วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

‘ชาไทยสีส้ม’ ไม่อันตราย ถ้ากินไม่เกิน 3 แก้ว! ย้ำ สีสังเคราะห์เรื่องปกติ แม้บางส่วนเริ่มกังวล

‘ชาไทยสีส้ม’ ไม่อันตราย ถ้ากินไม่เกิน 3 แก้ว! ย้ำ สีสังเคราะห์เรื่องปกติ แม้บางส่วนเริ่มกังวล

ใส่สีส้มในชาไทยอันตรายจริงไหม? รายใหญ่ชี้ สีสังเคราะห์เป็นเคมีสะอาด กินได้ ปลอดภัย ถูกกว่าสีธรรมชาติเพราะต้นทุนสูง ขาย “ชาไทยไม่มีสี” อิงกระแสคนไทยกังวลเพิ่ม ส่วนต่างประเทศไม่ได้แบนแค่ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ในใบชา คำนวณสัดส่วนชงต่อแก้วได้มาตรฐาน กินชาส้มได้สูงสุด 2-3 แก้วต่อวัน

กระแสชาไทยไม่ใส่สีได้รับความสนใจมากขึ้น หลัง “ชาตรามือ” บิ๊กเนมตลาดชาไทย เตรียมขาย “ชาไทยไม่ใส่สี” ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม จากนั้นไม่นาน “คาเฟ่ อเมซอน” (Café Amazon) เชนกาแฟรายใหญ่ที่มีจำนวนสาขามากสุดในไทยเกทับประกาศขายชาไทยไม่ใส่สีวันรุ่งขึ้น พร้อมกับกระแสเปิดรายชื่อธุรกิจตลาดน้ำชงในไทยบนโซเชียลมีเดียที่พบว่า แท้จริงแล้วมีร้านขายชาไทยไม่ใส่สีก่อนบิ๊กแบรนด์ปักธงหลายแห่งด้วยซ้ำไป

ข้อกังวลเรื่องสีสังเคราะห์ หรือ “Sunset Yellow FCF” ในชาไทยหรือชาเย็นถูกพูดถึงมาพักใหญ่ เคยมีการสุ่มตรวจชาไทยหลายเจ้าในไทย พบว่า บางแห่งมีสัดส่วนสีสังเคราะห์ตามมาตรฐาน และบางรายเกินกว่ามาตรฐานในสัดส่วนต่อหนึ่งแก้ว ส่วนฟากฝั่งยุโรปก็มีเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้และนำเข้าอาหารที่มีส่วนผสมของ “Sunset Yellow FCF” อ้างอิงจากงานวิจัยที่มีการระบุว่า สีผสมอาหารชนิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับอาการสมาธิสั้นในเด็ก

‘ชาไทยสีส้ม’ ไม่อันตราย ถ้ากินไม่เกิน 3 แก้ว! ย้ำ สีสังเคราะห์เรื่องปกติ แม้บางส่วนเริ่มกังวล

แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีบทพิสูจน์ที่ชี้ชัดได้ว่า สีผสมอาหารเหล่านี้เป็นต้นเหตุของการก่อโรคโดยตรง ด้าน “นุติ หุตะสิงห” หรือ “เชฟทักษ์” เชฟและนักวิทยาศาสตร์ทางอาหารระบุว่า ให้พูดแบบเข้าใจโดยง่าย คือควรกินชาไทยในปริมาณพอเหมาะไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน หากเกินก็มีสิทธิที่จะได้รับสีสังเคราะห์เกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO กำหนดไว้ว่า กินแล้วจะปลอดภัย

ด้าน “ชาตรามือ” ผู้ผลิตวัตถุดิบชารายใหญ่และยังเป็นเจ้าของหน้าร้านที่มีส่วนแบ่งตลาดชาไทยกว่า 70% อธิบายถึงที่มาที่ไปของการออกโปรดักต์ “ชาไทยไม่ใส่สี” ว่า ชาตรามือมีสินค้าดังกล่าวมานานมากแล้ว ขายในประเทศที่มีข้อกำหนดเรื่องการใส่สีสังเคราะห์ในใบชา รสชาติไม่มีอะไรต่างไปจากชาส้มแบบเดิม เป็นเพียงการนำ “Sunset Yellow FCF” ออกก็เท่านั้น

“เศรษฐกิจ เรืองฤทธิเดช” กรรมการบริหาร แบรนด์ชาตรามือ ยอมรับว่า การตัดสินใจครั้งนี้สืบเนื่องมาจากข้อกังวลเรื่องสีสังเคราะห์ในชาไทย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วทางชาตรามือผลิตชาไทยสีส้มมานาน 80 ปี เป็นเพียงการแต่งสีให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น แต่จากกระแสข่าวก็อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความไม่สบายใจ นำไปสู่แผนออกโปรดักต์ชาไทยไม่ใส่สีในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ขณะเดียวกันก็ออกชาไทยสีส้มแต่งสีธรรมชาติ สกัดจากเบตาแคโรทีนที่ได้จากแครอทและมะเขือเทศ สำหรับคนที่ยังต้องการสีส้มตามเอกลักษณ์เดิมของชาไทย

‘ชาไทยสีส้ม’ ไม่อันตราย ถ้ากินไม่เกิน 3 แก้ว! ย้ำ สีสังเคราะห์เรื่องปกติ แม้บางส่วนเริ่มกังวล -(จากซ้ายไปขวา) เศรษฐกิจ เรืองฤทธิเดช และพราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช กรรมการบริหาร แบรนด์ชาตรามือ-

“ชาไทยไม่ใส่สีเป็นสูตรเบลนด์ชาตัวเดิมแค่เอาสีผสมอาหารออกเฉยๆ ในการรักษาเอกลักษณ์อีกขั้นคือเพิ่มสีธรรมชาติลงไป ซึ่งตรงนี้ขอแชร์ว่า ตัวไม่ใส่สีมีขายมานานมากแล้วแต่ไม่ได้ขายที่ไทย เราส่งออกไปในประเทศที่ไม่ให้ใส่สีในชาซึ่งเขาไม่ได้แบน ไม่ให้นำเข้าเพราะไม่ให้ใส่สีในใบชา แต่สามารถใส่สีประเภทนี้ในเครื่องดื่มชาได้ สำหรับชาไทยไม่ใส่สีขายราคาเท่าเดิม แต่สีธรรมชาติจากเบตาแคโรทีนราคาจะเพิ่มขึ้นนิดหน่อย ไม่น่าเกิน 30% จากราคาเดิม ด้วยสีธรรมชาติจะราคาสูงกว่าสีสังเคราะห์”

“เศรษฐกิจ” อธิบายเพิ่มเติมว่า สีธรรมชาติมีต้นทุนสูงกว่าสีสังเคราะห์อยู่แล้ว มีกระบวนการต่างๆ เพิ่มเข้ามามากขึ้น ส่วนสีสังเคราะห์เป็นเคมีสะอาดที่รับประทานได้ เป็น “Food Grade” ต้นทุนถูกกว่าสีจากธรรมชาติ

เข้าใจและรับทราบความกังวลของผู้บริโภคบางส่วน แต่สีสังเคราะห์เป็นวัตถุดิบที่นิยมใช้กันแพร่หลายทั่วโลกเพื่อทำให้เครื่องดื่มดูน่ากินมากขึ้น สำหรับบางประเทศที่ไม่อนุญาตให้ใส่ในใบชา เพราะมองว่า ไม่มีความจำเป็น แต่ไม่ได้แปลว่ากินไม่ได้ เพราะโปรดักต์อื่นๆ ในประเทศเขาก็มีสีสังเคราะห์ผสมเช่นกัน

ฟาก “พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช” กรรมการบริหาร แบรนด์ชาตรามือ บอกว่า โดยปกติสัดส่วนการใส่สีสังเคราะห์ต่อหนึ่งแก้วผ่านการคำนวณตามมาตรฐานอยู่แล้ว ฉะนั้น ชาสีส้มแบบเดิมยังกินได้ ปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่น นางสาว A มีน้ำหนักตัวไม่เกิน 60 กิโลกรัม สามารถกินชาไทยสีส้มได้ราวๆ 2-3 แก้วต่อวัน อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย มองว่า คงมีน้อยคนมากๆ ที่จะกินชาไทยเกิน 3 แก้วต่อวัน