธงเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยให้เติบโต”
รวิศ มุ่งหวังว่า T-Beauty และ Made in Thailand จะผงาดโลก และเข้าสู่ยุคของ “รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลงสินค้าบิวตี้สัญชาติไทย”หรือThe Dawn of Thai Beauty Era ด้วย
“วันนี้เราพร้อมแล้ว และอยากพาอุตสาหกรรม T-Beauty ไปสู่เวทีโลกจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเกินฝันอีกต่อไป และศรีจันทร์เราอยากเป็น Global Brand ด้วย”
บริษัทมี 2 แบรนด์ในพอร์ตโฟลิ คือ “ศรีจันทร์” และ “ศศิ” ที่จะมุ่งขยายตลาดสู่โลก เพื่อทำให้นามสกุลประเทศไทยโดดเด่นจึงมี “BANGKOK” ต่อท้าย คล้ายกับแบรนด์โลกต่างๆ ที่มี PARIS, NEW YORK และ LONDON ฯ เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ “ต้นกำเนิด” ของผลิตภัณฑ์และแบรนด์ รวมถึงทำให้ผู้บริโภคต่างชาติรับรู้และอ่านง่ายด้วย
“ศรีจันทร์” และ “ศศิ” ยังคงความเป็น “ไทย” ทั้งชื่อแบรนด์ที่มีความหมายคือ “พระจันทร์” ซึ่ง “รวิศ” บอกว่าการไม่รีแบรนด์และใช้ชื่อดังกล่าว องค์ประกอบทุกอย่างเพราะต้องการตอกย้ำความภาคภูมิในความเป็นไทย
BANGKOK 1948 ต้นกำเนิดความภาคภูมิใจ
“เราเกิดอยู่ที่นี่..อยากทำให้คนไทยภาคภูมิใจ การที่บนผลิตภัณฑ์มี BANGKOK 1948 ต้องย้อนไปเรามีการหารือกับทีมว่าจะรีแบรนด์ เปลี่ยนชื่อดีไหม เพราะแบรนด์สมัยนั้นนิยมใช้ชื่อฝรั่ง แต่เราไม่ ตอนนั้นศรีจันทร์เล็กมาก หากไปออยู่บนเชลฟ์ ร้านต่างๆเห็นแบรนด์ศรีจันทร์ท่ามกลางแบรนด์อื่น เราจึงอยากให้ชื่อแบรนด์ไทยยืนเคียงข้างแบรนด์ระดับโลก..วันนั้นยังไม่เห็นทางนะ แต่ใช้ชื่อศรีจันทร์เดิมนี่แหละ”
ตลาดต่างประเทศของ “ศรีจันทร์” ยังไม่ใหญ่นัก หลักๆยังเป็นกลุ่มกัมพูชา ลาวเมียนมา และเวียดนาม(CLMV) และมีการรุกญี่ปุ่น ขายสินค้าผ่านร้านขายยาหรือดรักสโตร์ 2,000 แห่ง รวมถึงเป็นแบรนด์สินค้าความงามไทยแบนรด์แรกที่ผนึก “บันได” ยักษ์ใหญ่ผลิตของเล่นจากประเทศญี่ปุ่นขอซื้อลิขสิทธิ์ของตัวแป้ง เพื่อนำไปทำเป็นกาชาปอง จากแป้งที่จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นทั้ง 6 แบบ
อย่างไรก็ตาม เพื่อสานเป้าหมายแบรนด์โลก จะต้องขยายตลาดเพิ่ม แต่ต้องหา “พันธมิตรที่ใช่” ในการปลดล็อกโอกาสแห่งการเติบโต
“เรา Aim ตลาดเอเชียไว้ และต้องการสร้างแบรนด์ ไม่แค่จำหน่ายสินค้า จึงต้องหาพันธมิตร ซึ่งต้องใช้เวลาและเป็นเรื่องยาก แต่หากหาพันธมิตรได้จะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ประสบความสำเร็จ”
การเป็นแบรนด์โลก ยังตอบเป้าหมาย “Purposeful Brand” ในฐานะแบรนด์ไทยระดับสากลที่เป็นความภูมิใจของคนไทยด้วย
“ก้าวต่อไปของศรีจันทร์ต้องการ Purposeful Brand จากเดิมที่เรามองทำงานเพื่อให้ธุรกิจมีขนาดใหญ่ แต่เมื่อมานั่งคิด และจากการสนทนากับเพื่อนชาวญี่ปุ่น พูดถึงแบรนด์บิวตี้สัญชาติญี่ปุ่น ที่แม้จะไม่ได้ซื้อใช้มาก แต่มีความภาคภูมิใจในแบรนด์นั้น ศรีจันทร์จึงอยากทำให้คนไทยภาคภูมิใจในแบรนด์ไทยด้วย”
ตลาดบิวตี้ 2.7 แสนล้าน โต 7%
สำหรับภาพรวมตลาดสินค้าความงามมีมูลค่า 2.7 แสนล้านบาท การเติบโตอยู่ที่ 7-10% แต่ปี 2568 คาดการณ์โตราว 7% เป็นพื้นฐานหรือ Base case ด้วยเศรษฐกิจ และกำลังซื้อในปัจจุบัน โดยปี 2567 บริษัทมีรายได้ 1,600 ล้านบาท เติบโต 59% และเทียบ 5 ปีก่อนมีรายได้ราว 500 ล้านบาท ทั้งนี้ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การเติบโตรายประเภทผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นกลุ่มสีสันหรือเมคอัพ 11% สกินแคร์ 148% และครีมกันแดด 73%
สินค้าทุกหมวดเติบโตกว่าตลาดรวม ที่กลุ่มเมคอัพเติบโต 0.58% สกินแคร์เติบโต 3.39% และครีมกันแดดหดตัว 1.65%





